กับเทรนเนอร์ใหม่ ,, CyclesOps – Magneto

หลังจากช่วงนี้ผมกลับมาปั่นจักรยานอีกครั้ง มันมีความรู้สึกว่าอยากปั่นจักรยานตลอดเวลา มีความสุขมากๆ

แต่ตอนนี้ผมพบว่า การปั่นจักรยานทุกวันนั้นมีอุปสรรคสำคัญอย่างนึงคือการอยู่เวร+ฝนตกครับ

ซึ่งผมก็พยายามหาเวลาแล้วนะ อย่างเช่น วันไหนอยู่เวร ก็จะพยายามลากตัวเองไปปั่นฝ่าลมหนาวที่แม่อายตั้งแต่หกโมงครึ่ง แต่โดยรวมไม่ค่อยสะดวกเลย เพราะปั่นเสร็จมีเพลียนิดๆ บางทีเหมือนทำงานได้ไม่เต็มที่ แถมถ้าช่วงไหนอยู่เวรแบบสองสามวันติดนี่ลำบากสุดๆ ปั่นไปไกลๆ ก็ไม่ได้ แถมถ้าฝนตกนี่เรียกว่าจบกันเลย

ทีนี้ก็เลยวางแผนแก้ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลด้วยการหาเทรนเนอร์ซักตัวครับ

ถ้าคิดไม่ออกว่าเทรนเนอร์คืออะไร…

ที่แน่ๆ มันไม่ใช่ผู้ฝึกสอนนะครับ แต่มันเป็นตัวที่เอาไว้เสียบกับล้อหลังของจักรยานเราให้ยกขึ้นแล้วเราสามารถเอาปั่นในที่ร่มได้ ว่าไปก็คล้ายๆ แปลงจักรยานเสือหมอบตัวเองให้กลายเป็นจักรยานฟิตเนส ประมาณนั้น ,, บางคนอาจคุ้นกับการเอาจักรยานมาวางบนลูกกลิ้ง แบบนั้นก็คล้ายๆ กัน แต่จะเรียกว่าโรลเลอร์น่ะครับ

อันนี้เป็น Roller ครับ (ขอความอนุเคราะห์ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Bicycle_rollers)
อันนี้เป็น Roller ครับ (ขอความอนุเคราะห์ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Bicycle_rollers)

ถ้าสนใจเรื่องเทรนเนอร์แบบเบสิก ผมว่าบทความนี้เขียนได้ดีเลยนะ 🙂

ว่าด้วยเรื่องเทรนเนอร์ที่ตามหา

ก็กลับไปที่ร้านท้อปเกียร์ที่ผมซื้อจักรยานมาแหละครับ คุยกับพี่หนึ่งให้แกช่วงแนะนำให้ ทีแรกแกแนะนำ Minoura รุ่นที่จับขอบล้อมาให้ (เท่าที่รู้นี่เป็นยี่ห้อเดียวที่ทำเทรนเนอร์จับขอบล้อนะ) เพราะข้อดีของพวกนี้ไม่ค่อยเปลืองยาง แต่ข้อเสียคือเสียงดังมากกกกก อื้ออึงมากกกกกกกก หลายคนที่เคยลองถึงกับบอกว่าเสียงดังขนาดที่พูดกันในระยะเมตรนึงแล้วก็ยังไม่รู้เรื่องเลย

อันนี้เป็นเทรนเนอร์ Minoura แบบจับริมที่เล่ามา (รูปเอาจากลิงก็ด้านบนแหละ)
อันนี้เป็นเทรนเนอร์ Minoura แบบจับริมที่เล่ามา (รูปเอาจากลิงก็ด้านบนแหละ)

เวลาผ่านไปสักช่วง พี่หนึ่งแกก็แนะนำว่าเอาตัว CycleOps ดีกว่า ซึ่งแกก็แนะนำรุ่น Magneto มา (ซึ่งผมเคยเห็นมีคนรีวิวในพันทิปนานละเหมือนกัน) พี่แกว่าข้อดีตัวนี้คือเสียงไม่ดังมากและราคาก็ไม่แพงในคุณภาพพอๆ กัน

ในที่สุด... ก็ถอยมันมาแล้วครับ :)
ในที่สุด… ก็ถอยมันมาแล้วครับ 🙂
อันนี้เป็นโปรไฟล์ของ Magneto ครับ
อันนี้เป็นโปรไฟล์ของ Magneto ครับ

ว่าแล้วก็ตกลงจ่ายเงินราวๆ 6,500 บาทแล้วรับเจ้า Magneto มาเป็นเจ้าของครับ

เล่าคร่าวๆ เลย ตั้งแต่ประกอบถึงลองใช้มา

หลังจากได้ของมา ด้วยความเห่อจึงเปิดคู่มือประกอบเทรนเนอร์กันที่ร้านเลย (จริงๆ ผมทำไม่เป็นด้วยแหละ) ซึ่งเวลาประกอบจริงๆ ดูก็ไม่ยากเพราะมีสองส่วน คือส่วนที่เป็นตัวฐานกับส่วนที่เป็นตัวลูกกลิ้งที่เอามารองล้อหลัง แล้วจากนั้นก็ยึดสองส่วนด้วยน้อต จากนั้นก็เปลี่ยน quick release ของล้อหลัง (จากเดิมที่ติดรถมามันเป็นพลาสติก) ให้มาเป็นเหล็กเพื่อว่าเวลาเอามาไว้บนเทรนเนอร์แล้วมันจะได้ไม่บู้บี้จากการโดนเทรนเนอร์บีบ

จากนั้นก็เอาจักรยานขึ้นบนเทรนเนอร์ ล๊อคล้อหลังให้ดี แล้วค่อยๆ หมนุนเกลียวจนตัวลูกกลิ้งแนบกับล้อหลัง จากนั้นก็บิดเข้าไปอีกสองรอบครึ่งตามที่คู่มือแนะนำ เพื่อที่จะได้น้ำหนักที่พอดี

ประกอบเสร็จแล้วครับ ^^
ประกอบเสร็จแล้วครับ ^^
เอาลูกกลิ้งมาประกอบกับขาตั้งแล้วขันน้อตให้แน่น ไม่ยากๆๆ
เอาลูกกลิ้งมาประกอบกับขาตั้งแล้วขันน้อตให้แน่น ไม่ยากๆๆ
ด้านข้างลูกกลิ้งจะมีพัดลมอยู่ เวลาเราปั่นมันก็จะช่วยหมุนระบายความร้อนไปด้วย
ด้านข้างลูกกลิ้งจะมีพัดลมอยู่ เวลาเราปั่นมันก็จะช่วยหมุนระบายความร้อนไปด้วย
ส่วนด้านนี้เป็นฝั่งที่ล้อค Quick release ให้เข้ากัยฐานของ Trainer
ส่วนด้านนี้เป็นฝั่งที่ล้อค Quick release ให้เข้ากับฐานของ Trainer
ส่วนเติมเต็มสุดท้าย... ฐานรองล้อหน้าครับ
ส่วนเติมเต็มสุดท้าย… ฐานรองล้อหน้าครับ
พอเอาจักรยานเรามาประกอบกับเทรนเนอร์มันก็จะได้แบบนี้แล :)
พอเอาจักรยานเรามาประกอบกับเทรนเนอร์มันก็จะได้แบบนี้แล 🙂

เล่าประสบการณ์ดีกว่าว่าลองใช้มาซักช่วงแล้วเป็นไงบ้าง

  • การเอาจักรยานเข้ามาใส่นี่ก็ไม่ได้ยากนะ แค่เอามาเสียบกับฐานแล้วล๊อคล้ิอหลังไว้ จากนั้นก็หมุนๆ ที่จับสีเหลืองจนพอดีแล้วบวกไปอีกสองรอบครึ่ง
  • ความคล้ายๆ กับการปั่นผมให้อารมณ์ใกล้เคียงกับการปั่นบนถนนเรียบมากกว่าทางขรุขระนะ (ส่วนที่ฉลากเค้าบอกว่าเหมือนกับปั่นขึ้นดอยนี่ผมไม่ได้รู้สึกถึงขนาดนั้นนะ) แต่ให้อารมณ์ลอยๆ เวลาเราปั่นรอบขาเร็วๆ ตอนใช้เกียร์ต่ำๆ
  • เวลาจะปรับความหนักอาศัยการเปลี่ยนเกียร์เอา ไม่ได้มีตัวปรับความหนืด อันนี้ผมว่าสะดวกดีนะ
  • เรื่องเสียงนี่ผมว่าก็ดังระดับนึงนะ อารมณ์คล้ายๆ เราเปิดเครื่องปั่นน้ำผลไม้อะ เอาเป็นว่าผมลองเฟสไทม์ด้วยไอแพดโดยวางบนเก้าอี้ทิ้งให้ห่างจากล้อหน้าประมาณ 1 เมตร + เปิดเสียงดังสุดก็ได้ยินเสียง+คุยสนทนาได้ปกติดี อีกฝั่งก็ไม่มีปัญหาอะไรนะ
  • พี่เจ้าของร้านเตือนเรื่องความร้อน (จริงๆ เวลาเราปั่นมันจะมีพัดลมหมุนไล่ความร้อนในตัวอยู่แล้วนะ) พี่เค้าแนะนำให้หาพัดลมมาวางอีกซักตัว แต่ช่วงนี้แถวๆ ที่ผมอยู่มันหนาวมาก (คือใครเปิดพัดลมนี่เรียกว่ามึงบ้าไปแล้ว) เลยไม่มีปัญหาอะไร
  • อารมณ์ตอนขึ้นโยกก็โอเคนะ แต่จะมีฟีลลิ่งลอยๆ ในช่วงแรกๆ (คล้ายๆ ข้ิอข้างบน)
  • หนาแน่นดีนะ โยกแรงๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่จะมันปัญหาตอนคร่อมรถนิดนึง เพราะเวลาเอารถขึ้นเทรนเนอร์แล้ว top tube จะสูงขึ้นอีกเป็นนิ้ว จนมันแทบจะชนกับแหนมตุ้มจิ๋วของผมเลยทีเดียว
  • ถ้ามีเทรนเนอร์แนะนำให้ติดตัว Sensor ไว้ที่ล้อหลังครับ เผื่อเวลาปั่นแล้วมันจะได้ขึ้นค่าต่างๆ บ้าง แม้ว่าจะไม่ค่อยแม่นเท่าไหรก็ตาม (แล้วจะย้ายมาติดด้านหลังทำไมเนี่ย)
  • แนะนำให้หาอะไรมารองเหงื่อ+ทรายจากรองเท้านะ จะดูดีก็เอาพรมของยี่ห้อไฮโซๆ ก็ได้ แต่ส่วนตัวผมแนะนำซื้อพรมโยคะจากโลตัสมารอง ประมาณ 300 บาทครับ (ถ้าดูรูปก็ไอ้สีชมพูที่รองจักรยานนั่นแหละ) หรือถ้าจะให้ไฮโซขึ้น มันจะมีผ้ารองเหงื่อไม่ให้หยดใส่เฟรมขายด้วย (มีทั้งของ Minoura และ Cycleops) แต่ราคาค่อนข้างแพง

สรุปเลยก็แล้วกัน

เท่าที่ลองขึ้นมาก็โอเคนะครับ โดยรวมผมประทับใจนะ ให้อารมณ์คล้ายๆ ไปปั่นจักรยานที่ฟิตเนสแต่ได้ใช้จักรยานที่เราถนัด ประกอบกับตัวรถง่าย เสียงดังกลางๆ ความน่าซื้ออยู่ในระดับเฉยๆ มีก็ดี ไม่มีก็ไม่เป็นไร ,, คหสต. แนะนำว่าให้ลองไปใช้จริงก่ิอน (ถ้าหาได้นะ) ก่อนจะซื้อ เพราะผมว่าความสุขของการปั่นเทรนเนอร์หายไปประมาณ 60% เมื่อเทียบกับการปั่นจักรยานบนถนนทั่วไป แค่ลดความอยากในการปั่นจักรยานลงไปได้แค่นั้น

ถนนลาดยาง, ท้องฟ้าปลอดโปร่ง, แดดไำม่แรงมาก, มีลมพัดตีหน้าเบาๆ ,, นั่นแหละครับ.. ความสุขในการปั่นจักรยานอันแท้จริง

เสือหมอบคันแรกของผม ,, Bianchi Impulso 2013

ในบรรดายานพาหนะทั้งหลาย ผมว่าจักรยานนี่แหละคืออะไรที่เท่ที่สุดในสายตาของผมแล้ว เวลาที่เห็นคนปั่นจักรยานตามท้องถนนทีไร ผมมักจะอดไม่ได้ที่จะต้องเหลียวมองอยู่เสมอ ,, บางครั้งผมว่ามันเท่กว่าซุปเปอร์คาร์อีกนะ เพราะจักรยานมีตังอย่างเดียวขับไม่ได้ มันต้องมีแรงด้วย พอเรายิ่งออกแรงปั่นก็ยิ่งสนุกขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนตัวผมนะ :: จักรยานคือยานพาหนะที่เท่ที่สุดของมนุษยชาติ

เล่าเรื่องเก่าๆ ระหว่างผมกับจักรยานซักหน่อย

ถ้าพูดถึงจักรยานนี่ต้องย้อนไปไกลถึงสมัยเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลาย ซึ่งสมัยนั้นผมไปไหนมาไหนทั่วเมืองเชียงใหม่ด้วยจักรยานตลอด โดยเฉพาะจักรยานคันประจำของผมที่ปัจจุบันมีอายุเกือบๆ 20 ปีแล้ว นั่นก็คือ Challenger Comp 560 (รุ่นนี้ออกตั้งแต่ประมาณปี 1994 นะถ้าจำไม่ผิด) ซึ่งเป็นคันที่ผมได้มรดกจากอามาอีกทีนึง ซึ่งจุดเด่นของคันนี้คือเฟรม Chromoly ของ Tange ที่ทำ Butted มาให้ แถมจัด Groupset Shimano LX มาให้ซะเต็มสูบ ซึ่งผมเอาไปลุยมาสุดหล้าฟ้าเขียวมาซะคุ้ม (ซึ่งปัจจุบันไม่มีอะไหล่ขายอย่างแรง (แม้แต่อะไหล่เทียบ) แค่ Butterfly brake ก็หาผ้าเบรคลำบากมาก)

จักรยานคันเก่าของผม ,, อายุเกือบ 20 ปีแล้ว สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงนัก
อะไหล่ทุกชิ้นเป็น LX ปี 94 หมด ,, งดงามมากๆ

อธิบายนิดหน่อย คือเฟรมจักรยานสามารถทำจากวัสดุได้หลากหลาย ที่เราพอรู้ๆ จักกันเช่น คาร์บอน, อลูมิเนียม, เหล็ก, แต่โลหะอัลลอยผสมอย่างนึงที่นิยมเอามาทำเป็นเฟรมจักรยานคือ Chromoly ซึ่งเป็นโลหะอัลลอยที่มีส่วนผสมของ Chromium และ Molybdenum ซึ่งมีความแข็งแรงและยืดหยุ่นสูง, แต่กระนั้น เจ้าโครโมลี่มีน้ำหนักค่อนข้างมาก เค้าเลยมีนวัตกรรมที่เรียกว่า Butted หรือการรีดเอาส่วนบริเวณของท่อที่ไม่ได้รับน้ำหนักมาก/ไม่ค่อยมีแรงเค้นแถวๆ นั้นออก เช่น เหล็กบริเวณกลางท่อจะถูกรีดให้บางกว่าบริเวณข้อต่อเป็นต้น ซึ่งการ Butted นี่ก็มีหลายระดับ ทั้ง Butted เฉยๆ, Double butted หรือ Triple butted เป็นต้น

จนกระทั่งวันนึง ผมโดนขโมยรถจักรยาน (ขนาดจอดในบ้านนะ) ซึ่งแม้ผมจะได้มันคืนมาในอีกหลายปีถัดมา แต่ว่าสภาพรถนี่สนิมเขรอะกรัง+ผมก็ไม่ได้ดูแลต่อเนื่อง(เพราะผมไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ)+ไม่ได้ใช้จักรยานเป็นยานพาหนะหลักแล้ว ผมเลยไม่ค่อยได้สนใจมันเท่าไหร่ ,, ซึ่งกว่าผมจะกลับมาดูแลมันอีกครั้งอะไหล่+อุปกรณ์+เฟรมหลายจุดก็ขึ้นสนิมเพียบแล้ว (ยังรู้สึกผิดกับมันมาจนถึงทุกวันนี้ที่เราดูแลมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ,, เราขอโทษด้วยนะ)

สนิมแดกเพียบครับ (ที่อื่นก็มีอีกหลายจุดอยู่นะ)

ซึ่งตั้งแต่วันนั้นผมก็มีแพลนจะซื้อจักรยานใหม่ซักคัน แต่ยังไม่ถูกใจซักที เลยพับโครงการเอาไว้ก่อน…

เปิดศักราชใหม่ กับจักรยานคันใหม่

จนกระทั่งประมาณสามเดือนที่ผ่านมา อยู่ดีๆ ก็ปิ๊งโปรเจคจักรยานขึ้นมาอีกที หลายๆ คนเชียร์เล่นฟิกซ์เกียร์แต่ผมไม่ชอบ เพราะไม่มีเกียร์ ไม่มีเบรค ไม่ค่อยเหมาะกับไลฟ์สไตล์ผมเท่าไหร่ คิดไปติดมาเสือหมอบน่าจะตอบโจทย์อะไรหลายๆ อย่างได้ดีที่สุด เช่น ทางที่ผมใช้ปั่นจริงๆ 95% เป็นทางที่เป็นถนน และอยากลองปั่นเสือหมอบดูบ้างเพราะเคยปั่นเสือภูเขาแล้ว

ทีแรกก็อยากได้รถเฟรมโครโมลี่ท่อเล็กๆ นี่แหละ ผมก็เสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับจักรยานเล่นๆ หลายยี่ห้อทั้ง Trek, Giant, Specialized,ฯลฯ แต่สุดท้ายดันไปปิ้งกับสีฟ้าเซเลสเต้ของ Bianchi เลยลองเข้าไปดู เห็นแล้วชอบ Pista เลยนะ เพราะเราชอบเฟรมเล็กๆ แนววินเทจหน่อยๆ แต่เสียดายที่เป็นฟิกซ์เกียร์ เลยเสิร์ชไปเสิร์ชมาก็ปิ้ง Impulso อีกคัน เพราะนอกจากความสวยที่ผมว่าโอเคมากๆ แล้วราคาของมันยังพอหยิบจับได้สำหรับนักปั่นสมัครเล่นมือใหม่อย่างผม

จริงๆ ผมชอบจักรยานยี่ห้อ Fuji รุ่น Yaiba 111th ที่ออกมาฉลอง 111 ปีของจักรยานยี่ห้อนี้ สวยมากๆๆๆๆๆ ชอบเว่อๆๆๆ แต่เห็นราคาแล้วสลบ เพราะราคาตั้ง 570,000 เยน หรือราวๆ สองแสนกว่าบาทเองนะ

จริงๆ ชอบคันนี้มากเลย แนววินเทจนิดๆ ท่อโครโมลี่ ,, แต่สู้ราคาไม่ไหวจริงๆ

หรืออีกรุ่นที่ step down ลงมาจาก Ultegra มาเป็น 105 + ลดสเป๊กอีกนิดหน่อยก็จะได้เป็นตัว Phantom ซึ่งสวยไม่แพ้กัน (อันนี้จากบล๊อกของร้านค้า) ราคาราวสองแสนเยนกว่าๆ หรือประมาณเก้าหมื่นบาทไทย (เห็น interbike นำเข้ามาด้วย แต่ไม่มีราคาบอก กลัวเห็นราคาแล้วจะช๊อกไป) ,, หรือถ้าลดกว่านี้ก็คงเป็นตัว Stratos R ราคาประมาณเจ็ดหมื่นกว่าๆ เยน (สามหมื่นบาทไทย) ซึ่งราคาขนาดนี้ ผมสู้ไปหาอะไหล่ 105 ยี่ห้ออื่นเล่นดีกว่า

หลังจากปิ้งกับจักรยานที่ผมชอบแล้วผมก็เลยไปสั่งจักรยานที่ร้านประจำของผม คือร้าน Topgear ที่เชียงใหม่ ซึ่งพี่หนึ่งเจ้าของร้านก็ตบปากรับคำว่าจะหามาให้แต่ขอเวลาหน่อย เพราะของมีไม่มาก แถมสีเขียวเซเลตเต้ของปี 2012 ก็มีคนอยากได้เยอะอยู่ ซึ่งผมก็ไม่ได้รีบ ปล่อยแกหาไปเรื่อยๆ ,, จนกระทั่งวันนึงแกบอกว่ารออีกหน่อยมั้ย เพราะตัวเฟรม Impulso สีเซเลตเต้ของปี 2013 นี่ใช้ในทีม Vacansoleil-DCM ด้วย

รอไปรอมาเพลินๆ ประมาณสามเดือนกว่าๆ (วันที่ 31 ตุลา) ร้านก็โทรมาบอกว่าได้รถแล้วนะ 🙂

ที่สุดแห่งการรอคอย ,, Bianchi Impulso ตัว 105 ก็มาแล้ว 🙂

ดีใจมากที่จะได้กลับมาปั่นจักรยานแบบจริงจังอีกครั้ง

ว่าด้วยเรื่อง Impulso 2013

ก่อนที่จะลองปั่นจริงก็ขอโม้เกี่ยวกับเสือหมอบคันแรกของผม และเป็นรถเฟรมอลูคันแรกของผมเช่นกัน (ก็แน่นะ คันก่อนเป็นเสือภูเขาเฟรมโครโมลี่หนิ)

คัน Impulso ที่ผมเลือกเป็นตัวที่ใช้อะไหล่ Shimano รุ่น 105 แต่ว่าคันนี้ใช้อะไหล่ Shimano 105 กับเฉพาะตีนผีกับมือเกียร์+ก้ามเบรคเท่านั้นแหละ ส่วนอะไหล่อื่นๆ ที่เหลือนี่ไม่ได้ใช้ของ 105 เลย ,, ไล่ตั้งแต่ Crank, โซ่กับถ้วยคอเป็นของ FSA, สับจานหน้ากับเฟืองหลังเป็น Tiagra, ดุมล้อหน้าหลังเป็นของ Novatech ส่วนที่เหลือๆ ใช้ของ Reparto Corse (ซึ่งเป็นอะไหล่ในเครือของ Bianchi เอง) คหสต.ผมว่าแอบเสียดายที่ไม่ได้ใช้ Groupset 105 ทั้งหมดเลย (ซึ่งถ้าใช้จริงอาจทำให้ราคาสูงกว่านี้ประมาณหมึ่นกว่าๆ ได้เลย)

นอกจาก Impulso ที่ใช้อะไหล่ของ Shimano 105 แล้ว Impulso ก็ยังมีอีกรุ่นที่ใช้อะไหล่ Veloce ของ Campagnolo ,, ซึ่งสาเหตุที่ผมเลือก 105 มากกว่า เพราะว่าผมประทับใจกับ Shimano มาตั้งแต่รถคันเก่า แถมราคา 105 ก็ไม่แรงมากเท่าไหร่ หรือถ้าจะหาอะไหล่ในอนาคตก็คงง่ายกว่าตัว Campag ด้วยแหละ ,, สุดท้ายก็เลยลงตัวกับ Impulso อะไหล่ 105

ตรานกฟินิกซ์ที่ปักชื่อ Eduardo Bianchi ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งจักรยานยี่ห้อนี้
Impulso รุ่นนี้สีเขียวป้าดดดดด ,, ขนาดที่หุ้มแฮนด์ยังเขียว (แต่อีกไม่นานคงดำตามขี้มือ)
ตัวมือเกียร์+ก้ามเบรคเป็น Shimano 105 ครับ
ตีนผีเป็น 105 ,, แต่สับจานหน้าเป็น Tiagra
ตัวเบรคเป็น Reparto Corse คุณภาพใช้ได้นะ
เบาะก็สีเขียว ส่งเข้าประกวดโดย Selle San Marco

เฟรมอลูตัวนี้แอบใส่เทคโนโลยีเก๋ๆ ของ Bianchi มาให้เพียบเลย ทั้ง Triple Hydroform, USST, BAT+KVID ซึ่งผมไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่หรอก แต่เห็นพี่เค้าบอกว่ารุ่นนี้เค้าเชื่อมท่อเนียนและสวย+เทคโนโลยีต่างๆ ทำให้ฟีลลิ่งการปั่นนุ่มกว่าอลูทั่วไป จนบางทีความนุ่มนวลคล้ายๆ พวกเฟรมคาร์บอนด้วยซ้ำ (ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจอะนะ แต่ถ้าสนใจก็ลองไปอ่าน Link นี้ ดีเหมือนกัน)

อย่างที่บอกแหละครับ พอดีเฟรมอลูมิเนียม Impulso (ย้ำว่าเฉพาะเฟรมนะครับ ไม่ใช่ทั้งคันที่มาขาย) รุ่นนี้ได้รับเลือกจากทีม Vacansoleil-DCM ให้ไปแข่งงาน Paris-Roubiax ของปี 2012 ดังนั้น เฟรมตัวนี้เลยแอบมีสกรีนลายทีมให้ด้วย ดูเพลินๆ สวยดีเหมือนกัน แถมเพิ่มพลังปั่นได้สองแรงโม้ ฮาๆๆๆ

เทคโนโลยีต่างๆ ที่ทาง Bianchi พัฒนาแล้วอัดมาในเฟรมอลูรุ่นนี้
มีสกรีนชื่อทีม Vacansoleil-DCM + FSA เพิ่มขึ้นจากเดิม

สุดท้ายเพื่อสนองนี๊ดตัวเองที่จะให้มันเป็นอะไหล่ 105 เลยเปลี่ยน Crank FSA ที่ให้มาตั้งแต่ตอนแรกเป็น Crank ของ Shimano 105 ร่วมกับใช้บันไดของ 105 ด้วยเช่นกัน (แอบมีเหตุผลแฝงนิดๆ คือกระโหลกของ FSA มันไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านเท่าไหร่ กลัวว่าถ้าอีกหน่อยต้องซ่อมจะเป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงเปลี่ยนเป็น 105 ตั้งแต่เนิ่นๆ เลย) ซึ่งในจุดนี้ต้องเพิ่มเงินอีกหลายพันเหมือนกัน (จริงๆ อยากเปลี่ยนดุมด้วยนะ แต่มันต้องขึ้นล้อใหม่เลย เอาเป็นว่าวันไหนล้อคดล้อพังแล้วค่อยเปลี่ยนดุมก็แล้วกัน, ส่วนตัวเบรกไม่ได้เปลี่ยน เพราะ Reparto Corse มันก็โอเคนะ)

ติดกระเป๋า+ไฟท้าย+เอาไมล์ VDO จากคันเก่ามาติดเพิ่มอีกหน่อยเพื่อประโยชน์ใช้สอยในการใส่ของขณะเดินทาง+ความปลอดภัยในยามค่ำคืน ,, สรุปสุดท้ายทั้งหมด เอารถไปชั่งกิโล ทำน้ำหนักได้ 9.2 กิโลกรัม 🙂

แอบเปลี่ยนสับจานหน้าจาก FSA เดิมเป็น Shimano 105 แทน
ไหนๆ ก็ไหนๆแล้ว บันไดก็เอาตัว 105 ด้วยเลยแล้วกัน
โชวท้าย (ติดกระเป๋า+ติดไฟเพิ่ม) ,, เท่ไม่หยอกเลย

โม้ซะเยอะ ลองมาปั่นจริงดีกว่า

ลองปั่นดูจริงๆ มาประมาณเกือบอาทิตย์

เท่าที่ลองปั่นดูนะประมาณอาทิตย์กว่า ผมว่ามันสนุกมากๆ เหมือนความรู้สึกตื่นเต้นและสนุกของการปั่นจักรยานในอดีตของผมกลับมาอีกครั้ง เผลอๆ ผมว่าสนุกกว่าปั่นเสือภูเขาด้วย ส่วนนึงผมว่ารถมันเบาและหน้ายางแคบมาก รถมันเลยพุ่งกว่ามากๆ โดยเฉพาะการปั่นบนถนนเรียบๆ นะสนุกมากเลย บางช่วงอัดความเร็ว 35-40 กม./ชม. ได้สบายๆ ทั้งๆ ที่เราลงแรงประมาณนี้ในเสือภูเขาจะได้แค่ 28-32 กม./ชม. (อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวนะ) แถมจังหวะโยกขึ้นดอยรถพุ่งดีนะ หรือจะเป็นจังหวะลงนี่พุ่งเนินโหดมาก ยิ่งอัดเสริมลงไปนี่ 50+ กม./ชม. ได้เลยนะ (ซึ่งความเร็วในจุดนั้นน่ากลัวมาก ฮาๆๆๆ)

แต่ข้อเสียคือเวลาที่เจออะไรไม่เรียบ เช่นถนนขรุขระ หรือทางออฟโรดหน่อยๆ มันจะค่อนข้างกระด้างหน่อย+ความมั่นใจในการลุยจะไม่ค่อยมีเพราะกลัวยางรั่ว (เห็นหมอบนี่ยางรั่วกันเป็นปกติมากๆ) กับอีกอย่างคือเวลาหมอบจะก้มลงค่อนข้างเยอะ ซึ่งผมไม่ค่อยคุ้น+ติดพุง+เมื่อยหลังนิดหน่อย (แต่พอปั่นไปวันหลังๆ นี่เริ่มดีขึ้นนะ) และแม้ว่าจังหวะขึ้นดอยจะพุ่งดี แต่ถ้าเจอชันๆ ยาวๆ นี่ลำบากเหมือนกัน เพราะมีจานหน้าแค่ 2 ใบเอง (เสือภูเขาทั่วๆ ไปจะมี 3 ใบ) ซึ่งในจุดนี้ผมคงต้องปรับเรื่องความฟิตของร่างกายเพิ่มขึ้นอีกหน่อยน่าจะดีขึ้น

ประทับใจมากๆ ครับ กับเสือหมอบคันแรก

สำหรับผมนะครับ ปั่นจักรยานนี่แหละ สนุกที่สุดแล้ว