สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 4 :: วันจริง Cycling Shimanami ครับ!!

นาฬิกาปลุกเราราวตีสี่ครึ่ง ความรู้สึกตอนนั้นไม่ต่างกับนอนในตู้เย็น
แม้ว่าจะซุกตัวในผ้าห่มพร้อมทั้งมีฮีตเตอร์ใกล้ๆ อากาศหนาวมากๆๆๆ
ผมคิดไม่ออกจริงๆ ถ้าเรายังยืนยันปั่นไปตามแผนเดิม จะไปถึงทันเวลาไหม
เพราะจุดนี้ แค่ก้าวเดินในบ้านยังหนาวทรมานขนาดนี้
แต่เราจะมัวชักช้าไม่ได้ครับ เพราะที่นี่มีห้องน้ำห้องเดียว

ฝ่าความเหน็บหนาว ด้วยรถบรรทุก

ผมจัดการตัวเองและสัมภาระทุกอย่างพร้อมราวๆ ตีห้านิดๆ
และด้วยความหิวจึงเปิดมาม่าคัพกิน 1 ถ้วยรองท้อง (ที่นี่เค้ามีบริการอาหารขายนะ แค่ 100 เยนเอง แต่บริการตัวเองหมด)
กินสักพัก รถกระบะมาถึงราวๆ 5.15 น.ตรงเวลา เราก็ช่วยกันยกจักรยานทั้งสามคันขึ้นรถกระบะ
ผมนั่งกะลุงคนขับ (ซึ่งเป็นเจ้าของเกสเฮ้าส์) ส่วนที่เหลือนั่งรถยนต์อีกคัน (เมียเจ้าของเกสต์เฮ้าส์ขับ)
แอบลุ้นนิดๆ ว่าจะทันมั้ย (แต่ดูจากเวลาแล้วน่าจะสบายๆ)

เราขับรถมาเรื่อยๆ ตามทางที่เราปั่นมาเมื่อวาน จนถึงช่วงกลางเกาะ เราก็เลี้ยวขึ้นทางด่วนครับ
ทางด่วนยังเปิด แต่ติดป้ายประชาสัมพันธ์ตลอด ว่าจะปิดตั้งแต่หกโมงจนถึงเที่ยง ซึ่งคิดว่าปิดตรงเวลาแน่นอน!!!
เราลงจากทางด่วนราวๆ 5.50 น. ทันเวลาเป๊ะๆ เย่ๆๆๆ รอดแล้วๆๆๆ
แต่พอคิดย้อนกลับไป แล้วลุงจะกลับเกาะ Oshima ยังไง ,, ลุงว่า เดี๋ยวหาเที่ยวแถวนี้แหละ เที่ยงค่อยกลับ ,, โหยยยยยยยยย

เรานั่งรถกับลุงมาเรื่อยๆ จนไปที่จุดนัดพบครับ
จุดนัดพบที่นี่ไม่ใช่ทั้งตรงศูนย์นักท่องเที่ยวกลางเมือง หรือ Shimanami Earth Land เมื่อวาน แต่เป็นที่สี่แยกก่อนขึ้นทางด่วนซักแยกนึง
ซึ่งลุงและป้าที่มาส่ง ไม่ได้ปล่อยเราไปตามยถากรรมนะ แกนี่ดูแลเอฟรี่ติงจิงเกอเบลให้หมด พาเราไปยังลานจอดรถ ถามที่รวมตัว ถามความเรียบร้อย ถามนั่นนี่ ฯลฯ
ถามเราทุกช๊อตและไปส่งเราถึงจุดที่ใกล้ที่สุดที่ให้รถยนต์เข้า (แล้วพวกนางยังมีการเดินไปเช็คความเรียบร้อยอีกนะตามบล๊อคต่างๆ อีกนะ)
โหยยยยยย ถ้าไม่มีลุงและป้าเจ้าของเกสเฮ้าส์ ลำบากแน่ๆ

บรรยากาศการรวมพลของนักปั่นทั่วสารทิศ

เราไปถึงจุดรวมพลราวหกโมงครึ่ง ซึ่งจุดนี้จะเป็นจุดปล่อยของ Course B, C, D, E และ F
โดยจะปล่อยตามลำดับ B, C, D, E, F ซึ่งแต่ละ course ก็ยังมีกลุ่มย่อยอีกเพื่อให้ไม่ปล่อยทีละเยอะเกินไป
ตามกำหนดการ เรียกรวมพล 7 โมงเช้า และเริ่มเรียง line up เสร็จ 7.30 น.
เวลาเหลือว่างๆ เราก็ไปจัดการสัมภาระก่อน ของต่างๆ สามารถฝากเค้าไปได้นะครับ มีรถบริการส่งถึงปลายทาง
เราฝากไปแหละ พวกเสื้อผ้ากับของใช้ที่มันไม่แตกหักอะ แต่พวกกล้องก็พกไปเองดีกว่า (ส่วนพวกผงดองขิงกับน้ำหมักเนื้อยกให้เจ้าของเกสเฮ้าส์ไป)
ดีเหมือนกันนะ ไม่ต้องแบกไปเอง เพราะปั่น 70 โลจริงๆ ก็เมื่อยไหล่ไม่ใช่น้อย

พอจัดการสัมภาระเสร็จ ก็จัดการตัวเองต่อครับ ด้วยการเข้าห้องน้ำ ฮาๆๆๆ
ห้องน้ำที่นี่เป็นห้องน้ำพลาสติกเคลื่อนย้ายได้ครับ ข้างในแบบทรงส้วมซึมแบบญี่ปุ่น (ที่เราต้องหันหน้าเข้าท้ายชักโครก)
ถอดชุดปั่นที่เป็นเอี้ยมก็ยากอยู่ละ ยังยากที่จะต้องทรงตัวบนนั้นด้วยคลีทลื่นๆ ซึ่งเราไม่คุ้นเลยจริงๆ ฮาๆๆ
พอจัดการตัวเองเสร็จทุกอย่าง ก็ลองดูผู้เข้าร่วมรายการปั่นกับเราครับ

อย่างที่บอกว่านี่มันไม่ใช่รายการแข่งแบบ Elite แต่ให้อารมณ์แบบปั่นวัดใจหรืองานประจำปีมากกว่า
ดังนั้น คนที่เข้าร่วม มีตั้งแต่เด็กๆ จนถึงลุงๆ, ส่วนมากเป็นคนญี่ปุ่น แต่ก็มีฝรั่งมาร่วมด้วยไม่น้อย
จักรยานก็หลากหลายมากๆ มีตั้งแต่รถธรรมดา เสือภูเขา เสือหมอบ จนถึงเสือหมอบตัวท้อปแบบเรา
ซึ่งบอกเลยว่า จักรยานไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกครับ (โดยเฉพาะเรื่องความหรูหรา!!!)

รอไปอีกสักช่วง คนก็ทะยอยกันมาเยอะมากๆ ครับ จนพอถึงเวลาปุ๊บ ก็เริ่มให้เรียงแถวเพื่อปล่อยตัวตามบล๊อค
โดยการปล่อย เค้าจะปล่อย course B (วนเกาะ Omishima รวม 110 กม.) ออกไปก่อนครับ
จากนั้นเราก็ค่อยๆ ต่อคิว จูงรถจักรยานกระดึ้บๆ ไหลตามฝูงชนไปครับ
ยิ่งใกล้จุดปล่อยตัว เสียงก็ดังขึ้นเรื่อยๆ ครับ ,, ผมนี่ฮึกเหิมมากๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ไปแข่งกะใคร
หมด course B ก็ต่อด้วย course C (ปั่นไป-กลับ Onomichi รวม 140 กม. ซึ่งเป็นระยะไกลที่สุด)
หมด course C แล้วก็เป็นตาของเราครับ โดยเค้าจะเริ่มปล่อยกลุ่มแรกของ course D ตอน 8.13 น. (คือในกรุ้ปยังซอยเป็นกลุ่มย่อยๆ อีก) โดยเค้าให้เวลา 4 นาที ในการปล่อยตัวของแต่ละกลุ่มย่อยครับ
ขบวนนักปั่นค่อยๆ เลื่อนไปเรื่อยๆ จนเห็นจุดเริ่มของเราเป็นหน้าปากทางด่วน
ข้างหน้ามีเวที และฝูงชนจำนวนมาก ,, พิธีกรทั้งญี่ปุ่นและฝรั่งก็เฮฮากันน่าดู (ฟังไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ ฮาๆๆๆ)
กลุ่มย่อยของเราเป็นกลุ่มที่ 3 ได้ปล่อยตัวตอนเวลา 8.21 น. ซึ่งปล่อยตัวตรงเวลามากๆ

ถ้าคิดไม่ออกว่า Course D ปั่นยังไง สามารถดูรายละเอียดลึกๆ ได้ตามลิงค์นะครับ

ช่วงเวลาแห่งการรอคอยได้มาถึงแล้ว

สัญญาณปล่อยตัวดังออกมา ผมตื่นเต้นมาก ทำตัวไม่ถูกเหมือนกันไม่รู้ว่าจะเร็วหรือช้าดี เอาเป็นว่าไหลๆ ตามเค้าไปก่อน
เริ่มมาเป็นเนินเล็กๆ แล้วเข้าทางด่วนเลยที่ปกติจักรยานขึ้นไม่ได้
รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน แต่แปลกที่ปั่นบนถนนปิด แบบโล่งมากๆๆ
ทางด่วนบ้านเค้า เป็นแค่ถนน 2 เลนเองนะ ไม่ได้เหมือนบ้านเรา แล้วทางด่วนก็ปิดให้ทั้ง 2 ฝั่ง แต่เราปั่นแค่ฝั่งเดียว (และข้ามไปไม่ได้ด้วย)
ออกตัวช่วงแรก คนเยอะมากและยังไม่อัดกันเต็มแรง (เว้นพวกกลุ่มหน้าๆ)
ผมพยายามเกาะกลุ่มแล้วค่อยๆ แซง พร้อมกะลากแฟนไปด้วย เร่งทำความเร็ว แต่ไม่ได้มากนัก

จากนั้นเราผ่านอุโมงสั้นๆ พอโผล่มาอีกฝั่งก็เริ่มจะเห็นสะพาน Kurushima-Kaikyo ลิบๆ ละ
หลังจากปั่นไปได้เรื่อยๆ ใกล้ๆ จะขึ้นสะพาน รู้สึกว่ามันช้ากันจัง
อยากปั่นเร็วๆ เหมือนกัน แต่ไม่รู้จะปั่นเร็วไปทำไม ถ้วยก็ไม่มี เอาเป็นว่าค่อยๆ เสพวิวฟินๆ ช้าๆ ไปกับนักปั่นคนอื่นๆ เพราะวิวแบบนี้ บรรยากาศแบบนี้ไม่ได้มีทุกวัน
แล้วผมว่าเค้าเตรียมงานดีมาก ถนนที่มีรอยต่อ ก็ปูเหมือนผ้ายางหนาๆ ให้ จะได้ปั่นแล้วไม่สะเทือน
Staff ยืนคุมเยอะมาก แทบทุก 100 เมตร, โค้งและโบกมือทักทายเราตลอดทาง

หลังจากลงสะพาน ก็มีมุดอุโมงค์ด้วย (ถ้าเป็นบ้านเราคงตัดถนนอ้อมภูเขา) น่ากลัวเหมือนกัน แนะนำว่าควรมีไฟติด ทั้งหน้าและหลัง ถ้าดีก็มีพวกกระดิ่งด้วย
เราปั่นย้อนทางเดิมหมด เริ่มตั้งแต่สะพาน Kurashima-Kaikyo, สะพาน Hakata-Oshima, สะพาน Tatara แบบไม่ต้องลงไปที่เกาะข้างล่าง
พอยิ่งปั่น ความเร็วก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นะ อาจเพราะรอบขามันมา แต่ว่าก็ไม่ลืมที่จะชมวิวตลอดสองข้างทางไปด้วย
พอลงสะพาน Tatara ไปนิดนึง ก็ถึงจุดพักครึ่งทาง ตรงที่พักทางด่วน บนเกาะ Ikuchima

ที่จุดนี้มีของให้กิน ทั้งขนม, น้ำ เกลือแร่ และ signature อย่างมะนาวแบบกินเปลือกได้ ฮาๆๆๆ (เป็นของที่คนหยิบน้อยที่สุดละ แต่ผมว่าอร่อยดี)
จุดนี้เราพักกันสักครู่ เพราะมีบริการห้องน้ำด้วย
แถมเจอพี่ๆ คนไทยจาก Boxmatch ที่จัดทริปปั่นต่างประเทศ ด้วย ,, หวังว่าจะได้ใช้บริการในคราวถัดๆ ไป
แม้ว่าจะทัน cut off แน่ แต่ก็ไม่อยากเสียเวลากับจุดพักมาก จึงรีบออกเดินทางกันต่อ

เกาะ Ikuchima คือเกาะสุดท้าย และสะพาน Ikuchima คือสะพานสุดท้ายที่เราได้ขึ้นทางด่วน
และเราอ้อมลงจากทางด่วนที่เกาะ Innoshima ครับ
แอบผิดหวังนิดๆ อยากให้เราได้ปั่นต่อบนทางด่วนยาวๆ จนถึง Onomichi เลย

จากนั้น เราก็ปั่นเส้นทางตามปกติของ Shimanami Kaido เลยครับ
แต่เส้นทางวันนี้พิเศษกว่าวันอื่นๆ เพราะข้างล่างเค้าก็ปิดถนนให้นะ
หรือแม้แต่ตามสามแยก/สี่แยก ก็มีตำรวจ/staff คุมและคอยโบกรถให้ตลอด
แถมบรรยากาศสองข้างทางนี่ต้องบอกว่าสุดยอดมากๆๆ
ชาวบ้านมีส่วนร่วมกับงานนี้ตลอดทาง ตั้งแต่หนุ่มสาว เด็กน้อย ลุงป้าน้าอา โบกมือทักทายตลอดสองข้างทาง
ปั่นจนถึงกลางเกาะ Innoshima เราพักอีกครั้งที่โรงงาน Manda ครับ (ซึ่งโรงงานนี้ ก็คือไอ้ที่แจกผงดองขิงให้เราตอนที่ลงทะเบียนอะ)
เราก็พักแป้บนึงครับ, กินน้ำกินท่า แล้วปั่นออกไปต่อเลยตามเส้นสีฟ้า

จากนั้นเราข้ามเกาะ Innoshima ไปยังเกาะ Mukaishima ผ่านสะพาน Innoshima (ไอ้สะพานลูกกรง)
ปั่นไปเรื่อยๆ กำลังทำความเร็วสนุกๆ อยู่ดีๆ ก็ให้เลี้ยวเข้าไปในโรงเรียนมัธยมปลาย Mukaishima ที่มีแต่ทราย
ซึ่งจุดนี้ ที่โรงเรียนเค้าให้เราเข้ามาเพื่อแบ่ง group ขึ้นเรือเฟอรี่
เราก็เดินงงๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร เดินตามเขาอยู่ดีๆ ก็ได้ไปอยู่หน้าแถว แล้วก็ให้ไปก่อนคนอื่น
ตรงนี้ แอบงงๆ เหมือนกัน ฟังญี่ปุ่นไม่ค่อยออก ก็ไปตามที่ Staff เค้าโบกละกัน (แต่ไม่ได้แซงใครน้าาาาาา)

จากนั้นปั่นมาอีกนิดนึง ก็ขึ้นเรือ Ferry (แต่ไม่ต้องจ่ายตังละ) ข้ามไปยังฝั่งเมือง Onomichi
แต่ตัวเมืองฝั่ง Onomichi ไม่ได้ปิดถนนนะ (แต่ไหล่ทางเค้ากว้างมากๆ จนไม่น่าจะเป็นปัญหาอยู่ละ)
ค่อยๆ ปั่นมา ผ่านตัวเมือง ผ่านร้านรวงต่างๆ ผ่านโรงแรม U2 hotel แล้วเลี้ยวข้างๆ โกดังเก่า
จุดนี้ก็คือเส้นชัยของ Cycling Shimanami 2018 นั่นเองครับ!!!!
ซึ่งเราถึงเส้นชัยราว 11 โมงครึ่ง ซึ่งใช้เวลารวมพักราว 4 ชม. (หรือถ้าไม่พักก็ 3 ชม. 30 นาที)
มีปอมๆ มาเชียร์ มีช่างภาพมารอถ่ายรูป มีคนเยอะมาก มีสตาฟนำทางเราไปที่จอดรถ มอบประกาศนียบัตรที่พิชิตงานปั่นได้สำเร็จ
ฟีลลิ่งแบบปั่นเข้าเส้นงานแข่งระดับโลกเลยอ่า

หลังจากเข้าเส้น ก็รู้สึกว่าระยะปั่น 70 กม. นี่กำลังพอดีๆ (ถ้า 140 กม. เหนื่อยกว่านี้เยอะ)
ส่วนนึงคือความล้าสะสมที่เรียกว่าปั่นมาทุกวันก่อนหน้านี้
จากนั้นเราก็หาของกิน ซึ่งที่นี่จัดเต็มมาก ทั้งกุ้งทอด, โอโคโนมิยากิ, ยากิโซบะ, และเครื่องดื่มต่างๆ
แบบว่าแคลที่กินหลังปั่นนี่เยอะกว่าที่ใช้ปั่นมาเสียอีก
หนังท้องตึง หนังตาหย่อน เราจึงไปเช็คอินที่โรงแรม Green Hill ครับ เป็นโรงแรมใกล้ๆ U2 แต่ราคาถูกกว่า 3 เท่า
ทีแรกไม่รู้จัดการรถยังไง เพราะห้องพักอยู่ชั้นห้า จะใส่กล่องละฝากเคาน์เตอร์ไว้ดีไหม
แต่เห็นจากใน Agoda เค้าเอารถจักรยานถ่ายในห้อง เราก็เลยยกขึ้นไปเลยละกัน
สภาพห้องโอเคนะครับ แคบแบบญี่ปุ่น (แคบกว่า U2 นิดๆ) แต่เรายัดจักรยานเข้าไป 2 คันได้สบายๆ ห้องวิวสวยมากๆ โดยรวมก็ถือว่าดีครับ

ผิดแผนกันเป็นเรื่องปกติ

ไม่ทันจะหายเหนื่อยจากดราม่ารอบก่อน ก็มีดราม่ารอบถัดไปมาแล้ว
เพราะทีแรกเรากะว่า จะแพครถเก็บ แล้วให้แมวดำส่งรถจักรยานเราไปรอที่สนามบิน แล้ววันกลับค่อยไปเอา ,, ส่วนเราก็เที่ยวเล่นสวยๆ ที่ฮิโรชิมา
แต่แผนการนี้ก็ต้องล่มสลายไป เพราะแมวดำไม่มีสาขาที่สนามบินฮิโรชิมา แล้วก็ กล่อง Move มันใหญ่เกินกว่าที่บริษัทจะรับขน

ที่สนามบินฮิโรชิมาไม่มีรถไฟไปถึงนะครับ ต้องอาศัยชัตเติลบัสเอา ,, ถ้าจะขึ้นที่สนามบินนี้ แนะนำให้คิดดีๆ ครับ ฮาๆๆๆ แต่ถ้าจะขึ้นจริงๆ ขนจักรยานจากเมือง hiroshima ง่ายกว่าจากเมือง Onomichi พอสมควรครับ เอาเป็นว่า ติดตามในตอนต่อๆ ไปครับ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

แผนการเราเยอะมากในการขนจักรยานไปสนามบินครับ
ตั้งแต่เช่ารถกระบะไปเอง, ให้ชัตเติลบัสจองที่วางจักรยานให้เรา, ฯลฯ
จนสุดท้าย ตัดสินใจว่า พรุ่งนี้เราปั่นเล่นที่ Onomichi แล้ววนเล่นซักเกาะ แล้วกระเตงรถไปเที่ยวฮิโรชิม่าด้วยละกัน
ไหนๆ ก็ลุยมาด้วยกันถึงขนาดนี้แล้ว