สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 2 :: ยินดีต้อนรับสู่โอโนมิจิ

หลังจากตอนก่อนหน้า ที่เราได้มีโอกาสสำรวจโอกาสสำรวจโอซาก้า และได้ปั่นไป-กลับนามา ซึ่งทั้งคู่เหมือนเป็นการวอร์มอัพการปั่นจริงที่ญี่ปุ่นครั้งนี้
ซึ่งวันนี้เราจะได้เริ่มเอาจริงที่จะปั่นที่เมืองที่ถือว่าเป็นเป้าหมายของเราแล้วครับ

มุ่งหน้าสู่โอโนมิจิ

หลังจากปั่นไปหากาแฟจิบและหาข้าวเช้ากินแบบขำๆ แล้ว
เหลือเวลานิดหน่อยเลยปั่นชมปราสาทโอซาก้าอีกนิด ซึ่งคนมาเที่ยวที่นี่มีหลากหลายมากครับ
นอกจากนักท่องเที่ยวทั่วไปแล้ว ก็ยังมีทั้งทีมเด็กๆ มาทัศนศึกษา และนักวิ่งที่มาซ้อมแบบจริงจังมากๆ ด้วย
ส่วนเราก็ปั่นชมวิว ชิวๆ ถ่ายรูปสวยๆ ไปครับ

พอถึงเวลา เราก็เตรียมแพคจักรยานด้วยกระเป๋า MOVE เพื่อออกเดินทางต่อแล้วครับ
โดยครั้งนี้จุดหมายของเราคือการไปยังเมือง Onomichi และโรงแรมจักรยาน U2 ซึ่งตั้งเวลาเช็คอินไว้บ่ายสี่โมง
พร้อมแล้วเราก็ขนสัมภาระและเข็นจักรยานมายังสถานี Tamatsukuri เพื่อไปยังสถานี Shin-Osaka เพื่อเดินทางไปต่อด้วยชินคันเซ็น
ซึ่งเวลาที่เราเริ่มเดินทางราว 11 โมงตรงครับ คนพลุกพล่านพอสมควร แต่ก็ยังพอมีที่เหลือให้เรายกจักรยานไปมา
พอถึงสถานี Shin-Osaka ก็รีบไปซื้อตั๋วชินคันเซนครับ
โดยรอบนี้เราจะไปลงที่สถานี Fukuyama ก่อนที่จะต่อ Local train ไปอีกรอบหนึ่งครับ
ค่าเดินทางด้วยชินคันเซ็น สนนราคาท่านละ 6080 เยน ใช้เวลาราวชั่วโมงนึง กับระยะทางเกือบ 200 กม.
ซึ่งรอบที่เราจะไปคือราวบ่ายสองโมงครับ เพราะมีที่ว่างหลังสุดว่าง 2 ที่พอดี

  • แนะนำว่าถ้ามีของเยอะ/สัมภาระชิ้นใหญ่เราควรไปซื้อกับเจ้าหน้าที่ดีกว่าซื้อกะตู้กดตั๋วโดยตรง โดยแนะนำว่าจองแบบ reserve ไว้ด้วย (ถ้าเรามีแพลนอยู่แล้ว ซื้อล่วงหน้าหลายวันๆ จะดีมากๆๆๆ) และบอกด้วยว่าเรามีสัมภาระนะ (ถ้าดีก็โชว์ให้เค้าดูไปเลย) เค้าจะพยายามหาที่นั่งหลังสุดให้ เพราะมันพอมีพื้นที่ที่เราสามารถวางสัมภาระและจักรยานแทรกไว้ได้ครับ (แต่จริงๆ ที่นั่งบนชินคันเซ็นค่อนข้างกว้างมากอยู่แล้วนะผมว่า) หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ เราสามารถวางไว้ตรงพื้นที่ระหว่างขบวนรถก็พอได้นะ
  • แม้ว่าที่ Onomichi จะมีสถานีชินคันเซ็นด้วย (มีชื่อว่า Shin-Onomichi) แต่ผมแนะนำให้เลือกที่จะลงสถานี Fukuyama แล้วต่อไป Onomichi ด้วย JR มากกว่า เพราะว่าจากสถานี Shin-Onomichi ไกลจากตัวเมืองพอสมควร และเราจะต้องเข็นสัมภาระมาเองราวๆ 2.5 กม. (ไม่แน่ใจวา่มีรถบัสไหมนะครับ) อีกทั้ง รอบรถไฟที่จะไปลง Shin-Onomichi มีน้อยกว่ามากๆ ครับ

เราหาอะไรรองท้องอีกนิด แล้วไปรอที่ชานชาลาข้างบนครับ รถไฟบ้านเค้าตรงเวลา และแม่นยำมากๆ
แม้ว่าชานชาลาที่เราจะขึ้นมีรถไฟจอดอยู่ก็อย่าทะเล่อทะล่าขึ้นไปแบบไม่ถึงเวลานะครับ พยายามสังเกตป้ายและชาวบ้านญี่ปุ่นกันด้วย
ซึ่งพอใกล้ถึงเวลา เราก็ต้องมีสมาธินะครับ เพราะเราไม่ใช้สถานีต้นทาง รถไฟมันไม่ได้จอดนาน กะคร่าวๆ ไม่น่าถึง 5 นาทีครับ
มีอะไรก็รีบขนขึ้นไปให้หมดก่อน แล้วค่อยไปจัดระเบียบร่างกายและสัมภาระข้างบนอีกที
โดยแพลนเราคือ รถผมยัดไปข้างหลังฝั่งซ้าย, ส่วนรถแฟนผมจะยัดไปทางฝั่งขวา แล้วเอาสัมภาระวางทับอีกที
แต่พอขึ้นไป ฝั่งซ้าย (ซึ่งเป็นฝั่งที่เรานั่ง) ยัดจักรยานไปไว้ข้างหลังเบาะได้ แต่ฝั่งขวามีคนนั่ง แถมเสียบปลั้กโน๊ตบุ๊คอีก!!!
เราพยายามขอเค้า (ซึ่งคุยไม่ค่อยรู้เรื่อง) แล้วดึงปลั้กโน้ตบุ้คเค้าออกแม่ม 55555 แต่มันยัดไม่เข้าเพราะเค้าไม่ขยับเก้าอี้ให้ แถมผมว่าถ้ายัดเข้าก็คงเสียบปลั้กโน้ตบุ้คไม่ได้
เราก็เลยเอาไปไว้หลังสุดเลย ตรงนอกตู้เรา ซึ่งมันเป็นช่องว่างระหว่างตู้รถไฟ ก็พอไว้ได้นะ
แต่ที่ฮาคือ ของเราดันไปขวางห้องของนายสถานีผู้ขับรถไฟ ฮาๆๆๆ พอเค้าจะเดินออกมานี่ก็ต้องก้าวหลบซ้ายขวาเพลิน จะไปย้ายของ นางก็บอกไม่เป็นไร .

อีกอย่างคือ กระเป๋า MOVE นี่ล้อลื่นมากๆ ครับ ตอนเข็นอะสบายดี แต่ตอนเอาไว้บนรถไฟนี่เรียกว่าไหลซ้ายไหลขวาไปตามรางเลย สร้างความตื่นตาตื่นใจและพุ่งชนชาวญี่ปุ่นไปหลายทีแล้ว ฮาๆๆๆๆ แนะนำควรหา stopper มายันที่ล้อหน่อย (ซึ่งเราไม่ได้เตรียมมา เลยเอากระเป๋าเป้ยันไว้ ซึ่งเพิ่มความรกรุงรังพอสมควร) หรือถ้าดี ล้อรุ่นหน้าน่าจะมีระบบล้อคไว้ด้วย

ขึ้นชินคันเซ็นเพลินมากๆ แต่เราก็อย่าเพิ่งเผลหลับนะครับ เพราะถ้าเลยนี่บอกตรงๆ ว่างานเข้า
เพราะสถานี Fukuyama ไม่ใช่สถานีปลายทางครับ เค้าจอดให้เราแป้บเดียวแค่นั้น ราวๆ 2-3 นาที
ใกล้ถึง ให้เราเตรียมสัมภาระให้พร้อม, เช็คให้ครบถ้วน แล้วไปวางตรงประตูเลย (ซึ่งคนญี่ปุ่นเห็น เค้าจะไม่มาต่อเราเลยครับ เพราะกลัวลงไม่ทันแน่ๆ ฮาๆๆๆ)
พอประตูเปิดก็รีบโยนของลงสถานี พร้อมกับรอยยิ้มของคนขับรถไฟ ที่จะได้เดินออกจากประตูอย่างอิสระเสียที

จากฟุกุยาม่า เราก็เปลี่ยนชานชาลาลงมาที่ JR rail เลย ไม่ต้องออกแล้วกลับมาซื้อตั๋วใหม่ (โดยเราจะไปจ่ายค่าเดินทางที่ปลายทางครับ)
โดยปลายทางของเราให้เล็งไปที่สถานี Onomichi นะครับ ระยะทางราว 15 กม. ใช้เวลาไม่นานครับ ไม่ถึง 20 นาที
ตอนที่เราไป คนก็เยอะนะ แต่ไม่ถึงขั้นแออัดครับ ,, เราเริ่มชินกับสายตาชาวญี่ปุ่นที่จับจ้องเราทั้งสองกับสัมภาระชิ้นโต
แต่รถไฟรอบนี้ มีชาวต่างชาติเริ่มมาเม้ามอยเรื่องจักรยานเราด้วย ฮาๆๆๆๆ ก็คิดว่าคงมาปั่นที่นีเหมือนกันครับ (แต่อาจมาเช่ารถจักรยานเอา)

เราถึงสถานีราวๆ สี่โมงครึ่งครับ ซึ่งเข็นจักรยานราวๆ 5 นาทีก็ถึงโรงแรม U2 hotel ที่จองไว้

โรงแรมจักรยานในตำนาน U2 hotel

จริงๆ เรียก U2 hotel ไม่ถูกต้องเลยเสียทีเดียวครับ ,, เพราะที่ถูกควรเรียกว่า Onomichi-U2 ครับ
ซึ่งอาณาจักรของ Onomichi-U2 เนี่ยมีหลายส่วนครับ ทั้งร้านขายของชิคๆ, ร้านอาหาร, บาร์, ร้านกาแฟ, เบเกอรี่
ส่วนที่เป็นโรงแรมเนี่ย มันมีชื่อว่า Hotel Cycle ครับ

จากที่อยู่เมืองไทย ข้อมูลที่เคยได้รับคือ ที่นี่เหมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของนักปั่นที่ควรมาพักสักครั้งในชีวิต
เป็นการเอาโกดังเก่าที่ติดทะเล มาแปลงร่างเป็นโรงแรมจักรยานครบวงจร
ข้างในเรียกว่ามีครบทุกสิ่งอัน แถมเอาจักรยานไปไว้ในห้องได้ด้วย!!
ความฝันของนักปั่นตาดำๆ อย่างผมคือ การได้ลองมาสัมผัสสักครั้งหนึ่ง

แต่เริ่มตั้งแต่ประสบการณ์การจอง
ซึ่งที่พักที่นี่ ราคาค่อนข้างแพงมากๆๆๆ (ถ้าเทียบกับที่อื่นๆ ในเมือง)
โดยสนนราคาต่อ 1 คนในห้องแบบธรรมดา เริ่มต้นที่ 12,200 เยน (หรือราวๆ 4000 บาท) หรือ 1 ห้อง 24400 เยน (ราวๆ 8000 บาท)
ไม่ว่าจะจองผ่าน Agoda, Booking, หรือจองโดยตรง ราคาเท่าๆ กันหมด

โอเค ตามแผนคือจองไป 2 วัน เพื่อให้วันแรกเราฝากของ แล้วอีกวันมารับกลับ
ราคาจ่ายแพงพอสมควร แต่คิดว่าเพื่อเราจะได้เอาของเก็บ แล้วก็มาลองสักครั้งในชีวิต

ถ้าจองผ่านเวปโรงแรมโดยตรง ราคานี่จะคิดเป็นต่อคน!! แบบทีแรกตกใจเลยนะ ว่าเห้ย!!! ไรวะ ไปสองคนก็คูณ 2 อะดิ (ต้องระวังดีๆ ด้วย เดี๋ยวเพื่อนจะไม่มีที่นอนเอา) ซึ่งมาคิดแล้ว ราคาต่อสองคนได้ราคาเท่ากันกับ 1 ห้องพอดี ถ้าจองผ่าน agoda, booking ,, ส่วนโรงแรมอื่นๆ ในคุณภาพใกล้เคียงกัน ทำเลคล้ายๆ กัน ราคาจะประมาณ 10,000 เยนก็มี

ฟีลลิ่งแรกที่มาถึงโรงแรม… สวยมากครับ งานออกแนวกึ่งๆ อินดัสเตรียลลอฟ มีรถจักรยานสวยๆ จอดอยู่หลายคัน
เดินดูส่วนร้านขายของ (Shima shop) ก็สวย+แนวดีครับ แต่ราคาแรงเอาเรื่อง
ดู Giant store ก็ถือว่าดีนะครับ มีช่างให้คำปรึกษา+ลากรถมาซ่อมได้เลย (แนะนำเสื้อ+กระติกน้ำลาย limited ที่นี่)
มี Yard cafe + Bakery + ร้านอาหาร กลิ่นหอมเย้ายวนมากๆ แต่ต้องอดใจไว้ก่อน
เพราะเราจะเข้าไปเช็คอินครับ

ฟีลลิ่งแรกที่เข้าห้อง… ประตูห้องหนักมาก และเปิดค้างไม่ได้ (ทำให้การเข็นจักรยานเข้าห้องไม่ใช่เรื่องง่าย) ห้องค่อนข้างแคบและอึดอัด ฝ้าเตี๊ยมาก
มีที่แขวนจักรยาน ดัดแปลงเอาแฮนด์หมอบมาพันผ้าพันแฮนให้รอบแล้วเอาติดผนัง ซึ่งรถที่ไซส์เล็กๆ (ถ้าเล็กกว่า 48) น่าจะแขวนไม่ได้
มีชุดนอนให้ใส่ อุปกรณ์ต่างๆ ครบตามมารตฐานห้องน้ำญี่ปุ่น ส้วมฉีดตูดอัตโนมัติแต่ไม่เปิดฝาส้วมให้เอง หน้าต่างเปิดไป ก็คือทางเดินนอกโรงแรมครับ

ฟีลลิ่งแรกที่ประกอบจักรยาน… คือ เราก็เปิดกล่องกลางโรงแรม แล้วก็ประกอบมันอย่างนั้น ไม่ได้มีอะไรพิเศษครับ
ทุกอย่างใช้ของเราหมดนะครับ พวกอุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงสูบลม ,, ออ ประกอบเสร็จก็เอาไปวางบนขาตั้งที่โรงแรมให้
พอเสร็จทุกอย่าง ก็ขนกล่องเราไปวางไว้หน้าห้อง… เป็นอันจบสิ้นกับโรงแรมจักรยาน

ถามว่า รู้สึกยังไง อืมมมมม ส่วนตัวก็ดีนะ แต่คราวหน้าคงไม่มาอีก (และคงไม่แนะนำใคร เว้นถ้าอยากลอง) ยิ่งถ้าเทียบกับราคานี่แรงไปเยอะเลย เพราะถ้าโรงแรมจักรยานของเรามันน่าจะมีอะไรมากกว่านี้ นอกจากแค่ที่แขวนจักรยานในห้องนอนเฉยๆ แถมฟีลลิ่งตัวโรงแรมก็ไม่ได้จักรยานเท่าไหร่

ฟีลลิ่งแรกของการปั่น… กว่าจะประกอบเสร็จ+เคลียทุกอย่างเรียบร้อย ก็ราวๆ ห้าโมงครึ่งครับ
ออกไปปั่นแล้วพบว่าฝนปรอยๆ เลยแค่สำรวจข้างๆ โรงแรมฝั่งที่ติดทะเลเท่านั้น แล้วก็กลับไปกินข้าวที่โรงแรมครับ
ดูพยากรณ์อากาศแล้ว ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปท้องฟ้าจะแจ่มใส และจะไม่มีฝนอีก