Part 3 :: Audax Randonneurs 600 พิษณุโลก ภาคเตรียมตัว

หลังจากเขียนเล่าบรรยากาศและเรื่องราวระหว่างปั่นสุดโหด ในภาคแรก และภาคสองแล้ว
ก็อยากเล่าถึงการเตรียมตัว และบทสรุปในการปั่นครั้งนี้ครับ

อะไรคือ audax และทำไมต้อง 600 พิษณุโลก

Audax แปลว่าพวกบ้าบิ่น ในที่นี้เราใช้เรียกกิจกรรมการปั่นจักรยานระยะไกล ถึงไกลมากๆ
คือปั่นไกลตามระยะกำหนดไว้ จะพักที่ไหนก็ได้ หยุดหรือทำอะไรก็ได้
ขอแค่เข้าตามจุดที่กำหนดให้ทันเวลาพอ
ระยะที่บ้านเรามีก็ 200, 300, 400, 600, 1000 และ 1200 กม.ครับ

ส่วนทำไมต้องพิษณุโลก
ส่วนนึงเป็นเพราะเป็น audax ระยะ 600 ที่โหดหินที่สุดในเมืองไทย
เพราะการปั่นจักรยานระยะทาง 600 กม. ที่มีระยะปีนเขากว่า 7300 เมตร
ตีง่ายๆ คือ ปั่นวนสะเมิงคลาสสิก 5 รอบ แล้วไป-กลับ เชียงใหม่-จอมทอง อีกสองรอบ
ซึ่งบอกเลยว่า แค่สะเมิงคลาสสิกสามรอบ ก็ไม่คิดจะปั่นละ 5555

รอบนี้ทีม 55 Tsukemen เค้าจะไปกันแฮะ
ทีมนี้เป็นทีมชั้นนำของเชียงใหม่ แถมรอบนี้มีแต่คนเก่งๆ ไป
ผมเคยแต่ปั่นระยะ 200 และ 300 กม.มาละ ก็โอเคนะ ทำเวลาได้ดี
ก็คิดว่า รอบนี้น่าจะไหวอยู่นะ แต่ก็คงต้องเตรียมตัวดีๆ หน่อย

การเตรียมตัว

ตามหลักที่ผมยึดเสมอมาของท่านซุนวู
“รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”

รู้เขา — เช็คการปล่อยตัวและแผนที่แบบละเอียดครับ

หลังจากได้ Cuesheet+แผนที่ แล้วก็ศึกษาเส้นทาง
ก็เริ่มตั้งแต่ ดูพยากรณ์อากาศครับ ,, สี่จังหวัดที่ผ่าน มีโอกาสฝนตกสูงมากทั้งสามวัน
การปล่อยตัวสามทุ่ม หมายถึง คุณจะไม่ได้นอนสองคืน
และหากดูเส้นทาง จะเห็นเป็น 3 ช่วงชัดเจน คือ

  • ช่วง 0-200 โลแรก ดอยไม่หนัก ควรทำเวลาให้ดี เป็นไปได้ควรถึงกม.ที่ 200 น้อยกว่า 10 ชม ,, ซึ่งช่วงนี้หลักๆ เราจะผ่านหมู่บ้านเยอะเลยนะ ร้านค้าก็ไม่น้อย แต่เราจะผ่านตอนร้านทั้งหลายปิดครับ (หวังพึ่งพาได้แต่ 7-11 ที่เราจะผ่าน 2-3 ที่เอง)
  • ช่วงกม.ที่ 200-400 เป็นช่วงเขาหนักๆ โดยเฉพาะช่วงกม.ที่ 230-270 มีแต่เสียงร่ำลือว่า ปีที่แล้ว DNF ที่นี่กันอื้อ เลยลองคำนวณคร่าวๆ ถ้าเราไปถึงยอดสูงสุด (เขาขาด) ทัน 16.00 น. เราน่าจะมีโอกาสจบสูง ,, แต่พอเราดูสภาพภูมิประเทศแล้วมีแต่ป่า นอกจากตลาดที่ติดชายแดน เราคงจะไม่มีโอกาสซื้อของกินข้างทางแน่ และถ้าเราออกจากคลับเฮ้าส์ราวๆ สี่ทุ่มกว่า เราจะชิวมากๆ แต่เลทสุดๆ ให้เที่ยงคืนนะ ไม่งั้นไม่ทัน
  • ช่วงกม.ที่ 400-630 เรียกว่า ราบล้วน แต่ก็น่าจะล้ามาพอสมควรละ ทั้งเรื่องการนอน และขาที่ปั่นมาหนักมากๆ แล้ว คิดว่าควรมี 11-12 ชม. รวมพัก (เฉลี่ยๆ AV 20km/h) ,, ช่วงนี้ มีร้านค้าเริ่มเยอะ เข้าเมืองบ้างแล้ว แต่กว่าจะเปิดคงอยู่แถวๆ ศรีสัชนาลัย (หรือราว กม.ที่ 500 แล้ว)

จากการประมวลผล สรุปได้ง่ายๆ ว่า

  • ควรนอนก่อนออกปั่น อย่างน้อยซักงีบก็ยังดี เพราะถ้าไม่งีบเลย เราจะอดนอน 2 คืนแบบเต็มๆ ซึ่งระหว่างทางก็ไม่รู้ว่าจะได้นอนหรือเปล่า
  • อาหารควรมีพอ เพราะเราแทบจะไม่เจอร้านเลย ,, เราปล่อยตัวตอนค่ำ เข้าป่าตอนกลางวัน และเข้าเมืองอีกทีตอนค่ำ/เช้ามืด นอกจาก 7-11 ก็ไม่น่าจะเจออะไรละ
  • ทำเวลาช่วงแรกให้ดีที่สุด และเซฟแรงช่วงขึ้นเขาให้มากที่สุด เพราะอีก 200 กม. สุดท้าย ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำเวลาให้ดีตอนที่เราแรงหมด
  • เสื้อกันฝนต้องมี และพร้อมใช้ทันที
  • ไฟหน้า ไฟท้าย ต้องมี และพร้อมใช้เสมอ แบตสำรองควรมี และถ้าดี แบตสำรองไม่ควรใหญ่และมีที่ปล่อยไฟ 2 รู
  • มือถือควรประหยัดแบตไว้ให้มากที่สุด เผื่อเหตุฉุกเฉินจริงๆ

รู้เรา – ความฟิต, รถ และสัมภาระ

อันแรก การเตรียมตัวเอง
ช่วงนี้ย้ายที่ทำงานใหม่ ภูเขาลดลงไปเยอะมาก สกิลปีนเขาแย่ลงชัดๆ
แต่ก็อาศัยการปั่นจักรยานจากบ้านไปทำงาน ไป-กลับก็ราว 60 กม.
อาทิตย์นึงปั่น 3-4 ครั้ง ตามสภาพอากาศและสัมภาระ
ร่างกายก็ถือว่าฟื้นตัวขึ้นมาบ้างในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา
แม้จะยังไม่เท่าช่วงฟิตสุดก็ตาม แต่ประเมินตัวเองก็น่าจะพอไหวนะ

สองเตรียมรถ
ง่ายๆ คือ รถต้องไม่พัง ไม่งอแง ปั่นง่ายๆ ซ่อมง่าย
ก็เลยเอาคันโปรดอย่าง Bianchi Impulso กลับมาใส่จาน 50/34
ละก็ยืมเฟือง 11-34 ของภรรยาไปด้วย
รองแหวนเพิ่มให้คอยกอีกนิด, เปลี่ยนเบาะมาเป็น Astute ซึ่งถูกจริตมาก, ปรับองศาชิฟเตอร์ให้จับง่ายขึ้น, เช็คน้อตทุกตัวขันแน่น, เลือกยางนอกเป็น Continental Gatorskin ซึ่งหนาหน่อย, ล้อขอบอลู โซ่ไม่ยืด เบรคไม่ติด, ขากระติกสองอัน, หยอดน้ำมันเปียกเตรียมไว้รอ, สายเบรค/เกียร​์ไม่เป็นสนิม

สามเครื่องแต่งกาย
ง่ายๆ ครับ ก็ใส่ baselayer + jersey + bib ที่หนาๆ หน่อย
รอบนี้เลือก Rapha รุ่น Brevet bib short II
หมวก POC Octal, เสื้อกันลมของ Decathlon ละก็เสื้อกันฝนของ Cuore
และอุปกรณ์สะท้อนแสงต่างๆ ทั้งเสื้อสะท้อนและแถบสะท้อนแสง
ละก็เตรียมชุดปั่น (baselayer+jersey+bib) ไปอีกชุด เผื่ออาบน้ำ

ต่อมาคือสัมภาระ
อันนี้แหละ ยากสุดละ เพราะเราไม่เคยปั่นระยะไกลขนาดนี้มาก่อน
พอเราไม่เคย เราก็จะกังวล อยากพกไปหมด ตามประสาคนไม่อยาก DNF
ยิ่งวิเคราะห์เส้นทางแล้ว เราแทบจะไม่เจอตัวช่วย (พวกร้านค้า หรือร้านซ่อมจักรยาน) อะไรเลย
ถ้าหมดแรงหรือมีปัญหากลางทางก็คงแย่ ,, อืมๆๆ เอาไปไว้ก่อนละกัน
ซึ่งถ้าอยากเอาไปทุกสิ่งอัน ก็ควรมีกระเป๋าก้นมด
(ซึ่งต้องกราบขอบคุณพี่จิ๋วที่ให้ยืมกระเป๋าก้นมดนะค้าบบบบบ)
ลักษณะคล้ายๆ กระเป๋าใต้เบาะ แต่ใหญ่กว่า ใส่ได้เยอะ
ใส่แล้วดูทัวริ่ง แต่ก็ยังเรสซิ่งน่าจะไหวอยู่
คิดไปคิดมา อันนั้นก็ดูจำเป็น อันนี้ก็ควรเผื่อไว้ ,, เออๆๆ เอาไปหมดนั่นแหละ!! ตามรูปเลย ไล่มาตั้งแต่
แว่น 2 อัน, ชุดสำรอง(เสื้อ jersey, bib, ถุงเท้า ละก็ baselayer) 1 ชุด, powerbank 2 อัน (เสียบพร้อมกันได้ 3 รู), สาย mini usb 2 เส้น, micro usb 2 เส้น, สาย lightning 1 เส้น, หกเหลี่ยมพกพา, ยางใน 2 เส้น, สูบ CO2 3 อัน, ที่งัดยางคู่นึง, ไฟท้าย 6 ดวง, ไฟหน้า 4 ดวง, เจล 6 ซอง, โซ่ 1 เส้น, น้ำมันแบบเปียก 1 ขวดเล็ก, กล้วยตาก 6 อัน, ละก็กล้วยแม่ตากเอง แล้วยัดถั่วอัลม่อนอีก 4 ห่อ, ซีเรียลบาร์ 5 อัน, ผ้าขนหนูพกพา 1 ผืน, gopro 1 ตัว, แปรงสีฟันและยาสีฟัน

เยอะจริงไรจริง

สรุปผลการประกอบการ

เอาเป็นว่า ขอเล่าประสบการณ์ที่ผมเจอมาเลยนะครับ
ถ้าเป็นครั้งหน้า

  • ส่วนเรื่องสัมภาระเอาไปให้น้อยที่สุด ผมว่าตัดๆ ออกไปดีมาก ดีสุดคือใส่แค่หลังกับกระเป๋าเล็กๆ
  • กระเป๋าก้นมด 4 กก. กับน้ำหนักตัวที่เพิ่ม 4 กก. ชดเชยกันไม่ได้เลยครับ ,, เพราะก้นมด ถ้าหนักมากๆ มันจะถ่วงเรา แล้วก็ส่ายด้วย ทำให้ทรงตัวยากมากๆ ,, ซึ่งจริงๆ ก้นมดควรมีนะครับ แต่ไม่ควรเอาอะไรที่หนักและเทอะทะเกินไป
  • ถ้าใครไม่เคยลองกระเป๋าก้นมด ให้ลองใช้จริงก่อนครับ ไม่ง่ายอย่างที่คิด
  • ใส่ก้นมด ละยืนโยกไม่ได้ครับ ต้องนั่งปั่นอย่างเดียว ยิ่งของหนักๆ จะพาเราล้มเลย
  • ก้นมดแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อ มีน้ำหนักลิมิตต่างกัน
  • ใส่ก้นมด ทำใจ ว่าหลักอานเป็นรอยแน่ๆ ครับ
  • อีกอย่างคือ ระวังกระเป๋าหรือตัวสายรัด ไปรั้งกับสายเบรค โดยเฉพาะจักรยานที่ไม่ซ่อนสาย
  • เช็คเรื่องการกันน้ำของก้นมดด้วยครับ
  • แว่นเอาไปอันเดียวพอ คือแว่นเลนส์ใสสำหรับกลางคืนพอ
  • ชุดสำรองไม่ต้องเอาไป ทนเหม็นเอา,ผ้าขนหนู แปรง ยาสีฟัน ไม่ต้อง ,, ส่วนเสื้อกันลมก็ไม่ต้องครับ เพราะชุดสะท้อนแสงเราจะทำหน้าที่น้องๆ เสื้อกันลมเอง
  • เสื้อกันฝน เอาทรง Jacket ไปนะครับ ,, แบบที่สวมทั้งตัวเหมือนขี่มอไซ อันนั้นไม่ดีครับ
  • พวกอะไหล่แล้วแต่ ถ้าแนะนำ เอาแค่ยางใน 1 เส้น, งัดยาง กะ CO2 อันเดียวพอ
  • ไฟท้าย เอารุ่นแบตอึกๆ ครับ ผมแนะนำของ knog ได้มากกว่า 50 ชม. กับ lezine ได้ 12 ชม. (ถ้าดีควรมีแบบใช้ถ่านไฟฉายอีก 1-2 ดวง จะได้ไม่ต้องชาร์จไฟ) แล้วติดไว้ที่รถเลย จะได้ประหยัดที่สัมภาระ
  • ไฟหน้า เอาแบบดีๆ แบตอึดๆ ครับ แบบเปิดต่อเนื่องได้ 6-7 ชม.ขึ้นไป พกไป 2 อัน อย่างน้อย + แบตแบบใส่ถ่านไฟฉายครับ แล้วเอาติดที่แฮนด์เลยอย่างน้อย 1 อัน ถ้าบางรุ่นติดฐาน Barfly ของ Garmin ได้จะดีมากๆ ครับ
  • น้ำมันควรเอาแบบเปียกไป
  • powerbank ควรเอาอันเล็กๆ ไป แต่มีช่องเสียบสำหรับปล่อยไฟ 2 รู และก็ควรมีถุงซิปดีๆ หรือกระเป๋ากันน้ำดีๆเอาไว้ชาร์จไปปั่นไปได้
  • ไอโฟน ปิดได้ ปิดไปเลยครับ หรือจะเปิดแค่ airplane mode พอ เผื่อถ่ายรูป
  • ถ้าใครมี Head unit Garmin + นาฬิกา Garmin ให้สลับกันใช้ครับ แล้วค่อยมา Merge ข้อมูลภายหลัง (เพิ่งคิดออกตอนปั่นจบละ…) โดยถ้าดีควร switch ตอนที่อยู่ checkpoint ครับ แบตจะได้สลับกันชาร์จด้วยครับ
  • ของกินนี่ นานาจิตตังครับ ผมพกไปเยอะมาก แต่ก็กินเกือบหมดนะ เหลือแค่กล้วยตากแม่ทำ 1 ห่อเอง วางแผนให้ดีเกี่ยวกับร้านค้าด้วย เพราะ checkpoint ส่วนมากมีแค่น้ำดื่มครับ
  • กระติก 2 อันครับ ,,​ ขวดใหญ่ใส่น้ำเปล่า ขวดเล็กใส่เกลือแร่

เท่าที่คิดออกก็ราวๆ นี้ครับ