Part 1 :: Audax Randonneurs 600 พิษณุโลก ค่ำคืนแห่งฝน

ผมเชื่อในความรู้สึกแรกเสมอ

อยู่ดีๆ ก็มีสิ่งนึงแว๊บเข้ามาในหัว ทั้งๆ ที่ไม่เคยจะรู้สึกแบบนี้มาก่อน
“ผมอยากไปปั่น Audax 600 ที่พิษณุโลก
ผมขออนุญาตภรรยา และรีบสมัครในวันสุดท้าย
“ผมเชื่อว่าผมทำได้ แม้ว่าแรงอาจไม่เยอะเท่าใคร แต่จิตใจที่มุ่งมั่นไม่แพ้ใครแน่นอน”
คุณพร้อมหรือยัง

ครั้งนี้ผมมีเวลาในการทำภารกิจ 40 ชั่วโมง ที่จะปั่นจักรยานผ่าน 4 จังหวัด
ที่มีระยะทางรวมกว่า 627 กิโลเมตร และมีระยะปีนเขากว่า 7200 เมตร
แม้จะมีประสบการณ์อดหลับอดนอน และการปั่นระยะไกลบ้าง แต่โหดแบบนี้ก็ไม่เคยมาก่อน
ถ้าคำนวณไม่ถูกว่ามันไกลและขึ้นเขาเยอะแค่ไหน
ก็คือการปั่นสะเมิงคลาสสิก 5 รอบ แล้วปิดท้ายด้วยไป-กลับ เชียงใหม่-จอมทองอีก 2 รอบ
“แค่ปั่นสะเมิงคลาสสิกสามรอบ ก็ไม่ไปละโว้ยยยยยยยยย”

เคยมีคนบอกว่า การปั่น Audax ไม่ใช่แค่การเอาแรงเข้าใส่อย่างเดียว
แต่เป็นการปั่นโดยใช้ใจและสมองด้วย

เออ… ไม่คิดว่ามันจะจริง

ภารกิจกำลังจะเริ่มต้น

ผมเดินทางออกจากเชียงใหม่ก่อนเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ
ค่อยๆ ขับไปคนเดียว ใช้เวลาสามชั่วโมงกว่าก็ถึง
พอถึงก็รีบเดินไปสักการะองค์พระพุทธชินราช ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร
ขอให้ภารกิจครั้งนี้สำเร็จลุล่วงดี คนไม่เจ็บ และรถไม่พัง

ไหว้พระพุทธชินราชก่อนจะไปออกรบ!!

จากนั้นก็ไปหาอะไรกินก่อน ซึ่งร้านกนกภัณฑ์ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง
ก๋วยเตี๋ยวไทยเส้นเล็กอร่อยมากๆ ติ่มซำก็ดีงามมากๆๆ มารยาทดีงามมากๆๆๆ
ไหว้กันทั้งร้านตั้งแต่เจ้าของยันเด็กเช็ดโต๊ะ กินๆ อยู่ยังต้องรีบวางตะเกียบมารับไหว้
เลยจัดไปสามถ้วย กินให้เหมือนมันเป็นมื้อสุดท้าย…

ของดีพิดโลกเลยครับ ร้านกนกภัณฑ์
กินให้เหมือนวันสุดท้าย ,, เพราะกว่าจะได้กินดีๆ ก็อีกสองวัน

เสร็จกิจทุกอย่างก็รีบไปงีบครับ
มีเวลาให้เราพักเกือบๆ 5 ชั่วโมง ก่อนที่จะไม่ได้นอนอีกสองคืน ตื่นเต้นมากๆๆ
กำลังคิดนั่นคิดนี่ ผมก็ผลอยหลับไป ตามประสาคนหลับง่ายมาก

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้งประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนเวลานัดหมายเพราะเสียงฝนและเสียงฟ้าร้อง
“ฝนตกหนักมาก… วันนี้กรมอุตุฯ จะแม่นอะไรวันนี้ ภาวนาให้ฝนเบาลงหน่อย”
พยายามข่มตานอน หวังว่าจะได้นอนอีกซักครึ่งชั่วโมง แต่นอนไม่หลับ ตอนนี้ความกังวลมาเต็ม
“ปล่อยตัวสองทุ่ม ยังต้องปั่นกลางฝนอีกเหรอ
สองสิ่งที่เกลียดที่สุดในการปั่นจักรยานทำไมต้องมาพร้อมกันด้วย”
เอาวะ นอนไม่หลับ ก็มาเตรียมตัวและเช็ครถก็แล้วกัน

แผนที่และความสูงจากทางทีมงานส่งมาให้เราครับ

ผมถึงที่นัดหมายราว 40 นาทีก่อนปล่อยตัว ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก
แม้ว่าโรงแรมอยู่ไม่ถึง 1 กิโลเมตร แต่ก็ต้องขับรถยนต์ออกมา เพราะฝนไม่มีทีท่าเบาลงเลย
พอมาถึงที่ ก็รีบเอารถจักรยานลงมา รีบเซ็ตรถและเช็คความพร้อมครั้งสุดท้าย
“โห คนเพียบเลยแฮะ แล้วทำไมดูแต่ละคัน เค้าดูชิวๆ จัง แทบจะปั่นรถเปล่าๆ เลย
ดูเราดิ ตุงไปทุกกระเป๋า แถมยังมีกระเป๋าก้นมดอีก”

จากนั้นก็รีบเดินไปหาทีมครับ
วันนี้มีผู้ร่วมชะตากรรมแห่งทีม 55 Tsukemen ถึง 4 ท่าน อันได้แก่พี่เก่ง, คุณตั้ม, พี่ต้อมโม และไก่
ทุกคนเดินทางมาจากเชียงใหม่ช่วงบ่ายๆ มาถึงที่นี่ปุ๊บก็พร้อมปั่นเลย ,, แบบนี้ผมไม่ไหวจริงๆ
สักพัก ก็ประชุมแผนของทีมเรา ซึ่งสั้นๆ ง่ายๆ ได้ใจความครับ
“เราต้องจบ ไม่กลับบ้านมือเปล่า อย่างน้อยต้องมีใครเข้าเส้น”

ทีม 55 Tsukemen ของเราครับ :: พี่ต้อมโม, คุณตั้ม, พี่เก่ง, ไก่ และผมเอง

คอยอีกไม่นาน ทีมงานก็บรีฟเส้นทาง และสามทุ่มตรงก็ปล่อยตัวเราไปพร้อมสายฝนกระหน่ำครับ

ขบวนรถไฟแห่งรัตติกาล

ฝนตกหนักมากจริงๆ ครับ หนักจนรู้สึกว่าการเอาแว่นเลนส์ใสสำหรับใส่กลางคืนมาคืออะไรที่ถูกต้องมากๆ
ทั้งฝน และโคลนจากล้อคันหน้ากระเด็นมาเต็มจนแทบแยกไม่ออก
ออกตัวมาสักพัก ก็เริ่มออกนอกตัวเมือง รถราเริ่มน้อยลง แต่ความเร็วก็เพิ่มเป็นทวีคูณ
แผนผมทีแรกคือพยายามปั่นเก็บแรงไป ขอถึงภูเรือ (จุดเช็คที่ระยะ 180 กม.) ราวๆ หกโมงเช้า
ก็แปลว่าปั่นความเร็วเฉลี่ยแค่ 18-20 กม./ชม. ก็ถึงตามแผน
แต่สภาพตอนนี้มันไม่ใช่เลยครับ!!! ทุกคนออกตัวกันโหดมากๆ ผมก้มดูความเร็ว เฮ้ย!! 35-38 กม./ชม.
เรายังเหลือระยะปั่นกันอีกตั้ง 600 กม. นะเว้ยยยยยยยย
ไม่เป็นไรครับ ผมก็ปั่นกับกลุ่ม ค่อยๆ เกาะไป เพื่อเซฟแรงให้มากที่สุด

พี่ต้อมโม คุณตั้ม และพี่เก่ง เป็นสามคนที่ผลัดกันพาทีมขึ้นไป
แต่ละคนลากกันเร็วมาก ยังกะปั่นคันคลองไฮสปีด แซงแทบทุกคันที่มีโอกาส
ถ้าเราทำเวลาได้ประมาณนี้ คำนวณเวลาคร่าวๆ น่าจะถึงภูเรือราวๆ ตีห้า
ซึ่งจะเหลือเวลาเพิ่มอีก 2 ชม. จากที่วางแผนเอาไว้ !!
ถ้าเป็นแบบนี้ เราน่าจะจบ 5 คน พร้อมกับได้นอนชิวๆ ดริปกาแฟสวยๆ ที่เส้นชัยแน่นอน

แต่ชีวิตคนเรามันไม่เรียบง่ายขนาดนั้นหรอกครับ

อุปสรรคที่ถาโถม

ทีมเรากำลังลากนิ่งๆ ไล่แซงยับ รอบขากำลังมา ,, อยู่ดีๆ พี่ต้อมโมก็ชะลอครับ

“กระเป๋าก้นมดหย่อนไปสีกับล้อ”

เราทั้งห้าคนจอดลงพัก พร้อมกับรีบจัดกระเป๋าก้นมดของใครของมัน
แทบทุกคนไม่เคยปั่นพร้อมกระเป๋าก้นมดมาก่อน และมันเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่มากๆ
ทั้งเรื่องการทรงตัวบนอานจากการเหวี่ยงของกระเป๋า และการหย่อนของกระเป๋าลงมาจากน้ำหนักสัมภาระ

ตอนนี้ทุกคนที่เราเพิ่งแซงเขาไปสักครู่ ก็มาแซงเราคืนไปแทบทั้งหมด…
เห็นละก็แอบเจ็บใจ แต่ทีมก็คือทีมครับ หวังว่าโชคจะเข้าข้างเราบ้าง
พี่ต้อมเลยพยายามกำจัดสัมภาระบางอย่างที่ไม่จำเป็นทิ้ง รอบนี้คือลำไยครับ (พกมาจากเชียงใหม่ด้วย?!!?)
โยนทิ้งไป ซึ่งลดน้ำหนักเกือบ 2 กิโลได้ (พี่พกมาขนาดนี้เลยเหรอ!!)
จุดนี้ เราเสียเวลาไปประมาณ 5 นาที

หลังจากจัดแจงตัวเองเรียบร้อย เราก็เข้าสู่โหมดขบวนรถด่วนต่อเลยครับ
ตั้งลำได้สักพักก็จัดหนักเลย เร็วมากๆ ระดับที่แซงยับ ไล่เก็บแทบทุกคนที่แซงเราไปเมื่อกี้
แต่ปั่นไปอีกสักพัก คุณตั้มและพี่เก่งก็รู้สึกว่า มันหย่อนอีกรอบ
เลยต้องชะลอเพื่อจัดกระเป๋าอีกครั้ง แต่รอบนี้เสียเวลาไม่มากครับ

จุดนี้เราทำเวลาได้ดีมากจริง ปั่นกันแบบไม่เกรงใจเลยว่าเส้นทางพวกนี้คือเนินซึมสลับเนินชันๆ สั้นๆ
ส่วนนึงอาจเพราะทีมลากกันดีมากๆ และอีกส่วนคืออากาศเย็น (จนหนาว) ในช่วงกลางคืนที่มีฝนกระหน่ำ
จังหวะมันกำลังมา… แต่สุดท้ายสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดก็เกิด

พี่ต้อมโมตะโกนอย่างดัง “พี่เก่งยางรั่ว”

อุปสรรคถาโถมมาไม่หยุดหย่อน

เราทั้งห้าจอดข้างทางที่มืดสนิท ยืนกลางฝนที่ตกหนัก ไม่มีร่มเงาหรืออะไร
ทุกคนผลัดกันช่วยพี่เก่งที่จะเปลี่ยนยาง และหารอยรั่ว
แล้วก็สลับมาดูปัญหาของรถตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องสัมภาะ
พี่ต้อมโมที่กระเป๋าหย่อนสุด ก็กำจัดลำไยทั้งหมดโดยการเอาออกมากิน (ยังไม่หมด!!!)
พี่ต้อมโมว่า ถ้าเราถึง Checkpoint ที่สอง เราจะกำจัดสัมภาระชิ้นใหญ่แก
นั่นก็คือ ข้าวเหนียวหมูทอดที่พกมาตั้งแต่เชียงใหม่!!! จริงจังมาก!!!
ส่วนคุณตั้ม ก็พยายามรัดกระเป๋าก้นมดให้แน่น แล้วรีบไปช่วยพี่เก่ง
ส่วนไก่ กระเป๋าหย่อนไม่มาก แต่ว่ามีเสียงแปลกๆ ไม่แน่ใจว่าจากที่ไหน
สงสัยว่าน่าจะมาจากโซ่ หรือกะโหลก พยายามหาแต่ก็ไม่เจออะไร

เทพีแห่งโชคยังพอเข้าข้างเราบ้าง ที่รอยรั่วเป็นเพียงรอยเล็กๆ ยางนอกไม่มีปัญหา แค่เปลี่ยนยางในเราก็เดินทางต่อได้
ฝนที่กระหน่ำ ก็เริ่มเบาบางลง กลายเป็นฝนปรอยๆ เบาๆ แทน
สภาพถนนจากที่มีรถวิ่งตลอด กลายเป็นถนนเงียบๆ ที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ทั้งสองข้าง
ไฟกิ่งทั้งสองข้างทางก็เริ่มเป็นของหายาก และไฟหน้าดวงน้อยของเราก็เริ่มสว่างมากขึ้น
กระเป๋าของพี่ต้อมโมไม่แกว่งละ!! ส่วนยางที่เก่งไม่มีปัญหาอะไรเพิ่มเติม
ส่วนรถของไก่ เสียงยังไม่หายซักที ทั้งๆ ที่โซ่และกะโหลกก็ลื่นดี

CP แรกที่สถานีตำรวจบ้านแยงครับ

สุดท้าย เราก็ถึง Check point แรก 69.5 กม. ที่สถานีตำรวจบ้านแยงอย่างทุลักทุเล

ลุยต่อที่ Checkpoint 2

“เรามีเวลาพักกัน 5 นาที รีบเติมน้ำแล้วไปกัน แล้วค่อยไปพักที่ 7-11 ข้างหน้า”

แม้เวลายังไม่ถึงเที่ยงคืน แต่เราก็ต้องเริ่มออกปั่นอีกครั้ง
อยากบอกว่า ตอนนี้สภาพทุกคนคึกคักถึงขีดสุด เหมือนเพิ่งปั่นกันมาแค่ 10 กม.
ถนนเงียบๆ มืดๆ ในวันที่อากาศหนาวเย็นจากห่าฝน กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นและแสงแห่งมิตรภาพของทีม
เราปีนเขาไปด้วยกัน สลับไหลลงเป็นพักๆ อย่างไม่เหนื่อยล้า มุ่งสู่อำเภอนครไทย จ.พิษณุโลก

เหมือนทุกอย่างดูราบเรียบขึ้น แต่อุปสรรคก็ไม่เคยลดละที่จะมารังควาญ
พี่ต้อมโมทักไปยังรถของไก่ ที่เสียงยังไม่หาย แม้จะยัดน้ำมันหยอดโซ่ฉ่ำไปถึงน่อง
“เสียงแบบนี้น่าจะเป็นเบรคว่ะไก่”

และมันก็ใช่จริงๆ

ผ้าเบรคของไก่สีกับขอบล้อมาตลอดทาง กว่าจะรู้ตัวก็ กม.ที่ 80 แล้ว
“ก็ว่า วันนี้ไก่ไม่ค่อยแรง ผ้าเบรคสีกับขอบล้อมาตลอดนี่เอง”
พอถึง 7-11 ที่อ.นครไทย ไก่ก็ใช้แสงสว่างรำไรมาดูสภาพเบรคตัวเอง
ซึ่งจุดนั้น พูดได้คำเดียวว่า “ยับเยิน”
เพราะผ้าเบรคหลังไก่ ได้หมดไปแล้วทั้งสองข้าง
เหตุการณ์ดังกล่าว คาดว่าเกิดจากกระเป๋าก้นมดไปเบียดตัวเบรค/สาย ทำให้ลักษณะเบรคเหมือนถูกใช้งานตลอดเวลา
เบรคหมดจนแบบ ฝักผ้าเบรคไปสีขอบล้อจนเริ่มเป็นรอยแล้ว

ผ้าเบรคไก่หมดทั้งแต่ช่วงทางราบ แล้วพรุ่งนี้เช้าที่จะต้องเจอเขาหนักๆ จะทำอย่างไร

แม้ว่าไก่เป็นคนนึง ที่มีของสำรองและอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ เยอะมาก (มีแม้กระทั่งยางนอก!!)
แต่ ไม่มีผ้าเบรคสำรองครับ…
มันก็ไม่แปลกหรอก ใครจะบ้าพกผ้าเบรคมาปั่นด้วย เพราะปกติ ผ้าเบรคชุดนึงใช้ได้เป็นหลักหลายปี
แล้วมันก็ไม่ใช่ของที่จะมาพังหรือเสียหายระหว่างทางง่ายๆ

ไก่พยายามหาวิธีแก้ ตั้งแต่สลับผ้าเบรคหน้าหลังบ้าง หาอะไรมาหนุน ใช้เทปพัน แต่ไม่เวิร์ค
แต่สุดท้าย ที่ดีที่สุดคือ คลายล้อค หย่อนสายเบรค แล้วปั่นแบบไม่มีเบรคหลังไปก่อน
แล้วหายืมผ้าเบรคสำรองจากนักปั่นคนอื่นๆ ที่อาจมี!!!

ระยะ Checkpoint ถัดไปอีกราว 40 กม. เห็นชัดเลยว่าไก่ปั่นด้วยความไม่มั่นใจ
ไก่ดูพะวงกับเบรคหลังมากๆ ไม่ว่าจะเจอถนนหนทางรูปแบบไหน โดยเฉพาะตอนลงเขา ดูช้าลงไปมากๆๆ
และสมาธิไก่จะอยู่กับการถามคนอื่นๆ ว่า
“พี่พกผ้าเบรคสำรองมาด้วยไหมครับ”
ซึ่งคำตอบก็ไม่น่าจะเดาได้ยากนัก
และหากสภาพเป็นแบบนี้ ไก่อาจต้องถอนตัวตั้งแต่ด่านซ้าย ซึ่งเป็น Checkpoint หน้าเลย

ด่านซ้าย และปาฏิหารย์

เรารีบมาที่ Checkpoint ตรงอำเภอด่านซ้าย แถวนี้มีทั้งตลาดเช้าและ 7-11
ผมมองไปทีไมล์จักรยานเพื่อจะกดดูก่อนถึงเช็คพอยน์
“ชิบหาย!! ไมล์แฮงค์”
ผมพยายามกดเปิด-ปิดใหม่ แต่พบว่า ระยะทางที่ผ่านมาทั้งหมดได้หายไป
ไม่มีทางเลือก ผมถามระยะจากพี่ต้อมโม แล้วขานให้กับเจ้าหน้าที่
“ระยะทาง 145 กม. เวลา 03.33 น.”

เจ้าหน้าที่สดชื่นมาก แต่เราง่วงมากๆๆๆ
ล้านิดๆ แต่ใจยังไม่มีถอยครับ รอไก่ซ่อมรถไป

จุดนี้ตีสามแล้วอะ ตัวผมไม่ง่วง ไม่หิว ไม่อะไรทั้งสิ้น
พี่ต้อมโม เปิดข้าวเหนียวหมูทอดที่พกจากเชียงใหม่ให้ทุกคนอิ่มหนำสำราญ
พี่เก่ง และคุณตั้ม ต่างระเบิดสัมภาระและจัดกระเป๋าได้กระทัดรัดมากขึ้น
สังเกตว่า สัมภาระของแต่ละคน ลดลงไปจำนวนมาก ก้นมดเหลือนิดเดียว
ผมก็พยายามเอาขนมและกล้วยตากที่พกมา กระจายมาสู่กระเป๋าเสื้อด้านหลัง
สลับไฟหน้าที่ใช้หมดไปแล้วสองดวง และเอาดวงอื่นๆ ออกมาติดรอไว้
แต่ก้นมดผมก็ยังตุงมากกว่าคนอื่นๆ อยู่ดี

ส่วนไก่ รีบจอดรถ และเดินถามทุกคนถึงผ้าเบรคสำรอง
ซึ่งคำตอบที่ไก่ได้รับ ก็ไม่ต่างจากที่ผ่านๆ มาว่า ไม่มี ไม่มี และไม่มี
จนสุดท้าย เดินกลับไปที่รถ ถามพี่คนนึงที่เค้าปั่นมาถึงก่อนเรา แล้วก็นั่งอยู่ตรงนั้นด้วยกันตั้งนาน

“ผมมีผ้าเบรคสำรองอยู่ชุดนึง”

โอ้โห น้ำตาจิไหล ไก่นี่รีบขอซื้อต่อและรีบจัดการกับผ้าเบรค
กราบงามๆ สามครั้งแก่ผู้มีพระคุณ ไม่น่าเชื่อว่าอะไรหลายๆ จะเกิดขึ้น และมันทำให้ไก่ได้ไปต่อ
จุดนี้ ใช้เวลาไปราวๆ เกือบชั่วโมง ,, แม้จะมากกว่าที่คำนวณไว้แต่ทุกคนก็ได้พักผ่อนกันเต็มที่มากๆ
เราออกเดินทางอีกครั้งตอนตีสี่ยี่สิบ

ปีนต่อไปภูเรือ

สถานีหน้า อยู่ห่างไปอีกแค่ราวๆ 35 กม.
จากด่านซ้ายที่ดูคึกคัก เราก็เริ่มกลับเข้าสู่ความมืดของป่าครับ ตามถนนเพื่อมุ่งสู่ภูเรือ
เส้นทางช่วงนี้ค่อนข้างดีครับ มีเขาลูกเล็กๆ ให้ปีนเรื่อยๆ ครับ เราก็ค่อยๆ ไปด้วยกัน
ทางถือว่าไม่ยากมาก ฝนก็ไม่ตก ถ้าแบบนี้ไปเรื่อยๆ น่าจะได้งีบที่ Checkpoint หน้ากัน

ช่วงใกล้ตีห้า พระอาทิตย์เริ่มแย้มแสงแรกของวันใหม่
ตอนนั้นอากาศดีมาก ไม่มีฝน ท้องฟ้าดูเปิด ทุกอย่างเริ่มเป็นใจกับเราบ้าง
แต่ผมสังเกตว่า ทำไมผมยิ่งปั่นก็ยิ่งห่างจากคนอื่นเรื่อยๆ กดเท่าไหร่ก็ไม่ทัน
และก็เริ่มรู้ตัวเองว่าง่วงมากครับ และหลับในตอนปั่น
ใช่ครับ พิมไม่ผิดครับ หลับในตอนปั่น!!

คือมันให้อารมณ์แบบ เราก็ควงขาแต่ตาหลับ แต่สามารถทรงตัวไปเรื่อยๆ ไม่ให้ล้ม
การหลับแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 5-20 วินาที แล้วสะดุ้งตื่นเพื่อทรงตัวใหม่พร้อมกับดูทาง
ทำแบบนี้ไปหลายสิบครั้ง ก็คิดว่ารวมๆ คงได้หลายสิบนาทีอยู่

เพื่อนๆ เริ่มทิ้งห่างไป แต่ผมก็ยังเห็นไฟท้ายแว้บๆๆ สามดวงชัดเจน
แต่อยู่ดีๆ … เอ๊ะ!! เราหลับในรอบนี้ ทำไมไฟท้ายทั้งสามดวงหายไปเร็วมาก
ผมเริ่มเร่งฝีเท้าแบบหลับใน ขึ้นเนินรัวๆ แต่พบว่าตามยังไงก็ไม่ทัน
จนกระทั่งดูที่แผนที่ที่ไมล์จักรยานแล้วมันบอกว่า “off course” (คือคุณหลุดจากเส้นทางแล้ว)
ช้อตนี้ สะดุ้งตื่นเลยครับ เพราะผมหลับใน และปั่นตรงเลยมาอีก 2 กม. แทนที่จะเลี้ยวซ้ายเหมือนคนอื่น
รีบกลับรถ แล้วปั่นกลับไปเช็คพอยน์ พร้อมรับระยะทางเพิ่ม 4 กม.

เลี้ยวซ้ายมา เจอ จนท. รอโบกเลย

ถึง Checkpoint อบต.ลาดค่าง เวลา 6.12 น. (คิดว่าเพื่อนๆ คงถึงก่อนหกโมง)

หลับก่อนได้เปรียบ

จุดนี้ มีขนม, น้ำ, กาแฟ ฯลฯ ให้เรากินอย่างดี แถมทางอบต.ยังเปิดห้องให้นอนด้วย
ผมมาถึง ทุกคนในทีมดูสบายๆ ถือข้าวต้ม,ขนม,กาแฟมากินอย่างเอร็ดอร่อย
ร่างกายแต่ละคน ดูล้าไปบ้าง เหมือนจะง่วงนอนนิดๆ
แต่ไม่ใช่กับผม เพราะผมนอนมาแล้ว ฮ่าๆๆๆ

ที่นี่มีของกินเยอะมากๆๆๆ ครับ มีที่นอนด้วยนะ อิอิ
กินกาแฟกับขนมนิดหน่อยก็รีบออกเลยละกัน

ตอนนั้นรู้สึกจุกหน่อยๆ เลยกินแค่ขนม กับกาแฟดำ แล้วก็ขอตัวลาทีมไปก่อน
จุดนั้น เรารู้ตัวเองเลยว่า เราอ่อนสุด เราไม่อยากให้ทีมเสียเวลา
แถมเราก็งีบมาแล้ว (แบบหลับใน) จนตอนนี้สดชื่นมากๆๆๆ

เพื่อนๆ ในทีมก็ทำหน้างงๆ ว่าจะไม่พักหน่อยเรอะ!! แต่ก็ปล่อยให้ผมออกมาก่อน
จุดนี้ผมอยากชดเชยเวลาที่เสียไป เลยพยายามเร่งตัวเองเท่าที่ไหว
สภาพถนนเป็นเนินขึ้นเขาเข้าป่าเป็นหลัก สลับกับถนนในหมู่บ้าน มีหินลอยบ้าง
มันก็สนุกดีนะ มีวัวเดินกลางถนนบ้าง สวนกับรถไถนาบ้าง หมาวิ่งไล่บ้างประปราย
แต่อากาศดีมากๆ วิวสวยมากๆๆ
จนถึงกิโลเมตรที่ 199 ,, นี่เราปั่นทางเลียบแม่น้ำเหือง ซึ่งฝั่งตรงข้ามเป็นประเทศลาวครับ
เพลิดเพลินกับบรรยากาศได้ไม่นาน พี่เก่งและคุณตั้มก็ไล่ผมทันแล้ว
“ไก่กับต้อมโมอยู่ข้างหลังนี่เอง”

ทุ่งนาอะเขตไทย ,, แต่เขาลูกนั้นเขตลาวแล้ว

และทีมก็ได้รวมกันที่จุด Check point ที่ร้านค้ามิตรภาพไทย-ลาว
จุดนี้คือ กิโลเมตรที่ 226 กม. เราถึงกันราวๆ เก้าโมงเช้าครับ
และจากแผนที่ จุดนี้จะเป็นจุดสุดท้ายที่จะมีร้านค้าและอาหารขาย
พวกเราก็เลยจัดก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกงและน้ำอัดลมกัน เติมพลังให้กับค่ำคืนที่ผ่านมา

จุดสุดท้าย ก่อนที่จะเจอมหกรรมการปีนเขาแบบไม่มีที่สิ้นสุด

จากจุดนี้ไปจะเจอกับภูเขาโหดๆ ที่เป็นตำนานของ Audax 600 พิษณุโลกครั้งแรก
“สมัคร 140 คน, จบ 7 คน เพราะภูหัวฮ่อม และภูสวนทราย”

บอสหมายเลขหนึ่ง :: ภูหัวฮ่อม

เราพักกันราวๆ ครึ่งชั่วโมงกว่า เติมน้ำเติมข้าวเข้าห้องน้ำกันเต็มที่ ก็ออกไปลุยกัน
พี่เก่งและคุณตั้มออกไปกันก่อน ส่วนผม,ไก่ และพี่ต้อมเป็นกลุ่มที่ตามออกไปทีหลังเล็กน้อย
ผมก็แอบตื่นเต้นนิดๆ นะ เพราะไอ้เราก็ชอบไต่เขาพอควร
เจ้าภูหัวฮ่อมหน้าตามันจะเป็นยังไงน้อ จะเหมือนเขาที่เราเคยปีนไหม

ออกหมู่บ้านนิดนึง แล้วเลี้ยวขวาขึ้นไป ก็หายสงสัยเลยครับ

ภูหัวฮ่อมเป็นเนินที่ชวนเราปีนยาวๆ ครับ
ระยะทางราวๆ 3.8 กม. ที่มีระยะความชัน 9.5% เฉลี่ยทั้งช่วง
โดยความบันเทิงตลอด 3.8 กม. นั้นคือการปีนแบบไม่พัก
ยิ่งปีนไปเรื่อยๆ ความชันก็ไม่มีทีท่าที่จะเบาเลย แถมยังจะหนักขึ้นอีก
ใครหวังว่า ใส่เกียร์หนักๆ แล้วอัดให้มันจบๆ คงต้องคิดใหม่
ผมโชคดีที่เริ่มปั่นด้วยเกียร์ที่ค่อนข้างเบา แล้วเน้นค่อยๆ ซอยรอบขาขึ้นเอา
ขนาดใช้เฟือง 32-34 ยังรู้สึกว่า ล้ามากๆ แค่เนินเดียวใช้เวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมง

กว่าจะพิชิตเนินนี้ได้ บอกเลบว่าเหนื่อย
อากาศข้างบนสดชื่นดีมากๆ

พิชิตบอสตัวแรกได้ ก็ไปรับตราปั้มที่ control point ครับ

หมดจากภูหัวฮ่อม ก็มีทางไหลลงนิดนึง ให้ได้หายใจหายคอกันบ้าง
แต่จากนั้นอีกไม่นาน ก็เจอภูสวนทรายครับ

ลักษณะของภูสวนทราย จะคนละแนวกับภูหัวฮ่อมอย่างสิ้นเชิงครับ
ลักษณะจะเป็นเนินสั้นๆ สลับขึ้นลงไปเรื่อยๆ แบบรัวๆ ครับ
ระยะทางประมาณแต่ละเนิน 40-100 เมตร, ความชัน 8-25% ครับ
และทำซ้ำแบบนี้ไป 50 เนิน!!!
พิมพ์ไม่ผิดนะครับ เราจะต้องปีนเนินแบบนี้ ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ไป 50 ครั้ง

ไม่มีทางเลือกครับ เริ่มมาเราก็ใช้แรงส่งจากทางลาดแปรเป็นความเร็วให้เราพุ่งขึ้นไป
แต่พลังงานจลน์มันไม่พอกับพลังงานศักย์ที่จะขึ้นแต่ละเนิน
พยายามพุ่งไปไม่ถึงไหนแรงส่งก็หมดลงครับ เราก็ค่อยๆ ปีนๆๆๆ ขึ้นไปต่อ
สิบครั้ง ยี่สิบครั้ง สามสิบครั้ง… ดูมันไม่จบไม่สิ้นเสียที

ยิ่งปั่นไป ถนนยิ่งพัง แถมยังต้องปีนอีก ทางชันๆ ทั้งนั้น

การเจอเนินแบบนี้ซ้ำๆ บ่อยๆ มันทำให้ขาเราล้าอย่างมาก เดี๋ยวเบาเดี๋ยวหนัก
รวมทั้งเราต้องสลับเกียร์แบบรัวมากๆ จากทางลาด 20 องศา แต่อีกไม่กี่วินาที กลายเป็นความชัน 22 องศา
แถมช่วงที่มีแรงส่งเราก็ไม่ได้มากเลย ,, อารมณ์ พาเราไปทิ้งกลางเนินชันๆ แบบไม่ทันตั้งตัว
ที่สำคัญที่สุด คือ มันบั่นทอนกำลังใจเรามากๆ ครับ
เราทำความเร็วได้แย่มาก คือเฉลี่ยราวๆ 6-8 กม./ชม. เท่านั้น
แถมไม่รู้ว่าเนินพวกนี้จะจบเมื่อไหร่ และยิ่งเข้าลึกไปเรื่อยๆ สภาพถนนยิ่งแย่ลงไปเรื่อย
จากถนนลาดยางสวยๆ กลายเป็นถนนท่าผ่านการปะมาหลายสิบครั้ง พร้อมหินลอยเพียบ
การเลือกไลน์ที่จะปีนแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะไลน์ที่ปีนง่าย คือไลน์ถนนพัง
ส่วนที่ถนนทางพอปั่นได้บ้าง คือถนนไลน์ที่ชันๆ และกินแรงเราเป็นอย่างมาก
จะยืนโยกก็ไม่ได้ เพราะกระเป๋าก้นมดมันแกว่ง ทรงตัวลำบากมาก

เดชะบุญมีร้านของชำของชาวบ้านเล็กๆ ให้เราได้พักขาและนั่งปรับทุกข์กัน
เราก็นั่งไปกะเจ้าของร้าน หยิบกล้วยของทางร้านและเม้ามอยกันไป
เจ้าของร้านก็นั่งดู และหัวเราะกับกิจกรรมอันบ้าบิ่นของเรา
แกบอกว่า เท่าที่ปีนมาวันนี้ แวะร้านแกหมด ขนาดคนแรกก็ยังมากินกล้วยที่นี่เลย

ร้านพักกลางทางที่ทุกคนต้องแวะ ,, โอเอซิสชัดๆ

รวบรวมแรงฮึดสุดท้ายพร้อมกับไก่และต้อมโม พุ่งขึ้นไป
ระเบิดเนินอีกสักช่วง เราก็เริ่มเห็นจุด control point สำคัญ
เหลือบดูนาฬิกา “นี่เราปั่นจากหัวฮ่อมขึ้นมานี่เกิน 2 ชม.ครึ่ง ทั้งที่ระยะแค่ 20 กม.เอง”

“หมอ ผมไม่ไหวละ…”

การตัดสินใจ

ไก่และพี่ต้อมโมขอ DNF (did not finished) ตัวเองหลังจากถึงจุด Control point
สภาพทั้งสองคนค่อนข้างอ่อนล้ามากๆ เพราะว่ามาถึงพิษณุโลกก็เริ่มออกปั่นเลย ไม่ได้งีบแบบผม

“หมอ ผมไม่ไหวละ ผมง่วงมาก ขอ DNF ตรงนี้แหละ”
“เราไม่เคยซ้อมระยะนี้มาก่อน อันนี้มันโหดเกินไป”
“เราปั่นมา 16 ชั่วโมง แต่ได้ระยะแค่ 260 กม. แถมคืนนี้เราจะต้องปั่นทั้งคืนอีก”

ทุกคนเป็นห่วงผมมากๆ แต่ผมรู้สึกว่า ผมสมัครมาแล้ว ไม่ได้มาเล่นๆ
มาครั้งเดียว ก็จะไม่มาอีกแล้ว แม้ว่าถ้าครั้งนี้ DNF ก็คงจะไม่ทำอะไรแบบนี้อีก
ตอนนี้แรงผมยังพอเหลือ, กล้วยตากกับถั่วที่ตุนไว้ก็ยังมีเหลือ โอกาสตอนนี้ยังมี
พยายามคิดวางแผน หาจุดอ่อนของตัวเอง และหาความเป็นไปได้ในการปั่นต่อให้จบ

“โอเค ผมไหว ผมจะไปต่อ ยังไงขอฝากกระเป๋าก้นมดลงไปที”

ไก่และพี่ต้อมโมดูงงๆ เล็กน้อย เหมือนกะว่าหมอจะเอาจริงดิ และบอกกับผมว่า
“หมอจะเอาอะไรก็พกไปเลย ทีเหลือยัดๆ ใส่กระเป๋า เดี๋ยวผมเก็บลงไปให้”
หลังจากไก่พูดจบ ก็เดินลงไปล้างหน้า พี่ต้อมโมก็ถอดรองเท้าแล้วไปพักที่ศาลา
ส่วนผม ก็รีบแกะกระเป๋าก้นมดออกจากรถ แล้วคิดว่าจะเอาอะไรใส่กระเป๋าหลังไปบ้าง
“ยางใน, ที่งัด, สูบคาร์บอน, ไฟหน้าที่ยังเหลือ, เสื้อกันฝน, อาหารทั้งหมด, กระเป๋าตังและมือถือ”
พนันกับตัวเองไว้ว่า ถ้าระหว่างนี้ รถพังยางแตกเกินที่จะซ่อมไหว ก็ถือว่าสวรรค์ให้เรา DNF ละกัน
แต่บอกก่อนนะว่าใจผมสู้ และจะไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ แน่

คนที่ DNF ตรงนี้ ก็มีรถรับกลับนะ

ผมร่ำลากับเพื่อน แล้วรีบออกรถเพื่อจะไป Control point ต่อไป
การเอากระเป๋าก้นมดออก เป็นอะไรที่ดีมากๆๆๆ เพราะเราควบคุมรถได้ง่ายขึ้นมากๆ
เพราะไม่มีอะไรมาถ่วงหลังเรา ไม่มีอะไรมาแกว่งและชวนเราเซอยู่บ่อยๆ
จากนี้ก็กลายเป็นช่วงเร่งความเร็วของผมครับ

สู่จุดสูงสุด, ทางไหลลง และเนินไม่รู้จบ

จากภูสวนทราย ก็มีทางให้เราไหลลงลง ได้พักขาอีกระยะ
แต่ทางลงก็ไม่ได้สบาย เพราะสภาพถนนพังๆ นี่พร้อมจะทำลายล้อและยางเราด้วยหินลอยและหลุม
จุดนี้ไม่เน้นทำความเร็ว แต่เน้นเรื่องความปลอดภัยมากกว่า

จากนั้นก็เตรียมจะปีนขึ้นภูขาด ซึ่งเป็นยอดที่สูงที่สุดของรายการนี้
การปีนภูขาด จริงๆ จะคล้ายภูหัวฮ่อมมากๆ แต่ชันน้อยกว่า ระยะทางยาวกว่าเล็กน้อย
ลองปีนจริงๆ นี่เรียกว่าพริ้วมาก และไล่แซงคนอื่นๆ ไปเยอะมาก
การที่มีน้ำหนักตัวเพิ่ม 4 กก. กับห้อยก้นมด 4 กก. เท่ากัน ให้ผลลัพท์ที่ต่างกันสิ้นเชิง

ยอดภูขาด แม้จะเป็นจุดสูงสุด แต่ไม่ได้ยากเท่าภูหัวฮ่อมและภูสวนทราย

ผมถึงยอดภูขาดสบายๆ มาก นี่เหรอคือจุดสูงที่สุดของทริปนี้
บ่ายสองสิบห้า กับสภาพจิตใจและความมุ่งมั่นตอนนี้ มั่นใจมากว่าจบ
จากนั้นก็ค่อยๆ ไหลลงไปเข้าเขตของอำเภอร่มเกล้า
มีหมู่บ้าน ร้านค้าเล็กๆ และไร่สับปะรดเต็มไปหมด
เห็นหลายคนแวะลงไปพัก หาน้ำเย็นๆ ดื่มเสียสักหน่อย
แต่ผมกังวลมากๆ ที่จะต้องปั่นกลางคืน แถมน้ำและเสบียงก็ยังพอมีอยู่
จึงรีบไปยัง Control point ต่อไปครับ ที่ระยะ 299 กม.
รพ.สต.บ้านนุชเทียน อ.ชาติตระการ
ซึ่งผมไปถึงจุดนั้น 15.55 น. (และเช็คเป็นคนที่ 15 ด้วย!!)

แสงสุดท้าย

ที่รพ.สต.นุชเทียน มีข้าวไข่เจียวมาเติมพลังให้เราอย่างดีเลยครับ
แต่จุดนี้ ผมรู้สึกว่าร่างกายมันแปลกๆ คือ อืดและแสบท้องมาก
หิวมากๆ แต่ให้ตายเหอะ กินข้าวกับไข่ 1 ฟองแทบไม่หมด
ส่วนนึงคงเพราะ กินข้าวไม่เป็นเวลา และกินแต่กล้วยตาก, เจล และถั่วแบบไม่เป็นมื้อ

ข้าวไข่เจียวที่กินได้ไม่อั้น ที่รพ.สต.นุชเทียน
ถือว่าเคยมาภูสอยดาวแล้วละกันเนาะ แม้ว่าจะไม่ได้ลงไปเที่ยวก็ตาม

ดูเวลา เกือบสี่โมงเย็นแล้ว รีบเติมข้าวเติมน้ำ แล้วก็รีบปั่นออกมาจากรพ.สต.
จากนี้เราก็จะปั่นขึ้นและลงภูสอยดาวครับ อยากลองแวะชมวิวแต่แค่คิดก็ไม่มีเวลาแล้วครับ!!
ความล้าเริ่มมาเยือนบ้างครับ ขึ้นเขาเรื่อยๆ แต่ไม่เหนื่อยเหมือนช่วงที่ผ่านมา
บางช่วงชัน 12-14% แต่พยายามปรับเกียร์ไม่ให้ออกแรงมากเกินไปครับ
ผมพยายามปีนเขาให้เร็วที่สุด แต่สิ่งที่กังวลที่สุดกำลังจะมา

พระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว

แสงสุดท้ายของวันกำลังจะจากไป

ถ้าอยากลุ้นว่า ค่ำคืนอันแสนยาวนานจะเป็นอย่างไร
และพรุ่งนี้เช้า ผมจะปั่นต่อไหวหรือไม่ แล้วจะจบทันหรือเปล่า
ติดตามได้ต่อ ตอนที่ 2 เลยคร้าบบบบบบบ