Nich Team Race 2015

คุณเคยรู้สึกไหมว่าตัวเองชนะ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เข้าเส้นชัยเป็นอันดับแรก
เป็นความรู้สึกที่ดูแปลกนะ แต่มันเกิดขึ้นจริงๆ กับผมครับ
ไม่เคยเจอแบบนี้เหมือนกันครับ จนกระทั่งได้เจอกับ…

กับ Nich Team Race 2015 ครับ

ราวๆ สองเดือนก่อนแข่ง

Measmer ผู้ทรงพลังแห่งทีม Dramatical ridersกำลังเสนอผลงานและชักชวนผู้คนเข้าร่วมการแข่งขันนึงในช่วง ก.ย.58 ที่กาญจนบุรี ซึ่งเป็นการแข่ง Team race ของ Nich ซึ่งเป็นแบรนด์จักรยานไทยชื่อดัง ,, เล่ารูปแบบการแข่งคร่าวๆ คือเป็นทีม 5 คน จับเวลาคนสุดท้ายที่เข้าเส้น ห้ามมีรถเซอร์วิสวิ่งช่วยเหลือระหว่างทาง หาทางเอาตัวรอดเอาเอง

ฟังละน่าสนใจ เลยกดตอบรับไป พร้อมโอนเงินค่าสมัครและจองตั๋วเครื่องบินในคืนนั้นเลย (ไม่ตื่นเต้นนะนั่น)

ผ่านไปไม่นาน ทีมก็รวบรวมสมาชิกได้ 10 คน (แบ่งเป็น 2 ทีม ทีมละ 5 คนครับ) ตัวผมอยู่ทีม B ซึ่งมีผม, Kenny, Sister, Binder และ Guardian

เย่ๆๆ ได้มางาน Nich Team Race 2015
เย่ๆๆ ได้มางาน Nich Team Race 2015

จากนั้นผมก็นั่งตื่นเต้นและเฝ้ารอวันที่จะได้เดินทางไปยังกาญจนบุรี

เช้า 1 วันก่อนแข่ง

หลังจากบินมาถึงสนามบินดอนเมือง ,, Measmer มารับผมและมารับ Sister เพื่อไปยังกาญจนบุรีครับ บรรยากาศภายในรถนอกจากจะอัดแน่นไปด้วยจักรยานสามคันแล้ว ยังเต็มไปด้วยการรีวิวสถานที่ (ซึ่งมี Duckingtiger เค้ามารีวิวรอแล้วส่วนนึง) ทีแรกผมไม่ค่อยอยากรู้เท่าไหร่เพราะเกรงว่าความตื่นเต้นมันจะลดลง แต่พอนั่งดูจริงๆ ทางมันชวนหลงมากๆ เลย ก็เลยต้องแอบสืบทางหน่อย

หลังจากถึงที่พัก ประกอบจักรยานเสร็จ รอเพื่อนสมาชิกดราม่าให้ครบ แล้วเราก็ทำ Full brief และเดินทางไปดูจุดไฮไลท์ของการแข่งขันครับ นั่นก็คือที่เนินวังโพ (สายเก่า) ครับ ซึ่ง Measmer ได้อธิบายเส้นทางการปีนขึ้นและการไหลลง เออ… ถ้าไม่มาดูเอง คงงงๆ พอควร แถมแถวนั้นมีทั้งลิงทั้งหมา หวังว่าจะรอดนะ

อีกจุดที่ทีมมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญคือทางลูกรังระยะ 8 กม. เพราะว่าวันที่เราไปถึงฝนตกหนักทั้งคืน และคิดว่าถนนวันที่แข่งก็คงเละไม่มีชิ้นดีเช่นกัน (จากที่เห็น DT รีวิวเป็นทราย คาดว่า น่าจะกลายเป็นโคลน) เราตัดสินใจว่าจะไม่ไปสำรวจทางดังกล่าว เนื่องจากรถยนต์จะทำให้ถนนที่เยินอยู่แล้วเยินขึ้นไปอีก

ฝนตกแทบทั้งคืน (แต่ดีที่ตอนเช้าหยุดไปละ)
ฝนตกแทบทั้งคืน (แต่ดีที่ตอนเช้าหยุดไปละ)

หลังจากแวะดูทางเสร็จ เราก็ไปหม่ำๆ ข้าวเย็นและของหวาน จากนั้นก็กลับเข้าที่พัก นั่งสวดภาวนาให้ฝนหยุดซักทีเหอะ (ห้าทุ่มยังไม่หยุด)

เช้าวันก่อนแข่ง

ถึงแม้เวลานัดหมายอยู่ที่เจ็ดโมงครึ่ง แต่ผมก็สะดุ้งตื่นตั้งแต่หกโมงเช้า และแต่งตัวเสร็จ/หม่ำอะไรรองท้อง/เตรียมของให้พร้อมราวๆ หกโมงครึ่ง ,, เราทั้งสองทีมค่อยๆ ปั่นออกมาจากที่พักไปยังสถานที่ปล่อยตัวเป็นทีมแรกๆ เลย บูทต่างๆ ยังเปิดไม่เต็มที่ แต่ผมก็ขอซัดกาแฟซักโดสก่อนละกัน

ผมค่อนข้างตื่นเต้นพอควร เท่าที่พอจำความได้เข้าห้องน้ำไป 3-4 รอบเลย

ระหว่างนั่งรอนี่ตื่นเต้นมากๆ อิอิ
ระหว่างนั่งรอนี่ตื่นเต้นมากๆ อิอิ
กับเราทั้ง 10 ,, ตัวแทนจาก Dramatical rieders
กับเราทั้ง 10 ,, ตัวแทนจาก Dramatical rieders
ในที่สุดก็ถึงเวลาปล่อยตัวแล้วครับ
ในที่สุดก็ถึงเวลาปล่อยตัวแล้วครับ

ทีมเราปล่อยตัวเป็นทีมที่ 6 ครับ ,, ซึ่งพอให้สัญญาณปุ้บ ผมก็รีบพุ่งออกไปทันที หวังจะลากให้ทุกคนเต็มที่ครับ
แต่พอก้มลงดู HR นี่พุ่งไป 160-170/min เลย ,, เฮ้ยยยย ตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น 555
ออกไปได้ราว 500 เมตร ตัวแปรแรกมาละครับ นั่นคือสี่แยกที่เราจะต้องเลี้ยวขวาครับ ซึ่งถ้าทีมไหนซวยต้องติดไฟแดง คำนวณคร่าวๆ ถ้าซวยสุดๆ น่าจะเจอไฟแดงเกือบ 2 นาทีเลย แต่ทีมเราค่อนข้างโชคดีมากๆ ครับ ที่เจอไฟเขียวพอดี (ซึ่งคล้อยหลังผมนิดเดียวก็กลายเป็นเหลืองแล้ว)

พุ่งไปด้วยกันเลย เส้นชัยอีกไม่ไกลแล้ววว

จนถึง Checkpoint แรก

ผมค่อนข้างตื่นเต้นพอควร+ไม่เคยแข่งงานแบบนี้เหมือนกัน เลยไม่รู้ว่าจะต้องคำนวณแรงยังไง ก็เลยเติมไปเรื่อยๆ แล้วกัน ทีแรกตั้งกันที่ความเร็ว 30-35km/hr ,, แต่อากาศเย็นๆ หมอกจางๆ หลังฝน ไม่มีอดด แถมลมส่งเบาๆ ก็เลยจัดกันที่ 35-40km/hr ซึ่งทุกคนยังไหลตามมาได้ แถมรวบทีมอื่นๆ จนเราขึ้นไปอยู่ที่สามได้ บอกตรงๆ ว่าความหวังโพเดี้ยมมาเต็มจุดนี้

พุ่งกันไปด้วยกันจนถึงเส้นชัยเลย
พุ่งกันไปด้วยกันจนถึงเส้นชัยเลย
ช่วงแรกยังเกาะเรียงเป็นแถวได้สวยงามมากๆๆ
ช่วงแรกยังเกาะเรียงเป็นแถวได้สวยงามมากๆๆ

หลังจากข้ามทางรถไฟก็เป็นสัญญาณว่า เราต้องเตรียมเลี้ยวขวาและเข้าช่วงที่เป็นเนิน+เนินซึมยาวประมาณ 8 กม. + เนิน 5% ปิดท้าย ซึ่งจุดนี้ก็ไม่ได้อัดอะไรมาก พยายามลากไปเรื่อยๆ คง av ไว้ราวๆ 25-30km/hr ให้ทุกคนพอไปไหวครับ จนถึงเช็คพ้อยท์แรกครับที่ถ้ำพุหว้า

หลังจากดูสภาพแต่ละคนที่เช็คพ้อยท์แรก ทรงน่าจะพอไหว หอบเบาๆ พอเป็นพิธี ให้เวลาพักกันราวๆ 5 นาที (+น้องแบงค์สายฟิกซ์มาปั่นหมอบครั้งแรกเล่นเอาชิฟเตอร์หลวมเลยทีเดียว) ให้น้ำให้ท่าแล้วเราก็ไปต่อกัน

มากะดราม่าไม่ดราม่าได้ไง

ลงมาจากวัดถ้ำพุหว้าผมก็จัดต่อเลยครับ เพราะช่วงนี้จะเป็นทางราบเสียเยอะ (ก่อนถึงเนินวังโพซึ่งเป็นจุดที่ชันที่สุดของการแข่งนี้) เราน่าจะทำเวลาได้ดีในช่วงนี้ และโพเดี้ยมก็ไม่น่าจะอยู่ห่างจากเรามากนัก ,, แต่มันก็ไม่เป็นตามนั้นครับ

เพราะพอมองย้อนไปก็ค้นพบว่า Kenny หลุดกลุ่มไปราวๆ 500 เมตรครับ แถมคอตก ดูเหนื่อย และเร่งรอบขาไม่ออก ,, เอาละครับ สัญญาณไม่ดีมาแล้ว เพราะนั่นคืออาการของสิ่งที่เรียกว่า “ผู้ชายคนนี้กำลังหมดแรง” ครับ

ผมก็พยายามถาม Kenny ตลอดว่าไหวมั้ยๆๆๆ แกก็ตอบว่า ไหวๆๆๆ ,, แต่จริงๆ สายตาและลีลาท่าทางของแกนั้นพูดได้คำเดียวว่าไม่ใช่เลย แกคงอยากถอดคลีทและโยนจักรยานทิ้งไว้ตรงนั้น แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ครับ!!! ยังไม่ถึงครึ่งทางเลยเฟร้ยยยยยยย

นี่ยังไม่ถึงครึ่งทาง Kenny ก็ชวนหมดแรงเสียแล้ว
นี่ยังไม่ถึงครึ่งทาง Kenny ก็ชวนหมดแรงเสียแล้ว

จากทีมอันดับสาม เราก็เริ่มถูกทีมอื่นแซงแล้วแซงเล่าจนเริ่มนับอันดับไม่ถูก อยากจะเร่งแซงแต่หันไปมอง Kenny จุดนั้นแค่หายใจเฉยๆ ยังลำบาก แถมหลุดเป็นช่วงๆ เราพยายามปรับ formation ทีมให้เป็นแถวพอลากกันให้ไหว แต่ Kenny ไม่สามารถเกาะหรือดูดใครได้เลย ทำให้หลุดแตกอยู่ตลอด ,, จุดนั้นหงุดหงิดพอสมควร ฮึ่ยๆๆๆ

ปั่นไปได้เกือบสองชั่วโมง กับแดดร้อนที่เริ่มแย้มมาทักทาย กับ Kenny ที่เริ่มกรอบลงไปทุกที ,, Guardian จึงตัดสินใจพักที่ร้านขายของชำเพื่อเติมน้ำและลดความบอบช้ำก่อน ซึ่งหลังจากที่เราได้คุยและปรึกษาทีมและ Back to basic กันใหม่ จากที่กะลากกันใส้แตกแหกฉีก กลับมามองเป้าหมายงานนี้จริงๆ คือเราคงต้องเป็นการพา “ทีมเรา” ให้ถึงเส้นชัย “ทั้งห้าคน” “พร้อมกัน”

เหลืออีกครึ่งทาง เราจะไปด้วยกัน

เนินวังโพสายเก่า และเช็คพอยน์ที่ 2

อีกไม่ไกล เราก็ถึงเนินสำคัญและชันที่สุด นั่นคือ เนินวังโพ ซึ่งที่เราจะปีนขึ้น คือสายเก่า ซึ่งชันและอันตรายค่อนข้างมาก (โชคดีที่ Measmer แนะนำ + survey ทางเล็กน้อย จึงพอมองภาพออกบ้าง) และทุกคนก็หวังว่าผมจะมีโอกาสฝากชื่อทีมดราม่าไว้บน Strava กับเนินนี้ได้บ้าง

พอผ่านทางรถไฟไป ถนนก็เริ่มยกตัวชันขึ้น อุปสรรคแรกของผมคือสุนัขครับ โชคดีมากๆ ที่มันมองผมแล้วก็ยิ้มแฮะๆๆ
พอผ่านสุนัขไป ถนนก็ยกตัวชันขึ้นอีกครับ ผมเริ่มปั่นผ่านผู้คนที่กำลังต่อสู้กับความชันและแรงโน้มถ่วงเช่นเดียวกับผม
ยิ่งปั่นผ่านไป ความชันก็ยิ่งไม่มีทีท่าจะลดลงเลย หลายคนพยายามเลี้อย หลายคนเข็น ,, แต่ผมยังต้องกัดฟันอัดต่อ
มีแต่คนถามว่า ตรงนั้นชันกี่เปอร์เซนต์, หัวใจเต้นเท่าไหร่ บอกเลยว่าไม่ได้ก้มดูเลย จุดนั้นมองแต่ทางข้างหน้าเพราะกลัวไปชนคนอื่น

มาถึงแล้วครับ เนินวังโพ ,, จุดที่ใครก็บอกว่ายากที่สุดในการแข่งครั้งนี้
มาถึงแล้วครับ เนินวังโพ ,, จุดที่ใครก็บอกว่ายากที่สุดในการแข่งครั้งนี้

จริงๆ ดูทรงละถนนตรงจุดนั้นอันตรายมาก เพราะเราไม่ได้แข่งถนนปิด รถยนต์สามารถขับขึ้นลงได้ตามสะดวกแถมมีบางโค้งเป็นโค้งหักศอก+จุดอับ เห็นหลายๆ คนปั่นเลี้อยข้ามเลนแล้วเสียวแทนเลย คหสต.ถ้าไม่อะไรมาก แนะนำปั่นในเลนตัวเองดีกว่าครับ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ถอดคลีทจูงรถดีกว่า

เผลอๆ เร็วกว่าเลื้อยด้วย

กัดฟันไปถึงสามแยกที่เป็นจุดตัดกับแยกวังโพสายใหม่… หมายความว่าเราได้ผ่านจุดที่ชันที่สุดแล้วสินะ อ่าห์…
ผิดครับ!! เพราะหลังจากนั้นยังมีเนินซึมเรื่อยๆ อีกเป็นกิโล พูดตรงๆ ว่าโคตรทรมานแทบจะถอดใจ
กระทืบลูกบันไดไปแต่ละครั้งนี่น้ำตาแทบไหล ทั้งเหนื่อย ทั้งเจ็บ ทั้งปวด ทั้งท้อแทบถอดใจ
แต่สิ่งที่ทำให้ผมไม่ถอดใจคือลิงครับ ,, ไม่รู้ไปทำกรรมอะไรมาหรือหน้าผมมันกวนตีนอะไรมัน ฝูงลิงมันมองหน้าผมแล้วก็แยกเขี้ยว จากนั้นมันก็วิ่งตามครับ เช้ดดดดด ไม่ต้องคิดอะไรมาก อัดขึ้นเนินปั่นหนีลิงด่วนๆ เลยครับ

ไม่ต้องคิดอะไรมากครับ แค่กดให้สุดแรงก็พอ
ไม่ต้องคิดอะไรมากครับ แค่กดให้สุดแรงก็พอ

สุดท้ายทั้งหมดทั้งมวลใช้เวลาปีนเจ้าเนินนรกนั่น 12:04 นาที และถึงเช้คพ้อยท์ที่สองอย่างปลอดภัยจากฝูงลิง

Mud way :: Kenny Show time

สิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดอย่างหนึ่ง คือการยอมรับตัวเองและการปรับตัวให้เข้ากับทีม

หลังจาก Kenny เริ่มรับสภาพว่าเค้าไม่โอเค และเราปรับสไตล์การปั่นเพื่อทีมรอด
การขึ้นเนินวังโพก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับแกเพราะ Kenny เซฟตัวเองด้วยการจูง ทำให้ขาแกได้พักและค่อนข้างสดมาก

เละ เละ เละ!!!
เละ เละ เละ!!!

หลังจากหมดเช็คพอยท์ที่สอง เราก็จะไปลุยถนนลูกรังครับ
แต่วันก่อนแข่งฝนตกหนัก ทำให้สภาพลูกรังปนทรายกลายเป็นโคลนย่อมๆ
ช่วงนี้เราเลยเน้นปั่นใครปั่นมันละกัน แค่เกาะกลุ่มแบบหลวมๆ พอ

ที่น่าแปลกใจคือ Kenny ไหลไปตามเนินลูกรังและโคลนได้ดีมาก และน่าจะทำได้ดีที่สุดในกลุ่มพวกเราเลย
ผมว่าเราวางแผนไม่ผิด ,, Kenny ไม่บอบช้ำเกินไป
Sister ล้มเบาๆ ทีนึงหลังจากเอาล้อตัวเองไถลงบนทราย ถลอกนิดๆ แต่ปั่นต่อได้ไม่มีปัญหา
ปลายลูกรังเป็นเช็คพอยท์ที่สาม

เราจะมุ่งไปสู่เส้นชัยกันอีกอึดใจเดียว

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ดราม่าไม่หยุดเพื่อคุณหรอก

ช่วงสุดท้ายแล้ว ระยะทางแค่ราวๆ 40 กม. กับเนินซึมเล็กๆ และไหลลงเข้าเส้นฟินๆ
ก่อนที่เราจะเริ่มแข่ง เราแพลนกันว่าช่วงนี้จะเป็นช่วงจัดหนักเพื่อทำเวลาให้ดีที่สุด
แต่ดูจากสภาพตอนนี้ น่าจะเป็นการปั่นประคองทีมมากกว่า ทั้งด้วยสภาพแต่ละคนที่เยินเหลือเกิน แถมแดดแรง และแรงต้องปั่นต้านกับลมด้วย
เราเลยจัด formation ให้ลากบังลมให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ Kenny สบายที่สุด
จัดไป 30-35km/hr อีกไม่นานเราก็จะจบทริปด้วยกัน

ไหนๆๆ ใครหมดแรงฟระ!!!
ไหนๆๆ ใครหมดแรงฟระ!!!

ถึง 25 กม. สุดท้าย สิ่งที่เรากังวลที่สุดก็มา นั่นคือ ตะคริวของ Kenny ครับ
และตะคริวของแกมันเป็นเยอะมากจนไม่สามารถถอดคลีทด้วยตัวเองได้
ต้องมีเรา 2 คน ปั่นนำหน้าแล้วไปจอดรอ เพื่อเป็นจุดให้แกเกาะ
ส่วนอีก 1 คน ต้องเป็นคนรอเพื่อบิดเท้าและปลดคลีทให้
ส่วนอีกคน ต้องเป็นคนประคองแกลงมาพัก

ถึง 15 กม. สุดท้ายกับแดดร้อนใกล้เคียงกับนรกก็ชวนให้ตะคริวของ Kenny มาหาอีกครั้ง
จริงๆ ไม่ใช้กับแค่ Kenny นะ ,, เราเห็นหลายๆ ทีมนอนกองข้างถนนบ้าง อยู่ใต้เงาไม้บ้าง เพื่อเหยียดขาไล่ตะคริวออกไป
แต่จากประสบการณ์เรา การจอดเพื่อเหยียดขาที่ร้านขายน้ำเย็นๆ เป็นอะไรที่ดีที่สุด

เหลืออีก 9 กม. สุดท้าย แดดเปรี้ยงยิ่งกว่าเปรี้ยง ตะคริวถามหา Kenny อีกครั้ง ,, ไม่ต้องคิดอะไรมากครับ
เราหาร้านขายของชำ, เตรียมตัวรับ Kenny และจัดเครื่องดื่มเย็นๆ คนละหน่อย
ทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสนุก (ปนทรมาน)

Mission Complete!!
Mission Complete!!

และสุดท้ายเราก็ถึงเส้นชัยพร้อมกันทั้ง 5 คน
พวกเราดีใจกันมากที่ลากกันพากันมาถึงสุดทางได้
แต่คนที่น่าจะดีใจที่สุดน่าจะเป็น Kenny ที่ร่อแร่มายาวนานกว่าครึ่งทาง
ขอบคุณทีมที่เรามาถึงจุดนี้ได้

รางวัลของผมคงไม่พ้นเจ้าสามชั้นนี่ 555
รางวัลของผมคงไม่พ้นเจ้าสามชั้นนี่ 555

ขอบคุณทุกคนมากๆ ครับ

สรุปกิจกรรม Nich Team Race 2015

เป็นกิจกรรมที่ผมว่าดีมากอะ มันทำให้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม
ตั้งขอบคุณทั้งคณะผู้จัดงาน Nich นี้ ที่ทำมันออกมาได้ดีมากๆ อาจมีขาดตกบกพร่องบ้างแต่ก็เล็กน้อยมากๆ

และที่สำคัญ ต้องขอบคุณ Measmer ที่จัดทีมแบบนี้
ถ้าเราจัดทีมให้สมาชิกเก่งๆ ทุกคน มันก็จะเหมือนปั่นแข่งทั่วๆ ไป
แต่พอมาแบบนี้ ได้ใช้สมองขึ้นอีกเยอะในการวางแผนการปั่น และการจัดรูปแบบการปั่นให้เข้าเส้นกันได้หมด
จนรู้สึกว่าการประกาศอันดับ 1-2-3 มันดูไม่มีความหมายเลย เมื่อเจอหน้า Kenny ยิ้มตอนเข้าเส้นเลย

โฉมหน้าผู้ทรงพลังแห่งทีม B ครับ
โฉมหน้าผู้ทรงพลังแห่งทีม B ครับ

ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนที่ถ่ายรูปให้ครับ (และยืมมาใช้ในบล๊อกด้วย)
อีกคนที่ต้องขอบคุณคือเจ้ามิก เรียกว่าแทบจะเป็นช่างประจำตัวผมเลย
เซ็ตรถและดูแลรถผมได้ดีมากๆ แทบเรียกว่าไร้ที่ติเลยทีเดียว

ถ้ามีโอกาสอีก เจอกันปีหน้านะครับ กับ Nich Team Race 2016