ครั้งแรกในชีวิต ปั่นพิชิตยอดดอยอินทนนท์

ทีแรกว่าจะไม่เขียน blog ตอนนี้ละ (เพราะตอนเก่าๆ ค้างไว้เยอะมาก 555) แต่เอาเป็นว่าเขียนไว้ซักหน่อยละกัน เผื่อใครๆ อยากจะปีนอินทนนท์จะมาเก็บข้อมูล (หรืออย่างน้อยผมก็มาดูเองเผื่อว่าจะปีนขึ้นวันหลังหรืองานเทศกาลฯ ปีถัดๆ ไป) ซึ่งหลักๆ ผมจะเล่าเกี่ยวกับการเตรียมตัว (ซึ่งก็จะมีหัวข้อหลังๆ คือการซ้อม, น้ำหนักตัว, อาหาร และการเซ็ตรถ หลักๆ เป็นความเห็นผมนะ อาจไม่ถูกหลักการบ้างน่ะ), บรรยากาศวันจริง+บรรยากาศการปั่นขึ้น และความเห็นเล็กๆ น้อยๆ ในงานครับ

ครั้งแรกกับการปั่นขึ้นอินทนนท์ครับ
ครั้งแรกกับการปั่นขึ้นอินทนนท์ครับ

เริ่มตั้งแต่กดสมัครไป

ผมเห็นงานประเพณีปั่นขึ้นดอยอินทนนท์ คนพันธุ์อึด ครั้งที่ 7 โพสในเวป ThaiMTB สักช่วงละ ทีแรกก็อยากไปแหละแต่หาใครไปด้วยไม่ได้ ทีแรกก็คิดว่าจะติดรถใครไปดีหนอ แต่ถ้าหาใครไปไม่ได้จริงๆ ก็จะไปคนเดียวนั่นแหละ คิดไปคิดมาก็ลืมไปเลย แถมทำงานอันเอ่อล้นมหาศาลจนเกือบลืมไปละ พอดิบพอดีมีลูกพี่ลูกน้องโทรมาว่าจะไปปั่นก็เลยเพิ่งนึกขึ้นมาได้เลยรีบไปสมัคร เกือบไม่ทันแล้ว เรียกว่าตื่นเต้นตั้งแต่ก่อนกดสมัคร ฮาๆๆๆ

ปัญหาต่อมาคือผมเตรียมตัวไม่ถูกเหมือนกัน เพราะผมไม่เคยปั่นจักรยานขึ้นดอยอินทนนท์เลย ครั้นนั่งรถยนต์ขึ้นก็สิบกว่าปีมาแล้ว กะจะลองขับรถไป survey ทางบนดอยก็ไม่ว่างเลยช่วงนี้ อยู่เวรตลอด แถมดูจะสิ้นเปลืองทรัพยากรไม่น้อย สุดท้ายเลยเน้นการหาข้อมูลผ่านเนตเอา เวิร์คบ้างไม่เวิร์คบ้างก็ว่ากันไป แต่ที่ผมชอบมีบล๊อกของฝรั่งคนนึงเขียนดีมากๆกับประสบการณ์ปั่นเดี่ยวของคนไทยอีกคน ,, แต่หลังจากค้นข้อมูลเสร็จ ดูระยะทาง+ความชันแล้วค่อนข้างท้อมากๆๆๆ ยิ่งเห็นกราฟิกความชันเทียบกับดอยต่างๆ แล้วท้อหนักกว่าเดิม เฮ้อ…ดอยสุเทพที่เราเคยมั่นใจปั่นยังแค่หนึ่งในสี่ของทางทั้งหมดเองอะ จะไหวมั้ยวะตรู…

แอบไปยืมกราฟิกเค้ามา จาก Pantip นะครับ (กดรูปเพื่อไปดูต้นตอ)
แอบไปยืมกราฟิกเค้ามา จาก Pantip นะครับ (กดรูปเพื่อไปดูต้นตอ)

ไม่ต้องคิดอะไรมากครับ เครียดไปกังวลไปก็เท่านั้น ซ้อมปั่นเข้าไว้เท่าที่เวลาอำนวยละกัน ซ้อมแถวๆ นี้ละกัน ซึ่งมันก็เป็นดอยอยู่บ้างแหละ ผมไม่ได้มีตารางซ้อมเป๊ะๆ นะ ออกแนวปั่นเป็นปกติมากกว่า ไต่ดอยแถวนี้ไป ทั้งดอยลาง, วัดท่าตอน, ดอยสุเทพ, และดอยผ้าห่มปก (จริงๆ พวกนี้ก็ชันนะ เท่าที่ลิสต์มานี่ชันราวๆ 8-10% เลย) เฉลี่ยๆ ซ้อมผมวันละชั่วโมงถึงชั่วโมงครึ่งในทางขึ้นเขา อาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง ซึ่งถามผมจริงๆก็ปั่นแนวๆ นี้อยู่แล้วก็พอไหว ,, บอกตรงๆ ว่าทุกครั้งที่ซ้อมปั่นขึ้นดอย ภาพที่ผมปั่นขึ้นอินทนนท์มันเข้ามาหลอกหลอนผมตลอด บั่นทอนความมั่นใจและสมาธิไปไม่น้อย กลัวไม่ถึงบ้าง กลัวได้เข็นบ้าง สุดท้ายเอาเป็นว่าขอตั้งเป้าไว้แค่ขอถึงภายในเวลาหกชั่วโมงเป็นเป้าหมายแรกละกัน จะได้ไม่กดดันตัวเองมาก

ความสนุกของการไต่เขาอย่างหนึ่งสำหรับผมคือความท้อครับ คือการขึ้นดอยมันหยุดไม่ได้นะ มันจะปล่อยล้อฟรีเหมือนปั่นทางราบไม่ได้นะ ทางชันอยู่ข้างหน้าแล้วมึงจะสู้ต่อมั้ย ถ้าสู้ก็กดกันต่อไป กดแรงไปก็ตะคริว กดเบาไปรถก็ไม่ไปข้างหน้าต่อ ถ้ายอมแพ้ก็ปลดคลีทแล้วไหลลงกลับไป ,, ทางบางทาง อาทิ ดอยผ้าห่มปก (โดยขึ้นทางดอยแหลม) เนี่ยสร้างความท้อแท้ได้อย่างสุดยอด มองเห็นทางชันราวๆ ร้อยกว่าเมตรปีนไปสิๆ เดี๋ยวก็หมดโค้งแล้ว พอขึ้นไปจะหมดโค้งกลับพบว่าทางแม่งให้เราปีนอีกชันกว่าเดิมด้วย เป็นแบบนี้สี่ห้าโค้งติดๆ กัน แถมเจอแบบนี้สองสามรอบ บางช่วงนี่ชันราว 35% เลย ปีนไปปีนมาเห็นทีแรกร้อยกว่าเมตรแต่ปีนจริงเป็นโล ,, ซึ่งตั้งแต่ปั่นมาเนี่ย ผมไม่เคยท้อเท่านี้มาก่อนเลย (แต่ก็ปั่นถึงยอดมาแล้วนะ ฮาๆๆๆ แทบตายเหมือนกัน)

ถ้าคุณเป็นเจ้าทางเรียบ ปั่นแถวๆ กรุงเทพฯ และเขตปริมณทลมาตลอดอาจซ้อมและปรับตัวลำบากหน่อย เพราะไม่มีเขาให้ซ้อม ซึ่งการซ้อมจริงต่างกับเทรนเนอร์มากๆๆๆๆ รวมทั้งการซ้อมปีนเขาเดือนละ 1-2 ครั้งอาจไม่พอเท่าไหร่ ในการฝึกจากทำรอบขาและฝึกกำลังขาในการปั่น, การถ่ายน้ำหนักไม่ให้ล้อยก, การโยกและการนั่งปั่น, การเปลี่ยนเกียร์บนทางชัน, การฝึกปลดคลีทบนเนินและฟีลลิ่งในการปีนเขาในด้านต่างๆ ซึ่งมันไม่ได้ง่ายเหมือนที่คิดเลยนะ รวมทั้งท่านจะเสียเปรียบในการปรับตัวเข้ากับสภาวะอากาศที่เบาบางบนยอดเขาด้วย

ต่อมาก็เรื่องน้ำหนักตัว + น้ำหนักรถ ซึ่งผมหนักราวๆ 79-80 กิโลกรัม (+รถหนัก 9 โลนิดๆ แต่ถ้าใส่น้ำ 2 ขวดและกระเป๋าใต้หลักอานก็เกือบๆ 10 โลเหมือนกัน) การคุมน้ำหนักตัวก็ลำบากเช่นกัน เพราะถ้าหนักไปก็ขึ้นเขาลำบาก แต่ถ้าเบาไปก็ไม่มีแรง จุดนี้ผมเลยพยายามรักษาน้ำหนักให้เท่าๆ เดิม หรือลดนิดหน่อย แต่จะเน้นซ้อมให้หมดแรงจนเริ่มมี sign ของภาวะน้ำตาลต่ำ แล้วอัดข้าวไปเยอะๆ แทน ส่วนอาหารก็ทานคล้ายๆ เดิมครับ ข้าว 3 มื้อ งดขนมระหว่างมื้อและน้ำอัดลมหวานๆ ,, ส่วนรถก็ไม่ได้ลดน้ำหนักอะไร งบไม่ถึงที่จะเปลี่ยนเฟรมเป็นคาร์บอน (แถมผมดันชอบฟีลลิ่งกระด้างๆ แบบอลูด้วยสิ 555) ก็ปั่นคันเดิมๆ คือ Bianchi Impulso แต่เสริมล้อ Eurus เข้าไปหน่อย น้ำหนักเลยหายไปราวๆ ครึ่งโล ,, สุดท้ายก่อนขึ้น ชั่งได้น้ำหนัก 78.5 โล

จริงๆ เท่าที่ผมลองใช้ Eurus หลายครั้งพบว่ามันก็ไม่ได้ต่างกับล้อติดรถมากหรอกนะ โดยเฉพาะในทางราบๆ หรือยิงกันยาวๆ แต่กับทางขึ้นเขาแล้วอาจมีบ้างเล็กน้อย จังหวะกดหรือจังหวะที่พุ่งขึ้นจุดที่ชันมากๆ จะทำได้ดีกว่าล้อติดรถบ้างเล็กน้อย ,, ซึ่งผมเลือก Eurus มากกว่า Shamaal เพราะลูกปืนในดุมเป็นลูกปืนธรรมดา แต่ Shamaal เป็นเซรามิค ซึ่งแม้จะลื่นกว่าจริง แต่ถ้าโดนผมกดหนักๆ รับรองแตกเป็นผุยผงแน่ๆ 555

ถอยล้อ Eurus มาใช้ขึ้นดอย ,, ฟินดีนะครับ
ถอยล้อ Eurus มาใช้ขึ้นดอย ,, ฟินดีนะครับ

ส่วนข้อเสียของ Eurus คือ อะไหล่หายากครับ เพราะผู้นำเข้าไม่ค่อยเอาอะไหล่เข้ามาเท่าไหร่ (จนหลังๆ เริ่มเห็นคนหิ้วอะไหล่เข้ามาบ้างนะ) รวมทั้งการตั้งล้อหากมีคดหรือโบกทำได้ยากมาก เพราะนอกจากจะต้องใช้คนที่ชำนาญล้อของ Campagnolo แล้วยังต้องใช้เครื่องมือที่พิเศษด้วย ใช้ตัวดัดของหัวซี่ทั่วไปไม่ได้ (ถ้าใครซื้อล้อมือสองต้องมีที่จับซี่กับที่ดัดล้อแถมด้วยเสมอนะ) ซึ่งถ้าอยากให้ง่ายกว่าก็ใช้ล้อ Dura-Ace C24 ก็ได้ครับ (เป็นคู่ที่หลายคนเอามาเทียบกันนะ แต่ที่ผมเลือก Campag เพราะการขึ้นซี่ล้อมันเท่ดี แถมซี่เป็นแบบแบนด้วย เก๋ๆๆๆ)

คหสต. คือถ้าต้องจ่ายเงินสองหมื่นเพื่อล้อสำหรับปั่นงานเดียวหรือปั่นเพื่อออกกำลังกายแล้วไม่คุ้มมากเท่าไหร่ เว้นว่าเน้นไปทางสายแข่งขัน, งบเหลือหรืออยากแต่งให้เท่ๆ พอ

สำคัญอีกอย่างที่สำคัญมากๆ คือเช็ครถนะครับ โดยเฉพาะพวกจุดหมุนต่างๆ ลูกปืนในจุดต่างๆ เช่นถ้วยคอ, กะโหลก, ดุมล้อ, บันได, เกียร์ และตรวจด้วยว่าโซ่ยืดป่าว, สาบเบรคสายเกียร์ว่าไหวมั้ย จะขาดกลางทางป่าว, ผ้าเบรคหมดป่าว, ยางนอกสถาพพร้อมมั้ย, ลมยางในเป็นไงบ้าง ฯลฯ ,, ซึ่งการดูแลหรือเปลี่ยนอะไหล่พวกนี้คุ้มราคากว่าซื้อล้อใหม่ ออๆ แนะนำว่าเช็คก่อนขึ้นราวๆ อาทิตย์นึงนะ เผื่อมีปัญหา+จูนรถให้เข้ากับตัวเราหลังจากเปลี่ยนเสร็จและเราจะได้คุ้นกับอะไหล่ที่เปลี่ยนไปด้วย ซึ่งต้องขอบคุณน้องมิคกี้กับคุณปอนด์ที่ช่วยดูแลให้อย่างดีมากๆ เกียร์ลื่นโคตรๆ ชุดขับ 105 แท้ๆ แต่ลื่นยังกะ Dura Ace

อีกเรื่องคือชุดเกียร์ คือผมใช้ 50-34 กับ 12-28 มาตลอด และชินกับการใช้เกียร์แบบนี้ เลยไม่ได้ปรับไปใช้เฟืองเสือภูเขา

เห็นบางคนใช้เฟืองภูเขาอย่าง 11-36, 11-34 ก็ดีนะ เบาแรงไปได้ไม่น้อยเลย ถ้าใส่กับ Compact นี่ก็ทด 1:1 เลย แต่ต้องคำนวณดีๆ หรือไม่งั้นอาจได้ซื้อตีนผีภูเขาใส่แทนด้วย เพราะถ้าตีนผีขาสั้นไป เดี๋ยวจะเกิดความเครียดความเค้นกับเฟรมมากไป พาลเอาเฟรมร้าวง่ายๆ เลย แถมเอารุ่นนี้มาผสมกับรุ่นนี้ผมก็ไม่เชี่ยวชาญเสียด้วยสิ ,, คหสต.นะ ซื้อเสือภูเขาเอาขึ้นเลยยังจะง่ายกว่า 555

เตรียมตัวไม่ทัน ก็พกยาดมหลอดใหญ่ๆ ไปด้วยครัช
เตรียมตัวไม่ทัน ก็พกยาดมหลอดใหญ่ๆ ไปด้วยครัช

1 สัปดาห์จนถึง 1 ชั่วโมงก่อนปั่น

5 วันสุดท้ายเป็นช่วงที่ผมไม่ได้ซ้อมขึ้นดอยใดๆ ไม่ใช่ว่าขี้เกียจหรือเก็บแรงนะ แต่พอดีว่ามีสัมมนาในตัวเมืองแทบทั้งวัน อดไปซ้อมขึ้นดอยตามที่แพลนไว้เลย ฮาๆๆๆ จะมีก็แค่ปั่นชิลๆ ไปกินกาแฟ เรียกรอบขานิดหน่อย ช่วงนี้ก็เป็นช่วงปั่นไปเช็ครถไป หาซื้อเจลไป เตรียมตัวเตรียมใจไหว้พระก่อนปั่นจริง (แต่จริงๆ ก็มีดี เหมือนเป็นช่วงพักฟื้นก่อนเจอของจริงเลย)

ส่วนวันสุดท้ายผมพลาดไปนิดที่จัดบุฟเฟต์ปลาดิบในตอนเที่ยงวันก่อนขึ้น ท้องเลยอืดเล็กน้อย เพิ่งมาสำเหนียกตัวเองหลังกินว่าจะคุมน้ำหนักไปทำไมถ้าวันปั่นจริงจะต้องแบกมวลมหาปลาดิบน้ำหนักสามสี่ขีดขึ้นดอยไปด้วย, ส่วนตอนเย็นกินข้าวเหนียวครึ่งห่อ ไก่ทอดน่องครึ่ง

ผมแหกขี้ตาตื่นวันที่ 15 ก.พ. ราวๆ ตีสามครึ่งเพราะต้องไปรับลูกพี่ลูกน้องที่จะไปปั่นด้วยกัน ก็ต้องขอบคุณคุณแม่ที่ลงมาทำไข่ดาว+มะเขือเทศ (กะให้ขี้แตกกลางทางสินะ) ,, หลังจากรับลูกพี่ลูกน้องผม+แพครถเสร็จก็ขับรถไปจอมทองราวๆ ชั่วโมงนึง ในมือตอนนั้นผมมีเจล Powerbar 5 ห่อกับน้ำ 2 ขวด คิดว่าอาจไม่พอ เลยซื้อกล้วยตาก 1 ห่อเล็ก และ Snickers ขนาดกลางอีกอันนึง

ไม่เคยคิดว่าเจลมันจะสำคัญขนาดนี้มาก่อน รสชาติทุเรศแต่กินละดีดมาก
ไม่เคยคิดว่าเจลมันจะสำคัญขนาดนี้มาก่อน รสชาติทุเรศแต่กินละดีดมาก

ช่วงนี้เห็นเจเล่ทำเจลมาขายด้วยน่ะ รสชาติอร่อยดี เหมือนกับเยลลี่ปนกับเจล ดึ๋งๆ หยุ่นๆ อร่อยกว่าเจลแบบนี้มาก แต่ให้พลังงานแค่ 60kcal (ห่อนึง 130 ml) เมื่อเทียบกับเจล Powerbar (41 กรัม)ที่ให้พลังงาน 110kcal (แต่ราคาก็ห่างกันเยอะมากๆๆๆ เจเล่อันละสิบบาท ,, ส่วน Powerbar อันละหกสิบบาท) ,, เอาเป็นว่าความเห็นส่วนตัวผม เจลของเจเล่กินเพลินๆ ออกแนวอิ่มมากกว่าให้พลังงานชดเชยนะ

เมื่อถึงจอมทอง, พระอาทิตย์เริ่มทอแสง, ยกรถลงจากแรคแล้วรีบประกอบให้เสร็จ+เช็คครั้งสุดท้าย พร้อมแล้วก็ค่อยๆ ไหลกันไปเจอกับพี่น้องมวลมหานักปั่นจำนวนหลายพันหน้าวัดพระธาตุศรีจอมทอง คนเยอะมากๆ รถสวยๆ ทั้งนั้น แอบลองจับลองยกรถคาร์บอนสวยๆ ละโคตรเบาแม่ ถ้าได้เอามาขึ้นดอยละคงฟินน่าดู 555 รถตูล่ะ สู้เค้าได้ปะเนี่ย เอาเป็นว่ากังวลแค่ไหนก็เอาเก็บไว้ใต้เบาะละกัน จุดนี้ไม่พร้อมก็ต้องพร้อมละว่ะ!!!

เริ่มปั่นขึ้นดอย

เอาเป็นว่า ขออ้างอิงภาพนี้จากเวป ThaiMTB ก่อนเลยละกันครับ เทียบกับแผนที่ละกันครับ

แผนที่ขึ้นอินทนนท์แบบคร่าวๆ จาก ThaiMTB ครับ
แผนที่ขึ้นอินทนนท์แบบคร่าวๆ จาก ThaiMTB ครับ

แล้วขอเล่าวิเคราะห์เป็นช่วงๆ นะครับ

  • ช่วงแรกคือ A-B-C เป็นช่วงชิลๆ นะ ปั่นเรื่อยๆ แนะนำว่าถ้าคิดว่าขาแรงพลังเยอะก็อัดแซงไปด้านหน้าเลย แต่ถ้าให้ผมแนะนำก็คงค่อยๆ ไหลไปดีกว่า ผมเป็นพวกขาอ่อนมากๆ ฮาๆๆๆ ตรงนี้จะผ่านด่านที่ 1 ตรงที่เก็บเงินของอุทยานฯ นะ แต่วันนี้ไม่ต้องเสีย ช่วงนี้ไม่มีอะไรบ้าง หนักเป็นทางตรง ชันเบาๆ มีเนินระยะสั้นๆ นวดเราบ้าง
  • แต่ระหว่าง C-D นี่จะมีเนินนึง ชันพอตัวเลย Range ประมาณ 10-18% ยาวประมาณ 600 เมตรครับ ขอเรียกมันว่าเนินรับน้อง จุดนี้เหมือนเป็นสัญญาณบอกทุกท่านยินดีต้อนรับเข้าสู่ดอยอินทนนท์นะจ๊ะ
  • พอหมดเนินรับน้องก็ซอยกันไปเรื่อยๆ ครับ ระยะทาง C ถึง D ค่อนข้างยาวมาก เฉลี่ยๆ ก็ค่อยๆ ชันเรื่อยๆ นะ มีเนินเล็กๆ มาจ๊ะเอ๋เราเล่นเป็นพักๆ แถวนี้ผมเริ่มมีล้านิดๆ เจอพี่บางคนพกลำโพงมาด้วย ปั่นไปเปิดเพลงไป เจ๋งดีนะ มันส์ดีนะ ได้กำลังใจจากเพลงไม่น้อยเลย 555
  • จากนั้นพอ D-E เป็นช่วงที่ชันกว่า C-D เกือบๆ เท่าตัว แต่ก็ยังซอยได้เรื่อยๆ อยู่นะ ช่วงนี้ก็มีเนินมาจ๊ะเอ๋เราด้วยเช่นกัน แต่เนินจ๊ะเอ๋มันจะเริ่มหนักและยาวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เลยนะ
  • เกือบๆ จะกึ่งกลาง D กับ E ทางขวามือจะมีป้ายอุทยานแห่งชาติและสถานีเกษตร แวะพักกินข้าวเข้าส้วมได้ครับ หรือจะถ้าเหนื่อยมากๆ พักถ่ายรูปกับป้ายสักพักก็โอเคอยู่นะ
  • พอถึงจุด E ถ้าจำไม่ผิดจะเริ่มเห็นยอดพระธาตุนภเมธนีดล จุดนี้จะเหลือระยะทางอีกประมาณ 10 กิโล แต่ต้องอัพความสูงขึ้นไปอีกเกือบ 900 เมตร (แปลว่าที่เราปั่นมาอย่างเหน็ดเหนื่อยตั้ง 40 โล เราขึ้นมาแค่ 1400 เมตรเองเรอะ!!!)

ซึ่งจุดนี้ เทคนิคแต่ละคนก็จะไม่เหมือนกันนะ ต้องขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความฟิตนะแต่ละคนนะ แต่ส่วนตัวผมทำแบบนี้นะคือ

  • ปกติผมจะปั่นได้แบบเต็มที่ไม่ล้าในทางขึ้นเขาราวๆ สองชั่วโมงนะ (คือเหนื่อยอย่างเดียวน่ะ แฮะๆๆ)
  • ผมกินข้าวเช้ามาก่อน อย่างน้อย 1 ชม. นะ เอาแบบพอดีๆ ไม่เอาจุกมาก เอาไม่หิว สมดุลๆ
  • เจลผมกินซองแรกหลังจากปั่นไปราวๆ 45 นาที หลังจากนั้นจะกินทุกๆ 45-60 นาที (พูดง่ายๆ คือกินทุกชั่วโมง) ดังนั้นถ้ากะทีแรกปั่น 5 ชม. ก็เลยเตรียมเจลไป 5 ห่อ
  • ส่วนน้ำพยายามโหลดเยอะๆ ตั้งแต่ก่อนขึ้น (แต่เอาไม่จุกนะ) จากนั้นก็ค่อยๆ จิบน้ำไปเรื่อยๆ ตามโอกาส แต่พยายามไม่ให้ขาดน้ำและคอแห้ง
  • ส่วน Snicker ก็กินเรื่อยๆ ทีละคำสองคำเวลาหิว ส่วนกล้วยตากไม่ได้กิน เพราะว่าฉีกห่อไม่ทัน ,, ดังนั้นแนะนำว่าสิ่งที่เราจะเตรียมไปกินระหว่างทางควรเป็นบรรจุภัณฑ์ที่สามารถแกะมากินโดยง่ายหรือฉีกด้วยปากได้ สามารถทานเป็นคำได้ (ถ้าคิดว่าจะไม่จอดรถกินอะนะ)
  • ช่วงที่เหมาะกับการปั่นไปกินไปช่วงสุดท้ายไม่ควรเกินจุดกึ่งกลาง E จนถึง F ครับ (ง่ายๆ คือถ้าเห็นด่านที่มีทางเลี้ยวไปแม่แจ่มนั่นแหละ) จากนั้นไม่ควรกินเท่าไหร่ละเพราะทางมันชันเกินไปนิด เอามือที่หยิบขนมกินมาทรงตัวดีกว่า (แต่ถ้าจะจอดรถกินเนี่ยเอาช่วงไหนก็ได้นะ)
  • นอกจากนั้นเทคนิคปั่นก็ทั่วๆ ไปนะ แต่พยายาม keep HR อยู่ในช่วง zone 3-4 ไม่ควรเกินกว่านี้เท่าไหร่
ซอยกันไปเรื่อยๆ อย่างเพิ่งท้อครับ ฮึบๆๆๆ
ซอยกันไปเรื่อยๆ อย่างเพิ่งท้อครับ ฮึบๆๆๆ

เลยจุดที่เรามองพระธาตุฯ เห็นไปอีกราวๆ กิโลกว่า… ดอยอินทนนท์ของจริงก็มาละครับ

8 กิโลสุดท้าย

พูดง่ายๆ คือช่วงนี้จะคือ กึ่งกลาง E ไปจนถึง F และ F ไป G ครับ ซึ่งเป็นของจริงของดอยอินท์แล้ว

ช่วงนี้มันจะล้าสะสมโคตรๆ หลังจากเราโดนนวดมาสี่สิบกว่าโล ซึ่งพอล้าสะสมเยอะๆ + เสียน้ำ/เกลือแร่เยอะๆ + ฝืนลุยต่อ = ตะคริวแดก

ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับตะคริวคือไม่ให้มีตะคริว สำคัญสุดๆ คือการกะแรงให้ถูกกับระยะทาง แต่ปัญหาคือเราไม่เคยขึ้นอินทนนท์มาก่อน ผมก็เลยค่อยๆ ซอยขาตามจังหวะของเราไปเรื่อยๆ อย่าให้ล้ามาก ไม่เร่งแต่ไม่ให้มีตะคริว พยายามอย่าเร่งแซงตามไปเอาคืนคนที่แซงเราไป พยายามปั่นใน tempo เรา เพราะถ้าจี้ตามมันเดี๋ยวเราจะล้ามากและตะคริวแดก (ซึ่งถ้ามันแซงเราไม่ขาด เดี๋ยวอีกสักแป้บมันก็โดนเราเอาคืนด้วย tempo เราเองแหละ แต่ถ้าขาดก็แล้วไป 555) ,, แต่ถ้าล้าสะสมหรือตะคริวเริ่มมากรุณาอย่าฝืน ให้พักเลย เพราะพักเนิ่นๆ เนี่ยพักแป้บเดียว แต่ถ้ารอให้มันขึ้นแล้วเนี่ยพักนาน (ผมเหมือนจะมาช่วงนึงนะ ช่วงนั้นกดบันไดหนัก+เร่งจังหวะมากไปนิด แต่พอเพลาๆ ก็หายไป)

แม้ว่าการยืนโยกจะช่วยกดล้อหน้า, ลดน้ำหนักล้อหลัง, ทำให้เราพุ่ง, ล้อหน้าไม่ยกและเร่งได้ดีขึ้น แต่ผมก็แนะนำว่าเท่าที่จำเป็นก็พอ เพราะทางมันไกล เพราะเวลายืนโยกน้ำหนักจะลงที่ Thigh ทั้ง 2 ข้าง (แทนที่จะลงผ่านก้นกบบ้าง) ทำให้ขารับน้ำหนักค่อนข้างมาก หากเร่งยืนโยกมากไปตั้งแต่เริ่มเดี๋ยวต้นขาจะล้าเกินไปและหมดแรงเอาตื้อๆ , อีกอย่างคือไม่ควรเปลี่ยนเกียร์ช่วงยืนโยกเพราะน้ำหนักตัวเราจะกดลงบนโซ่เพิ่มและโซ่จะขาดตามมาได้ง่ายๆ (เห็นโซ่ขาดหลายคนมากๆ)

นอกจากแรงแล้ว กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญมากๆๆๆ
นอกจากแรงแล้ว กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญมากๆๆๆ

กำลังใจก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญ ผมไม่ได้มีใครตามไปเชียร์หรอกนะ แต่เวลาที่เราแซงรถแพงๆ เบาๆ หรูๆ ละฟินสุดๆ ทั้ง colnago, s-work, scott, bmc, cervelo, c’dale, ฯลฯ ได้กำลังใจก็ตรงนี้แหละ แบบว่าปั่นสบายๆ ทำหน้านิ่งๆ เลย

ถึงเส้นชัยแล้วผิดคาดนิดนึง คือ ใช้เวลาไม่ถึง 4 ชั่วโมง (official time ไป 3 ชม. 56 นาที) เข้าคนที่ 336 และเป็นคนที่ 207 ของเสือหมอบ แถมเท้าไม่แตะพื้นเลย นั่งปั่นบนรถตลอด 555 ซึ่งเกินความตั้งใจไปไว้มากๆๆๆ

ว่าแล้วก็ขอรวดใส่สถิติผมจาก Strava และ Endomondo ไว้ตั้งแต่แรกเลยละกันค

เข้าเส้นเสร็จ รีบไปรับรางวัล 1 ใน 1000 แล้วก็ไปถ่ายกับป้ายสูงสุดแดนสยาม บอกว่าเราอยู่บนยอดดอยแล้วสักหน่อย ฮาๆๆๆ

ขอถ่ายคู่กับป้ายสูงสุดแดนสยามหน่อยยยยยยย
ขอถ่ายคู่กับป้ายสูงสุดแดนสยามหน่อยยยยยยย

พอถึงแล้วข้างบนคนเยอะมากๆ ทั้งนักปั่น ทั้งรถเซอร์วิส ทั้งกองเชียร์ เรียกว่าแทบไม่มีที่ยืนให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเลย แถมอากาศหนาวสุดๆ (เช็คดูกะ Garmin นี่ประมาณ 7-10 องศาเองอะ) ไม่ได้เตรียมเสื้อแขนยาวขึ้นไปด้วย (เพราะข้างล่างร้อนมากๆ) เรียกว่า ต้องเอาถุงดำห่อตัวเลย ฮือๆๆๆ

ข้างบนมีเลี้ยงข้าวแกง เลี้ยงมาม่า เลี้ยงเครื่องดื่มเกลือแร่ โอเคใช้ได้นะ ผมเลือกกินมาม่า ใส่น้ำร้อนไปแป้บเดียวเส้นยังไม่ทันนุ่มก็กลายเป็นน้ำเย็นเลย ก็คิดว่ากินบะหมี่เย็นละกัน ,, จริงๆ ข้างบนนั้นมีรถใหญ่ขนคนและจักรยานลงมาด้วยนะ แต่สุดท้ายรถหมด ผมเลยต้องไหลลงมาเอง ฟินอีกแบบ ฮือๆๆๆๆ

ข้างบนหมอกหนา , อากาศบาง แถมอุณหภูมิแค่ 8 องศา
ข้างบนหมอกหนา , อากาศบาง แถมอุณหภูมิแค่ 8 องศา
ถ่ายกับน้องๆ ที่มาปั่นด้วยกันวันนี้ครับ :)
ถ่ายกับน้องๆ ที่มาปั่นด้วยกันวันนี้ครับ 🙂

คราวหน้าหวังว่าเวลาจะดีกว่าเดิมนะ 🙂

ติชมเล็กน้อยเกี่ยวกับงาน

  • โดยรวมผมว่าเค้าจัดงานได้ดีนะ คนเยอะมากๆ แต่ทำออกมาไม่เลวเลย ตั้งแต่คุมเวลาปล่อยตัว (เลทไป 15 นาทีเองอะ), จุดให้น้ำและของกินต่างๆ ระหว่างทาง ฯลฯ ประทับใจมากครับ
  • ที่น่าเบื่อสุดๆ คือรถ service มากๆ ยิ่งเป็นรถตู้หรือรถใหญ่ๆ รำคาญสุดๆ ผมว่าคนใช้รถเซอวิสเนี่ยคุณไม่ได้ขึ้นด้วยตัวเองหรอก คุณมีคนช่วยตั้งเยอะ ผมปั่นคนเดียวต้องแบกน้ำมาสองขวด พกเจล กล้วย ยางสำรองเอง รวมๆ แล้วเป็นกิโลเลยนะ แต่พี่ปั่นตัวเปล่า แล้าเอาคนอื่นมาช่วย แถมรถพวกนี้ก็ทำให้รถติดมากๆ บนยอดดอย เกะกะขวางทาง บางคันพ่นควันดำอีก เหม็นโว้ย!!! ,, ถ้าเป็นไปได้ ควรมีต้องลงทะเบียนรถเซอร์วิสก่อน, ระบุจุดจอดรถหรือจุดดูแลทีมคุณอย่างชัดเจน หรือไม่ก็มีแค่รถของทางทีมงานเท่านั้น
  • อาหารน้อยไปนิดอะ จริงๆ ผมว่าข้าวแกงเนี่ยเฉยๆ ตักยากและลำบากเก็บถ้วยเก็บจานกว่า สู้มาม่าไม่ได้ เติมน้ำเสร็จกินได้เลย แถมน้ำซุปร้อนๆ ข้างบนนี่ฟินมาก ฮาๆๆ
  • รางวัลสวยดีนะ เสียดายมีแค่ 1,000 อันเองอะ น่าจะมีให้ทุกคนที่ขึ้นถึงนะ (แต่ก็เข้าใจนะว่ากะคนมาพลาดไป แถมสมัครกันท้ายๆ อีก ทำให้เตรียมรางวัลไม่ทัน หรือเสื้อที่แจกยังต้องส่งกันตามไปทีหลังเลย)
  • รถที่ขนคน+จักรยานลงน่าจะมีมากกว่านี้ และไหลลื่นกว่านี้ เพราะผมกว่าจะได้ลงก็บ่ายกว่าๆ รถหมดแล้ว ต้องไหลลงมาเอง หนาวโคตรๆ แถมอันตรายสุดๆ แต่ก็รอดมาได้ ไหลมายาวและนานมาก ตั้งชั่วโมงกว่าๆ กว่าจะถึงข้างล่าง แต่ก็มีดีเหมือนกัน 555
  • แอบเสียใจที่มีอุบัติเหตุด้วย แต่จะให้ปิดถนนเลยคงยาก เพราะอุทยานฯ คงไม่ยอม แถมนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไกลๆ ตั้งใจขึ้นดอยมาก็คงเซ็งไม่น้อย (แค่วันนั้นก็คงเซ็งมากละ ไปทางไหนก็มีแต่จักรยานเต็ม)
รางวัลครั้งนี้ กับการปั่นยกเดียวแบบไม่โกงใคร 555
รางวัลครั้งนี้ กับการปั่นยกเดียวแบบไม่โกงใคร 555

ปีหน้าน่าจะไปอีกนะ แล้วเจอกันนะครับ 🙂

ปล. – ขอบคุณช่างภาพจาก ThaiMTB นะครับ แอบขอยืมรูปมาใช้ด้วย อิอิ