แบกเป้เปรี้ยว เที่ยวบินหลา ไปบาหลี ตอนที่ 2

ตอนนี้เป็นภาคที่สองของการไปเที่ยวบาหลีครับ ,, ภาคนี้เราไปเที่ยวกันเยอะมากๆ ดังที่จะเห็นจากรูปที่คัดมานี่แน่นบล๊อกตอนนี้เลย เอิ้กๆๆๆ เพื่อการกระชับเวลาก็จะไม่โม้ในตอนแรกมาก แต่จะแทรกๆ เอาระหว่าเนื้อเรื่องก็แล้วกัน

วันที่สองของการไปเที่ยวบาหลีครับ ,, เจ๋งกว่าวันแรกแน่นอน
วันที่สองของการไปเที่ยวบาหลีครับ ,, เจ๋งกว่าวันแรกแน่นอน

รับรองว่าสนุกกว่าวันแรกครับ

รับอรุณที่ Ubud

หลับซะเต็มอิ่มสุดคืนท่ามกลางสายฝน ตื่นขึ้นมาก็เดินชมโรงแรมและสถานที่รอบๆ โรงแรมหน่อยครับเพราะเท่าที่สำรวจแล้ว โรงแรมเราค่อนข้างเล็กนะ นอกจากตึกห้องพักแล้วก็มีแค่เห็นมีสระว่าน้ำแค่นั้นเอง แม้ตัวสระจะไม่ใหญ่มาก แต่ก็ยากที่จะอดใจไม่กระโดดลงไปเล่น

พอเล่นน้ำได้สักพัก เจ้าหน้าที่เค้าก็ตามไปกินอาหารเช้าครับ เลือกได้ว่าจะเอาอเมริกันเบรคฟาสต์หรือจะเอาแพนเค้กกล้วยหอมก็ได้ เสิร์ฟคู่กับน้ำผลไม้และกาแฟบาหลี ทุกอย่างอร่อยลงตัวใช้ได้ดูดี จนกระทั่งมากินกาแฟเท่านั้นแหละครับ กากนอนก้นเยอะมาก คิดว่าที่นี่คงกินกาแฟไม่กรองกัน ,, ไว้คราวหน้ามาบาหลีจะพกถุงน่องมาด้วยละกัน แหมมมม~

จริงๆ แถวโรงแรมมีวัดด้วยนะ อารมณ์วัดประจำหมู่บ้าน (รามันบอกว่าหมู่บ้านนึงจะมีวัดอย่างน้อยๆ 3 แห่ง สำหรับพระพรหม, พระศิวะ และพระนารายณ์น่ะ) เดินสำรวจแว้บๆ ก็สวยดีนะ

โรงแรมที่เรามาพักมีสระว่ายน้ำด้วยอะ... ดีจังๆ
โรงแรมที่เรามาพักมีสระว่ายน้ำด้วยอะ… ดีจังๆ
หน้าโรงแรมของเรายามเช้าครับ อิอิ
หน้าโรงแรมของเรายามเช้าครับ อิอิ
ประตูเปิดของวัดตรงข้ามโรงแรม
ประตูเปิดของวัดตรงข้ามโรงแรม
ภายในวัดนี่เค้าตกแต่งกันสวยมากๆๆๆ ขนาดวัดเล็กๆ นะเนี่ย
ภายในวัดนี่เค้าตกแต่งกันสวยมากๆๆๆ ขนาดวัดเล็กๆ นะเนี่ย
อาหารเช้าเป็นแพนเค้ก+ไซรัปและน้ำผลไม้ อร่อยกลางๆ นะ
อาหารเช้าเป็นแพนเค้ก+ไซรัปและน้ำผลไม้ อร่อยกลางๆ นะ
หรือจะกอนแบบอเมริกันเบรคฟาสต์ก็ได้นะ
หรือจะกอนแบบอเมริกันเบรคฟาสต์ก็ได้นะ

ระหว่างกินข้าวเกือบเสร็จ รามันก็มารับพอดี (ถ้าใครงงว่ารามันคือใคร แนะนำให้ไปอ่านตอนแรกนะครับ)

วันนี้สถานที่ที่เราไปจะปักหมุดเป็นสีเหลืองนะครับ ตามกันไปได้ (ส่วนสีเขียวเป็นของตอนที่แล้ว ส่วนสีแดงกะม่วงเป็นของตอนหน้า)


View 130525 Bali trip in a larger map

จากนั้นรามันมารับแล้ว เราก็เตรียมเดินทางไปต่อครับ
จากนั้นรามันมารับแล้ว เราก็เตรียมเดินทางไปต่อครับ

เดินทางไปดูระบำบารอง

รามันก็ขับรถไปเรื่อยๆ ตามทางของตัวเมืองอุบุดครับ

ถนนที่นี่ไม่ได้กว้างเลยนะครับ ถ้าเทียบแล้วก็พอๆ กับซอยบ้านเราที่รถสวนผ่านสองคันได้พอดี (มีถนนไม่กี่สายที่จะเป็นสามหรือสี่เลน ส่วนมากเป็นเลนครึ่งถึงสองเลนเท่านั้น) มีรถติดบ้างแต่ไม่มาก ทีแรกก็แอบหงุดหงิดว่าทำไมไม่ขยายถนนซักหน่อย นี่เมืองท่องเที่ยวนะ ทำการคมนาคมให้ดีหน่อยจะเป็นไรไป ,, แต่พอได้นั่งรถไปซักช่วง ตัวผมเองกลับชอบถนนแคบๆ มากกว่าแฮะ ถนนแคบๆ แต่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้มันดูสดชื่นดีนะ เพราะถ้าจะต้องขยายถนน ต้นไม้พวกนี้ก็คงจะต้องถูกตัดไปหมดแน่แท้ ซึ่งรามันเล่าว่าคนบาหลีถ้าไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่ตัดต้นไม้เพราะในต้นไม้มีพระเจ้าอยู่ข้างใน

แต่สิ่งที่ที่นี่ (และประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย) ควรปรับปรุงอยู่ คือป้าย และรถสาธารณะครับ

ถนนใหญ่กับซอยแถวอุบุดนี่ความกว้างพอๆ กันเลยนะ
ถนนใหญ่กับซอยแถวอุบุดนี่ความกว้างพอๆ กันเลยนะ

ขับมาสักพัก ก็ถึงโรงละครที่มีชื่อว่า Jambe Budaya ละครับ ,, โชคดีที่เรามาทันเวลาพอดีแฮะ

พอเดินเข้ามาเค้าจะแจกสูจิบัตรการแสดงให้ (เวอร์ชั่นถ่ายเอกสาร) ซึ่งการแสดงของเค้าจะมีบทพูดเป็นภาษาอินโดฯ แต่ก็ไม่ต้องกลัวว่าเราจะดูการแสดงของเค้าไม่รู้เรื่องนะครับ เพราะเค้ามีสูจิบัตรและบทบรรยายการแสดงเป็นภาษาไทยด้วย ว้าวววววว (แต่ก็แปลแบบกูเกิ้ลทรานสเลทอะนะ ฮาๆๆ)

สุดท้ายก็งงๆ ตามเดิม ฮาๆๆๆ

จุดหมายแรกเราก็มาถึงแล้ว ที่โรงละคร Jambe Budaya ครับ
จุดหมายแรกเราก็มาถึงแล้ว ที่โรงละคร Jambe Budaya ครับ
เราก็จะมาชมการแสดงรำบารองกันครับ
เราก็จะมาชมการแสดงรำบารองกันครับ
ใครกังวลว่าจะไม่รู้เรื่อง เค้ามีบทบรรยาภาษาไทยให้ (แต่แปลงงๆ นะ)
ใครกังวลว่าจะไม่รู้เรื่อง เค้ามีบทบรรยาภาษาไทยให้ (แต่แปลงงๆ นะ)
การแสดงเริ่มแล้วครับ :)
การแสดงเริ่มแล้วครับ 🙂

สรุปคร่าวๆ เกี่ยวกับการแสดงบารองเท่าที่ผมตั้งใจดูนะ คือว่ามันเป็นการแสดงที่เปรียบเทียบระหว่างฝั่งชั่วและฝั่งดี คือบารองเป็นตัวแทนของฝ่ายธรรมะ ส่วนรังดาเป็นตัวแทนของฝ่ายอธรรม แม้จะสู้กันหลายครั้งหลายครา และแม้ว่าฝั่งอธรรมจะแพ้อยู่บ่อยๆ แต่ว่ามันก็ยังไม่มีคำว่าหมดไป ผมตีความของผมเองนะ ว่าคงเป็นเกี่ยวกับสมดุลของธรรมชาติ หรือไม่ก็เตือนให้เรารับรู้ว่าโลกนี้มีความชั่วเยอะแยะที่ไม่หมดไป แต่ให้เราเลือกกระทำเฉพาะสิ่งที่ดีๆ

อันนี้แหละตัวบารอง ,, ตัวแทนของฝ่ายธรรมะ
อันนี้แหละตัวบารอง ,, ตัวแทนของฝ่ายธรรมะ
ส่วนตัวทางขวาชื่อรังดา เป็นตัวแทนฝ่ายอธรรม ,, รังดา vs บารอง
ส่วนตัวทางขวาชื่อรังดา เป็นตัวแทนฝ่ายอธรรม ,, รังดา vs บารอง
คนดูก็เยอะเหมือนกันนะ
คนดูก็เยอะเหมือนกันนะ

สนนค่าใช้จ่ายค่าดูคนละ 75,000rp ในเวลาชั่วโมงนิดๆ ฮี่ๆๆ

แวะถ้ำช้าง หรือ Goa Gajah

จุดต่อมาที่เรามาแวะคือถ้ำช้างครับ หรือมีชื่อท้องถิ่นว่า Goa Gajah ,, รามันเล่าว่าถ้ำนี้จริงๆ ไม่ได้เกี่ยวกับช้างอะไรเลย มันเกิดจากการกร่อนเสียงและเพี้ยนเสียงมา ชื่อเดิมมันจะมีความหมายเกี่ยวกับถ้ำของนักพรตอะ (รามันอ่านให้พูดชื่อราวๆ กัว ลาวะ, หรือกัว ลาจะ แล้วเพี้ยนเป็นกัว กาจาอะไรประมาณนี้)

รามันยังเล่าเพิ่มเติมอีกว่า ที่นี่จริงๆ คล้ายๆ เป็นถ้ำหรือวัดของศาสนาพุทธอะไรประมาณนั้น ซึ่งที่นี่ถูกสร้างราวสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 13 แต่กว่าที่จะมาค้นพบก็สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยนักสำรวจชาวดัช โดยแกไปเจอวัตถุโบราณหล่นในน้ำห้วยโดยบังเอิญ แกจึงเดินย้อนตามลำห้วยเพื่อมาดูต้นน้ำ จนกระทั่งเจอเนินดินรูปร่างแปลกๆ แกเลยขุดสำรวจจนพบสถานที่แห่งนี้ครับ

หน้าทางเข้า Goa Gajah ครับ
หน้าทางเข้า Goa Gajah ครับ
ตรงนี้เป็นซากสถูปและรูปปั้นโบราณครับ
ตรงนี้เป็นซากสถูปและรูปปั้นโบราณครับ

จริงๆ ภายในเขตของ Goa Gajah ก็ไม่มีอะไรมากนะครับ ก็จะมีเนินกองปูนเก่าๆ ที่เค้าคาดว่าน่าจะเป็นสถูปหรือสิ่งก่อสร้างทางพุทธศาสนาโบราณ, มีรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ปล่อยน้ำ 7 องค์ (โดยองค์กลางเสียหายไป ทำให้เหลือแค่ 6 องค์) ปล่อยน้ำลงบ่อน้ำ รามันบอกว่าดื่มแล้วลูกจะดก จริงดิ!!! โดนอำป่าววะ, มีแท่นสำหรับศาสนาฮินดู, และที่ขาดไม่ได้เลยคือมีถ้ำครับ

ปากทางเข้าถ้ำทำเป็นเหมือนเป็นปากปิศาจ (รามันบอกว่าบางตำราคำว่า Goa Gajah ที่แปลว่าถ้ำช้างนั้น ในอดีตมีรูปปั้นช้างอยู่ตรงสองข้างขนาบปากทางไป แต่ตอนนี้หายไปแล้ว? แล้วที่รามันเล่าว่ามันกร่อนเสียงล่ะฟระ!!!!) ข้างในถ้ำโคตรตื้นครับ เดินไปแล้วจะพบกับสามแยกครับ เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาพบศิวลึงก์และแท่นบูชาตรีมูรติตามลำดับ อึดอัดและค่อนข้างเหม็นควันธูปพอตัว

ก่อนเข้าถ้ำก็จะเจอรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ปล่อยน้ำ 7 ตัวครับ, เสียหายไปตัวนึง
ก่อนเข้าถ้ำก็จะเจอรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ปล่อยน้ำ 7 ตัวครับ, เสียหายไปตัวนึง
เชื่อว่า ถ้ากินน้ำที่ไหนออกมาจากรูปปั้น ก็จะถือว่าได้รับพรครับ
เชื่อว่า ถ้ากินน้ำที่ไหนออกมาจากรูปปั้น ก็จะถือว่าได้รับพรครับ
เดินมาอีกหน่อยจะเจอถ้ำละครับ (คุณป้าโพสท่านั่นไม่เกี่ยวนะ)
เดินมาอีกหน่อยจะเจอถ้ำละครับ (คุณป้าโพสท่านั่นไม่เกี่ยวนะ)
ในถ้ำก็มีศิวลึงก์ละแท่นบูชาของชาวฮินดูเค้าละครับ
ในถ้ำก็มีศิวลึงก์ละแท่นบูชาของชาวฮินดูเค้าละครับ

โดยรวมผมว่าที่นี่ไม่ค่อยน่าสนใจมากเท่าไหร่นะ ไม่มาก็ไม่เป็นไร (ลืมบอกว่าค่าเข้าวัดคนละ 15,000rp)

หาอะไรกินที่คินตามณี

หมดจากถ้ำช้างก็ไปหาอะไรกินกันหน่อยครับ ซึ่งไหนๆ เราก็จะไปวัดบาตูรที่อยู่บนเขาอยู่แล้ว เราก็ไปหาอะไรกินที่เชิงเขาเอาบรรยากาศซักหน่อยดีกว่า

ระหว่างที่เราปีนเขา (จะขึ้นเขาก็เสียเงินค่าขึ้นคนละ 10,000rp อีก…) เราจะพบหมู่บ้านคินตามณี (Kintamanee) ครับ เป็นหมูบ้านที่อยู่ตรงเชิงเขาพอดี จุดนี้วิวจะสวยมากๆ มองเห็นทั้งภูเขาไฟบาตูรและทะเลสาบบาตูรที่อยู่ติดกัน ซึ่งรามันก็พาเราไปที่ร้านที่ชื่อว่า Grand Pucak Seri

เราสามารถเลือกจะกินเมนูเป็นอย่างๆ ก็ได้ แต่เพื่อความสะดวกด้วยประการทั้งปวงก็เลยจัดบุฟเฟ่ต์หัวละ 65,000rp ครับ

เตรียมขึ้นเขา ไปหมู่บ้านคินตามณี เพื่อดูภูเขาไฟ+กินข้าวกัน
เตรียมขึ้นเขา ไปหมู่บ้านคินตามณี เพื่อดูภูเขาไฟ+กินข้าวกัน
ถึงแล้วครับ ร้านบุฟเฟ่ต์อาหารเที่ยงของเราที่ Grand Puncak Sari
ถึงแล้วครับ ร้านบุฟเฟ่ต์อาหารเที่ยงของเราที่ Grand Puncak Sari
เป็นการกินข้าวเที่ยงมื้อนึงในชีวิตที่อากาศดีมากๆ
เป็นการกินข้าวเที่ยงมื้อนึงในชีวิตที่อากาศดีมากๆ
เป็นบุฟเฟต์นะครับ ตักได้เต็มที่ ,, อร่อยสุดคงเป็นสะเต๊ะ กะข้าวเหนียวดำ
เป็นบุฟเฟต์นะครับ ตักได้เต็มที่ ,, อร่อยสุดคงเป็นสะเต๊ะ กะข้าวเหนียวดำ

คหสต. ผมว่าบุฟเฟต์ที่นี่โอเคเลยนะ อร่อยไม่เลว แถมมีให้เลือกเยอะ เมนูที่ผมโปรดมากที่สุดคือสะเต๊ะปลา และข้าวเหนียวดำ อร่อยโฮกๆๆๆ ,, นอกจากนั้น วิวภูเขาไฟและทะเลสาบนี่โคตรสุดยอดมากๆ ณ จุดนี้นี่สวยสุดๆ

ฟินกะภูเขาไฟ Batur และทะเลสาบ Batur
ฟินกะภูเขาไฟ Batur และทะเลสาบ Batur

กินข้าวเสร็จฝนตกพอดี ละที่ต่อไปจะไหวมั้ยเนี่ย….

แอ่ววัด Pura Ulan Danu Batur

ระหว่างที่เราเดินทางขึ้นไปบนวัดฝนก็ตกตลอดเวลาจนเป็นกังวลว่าจะได้ลงไปรึเปล่าแว้…. แต่พอจะถึงวัดเท่านั้นแหละ ฝนก็หยุดตกแบบสนิท แล้วกลายเป็นหมอกบางๆ แทน โอววววว ทำไมรู้สึกว่าโชคดีจุงๆ

ลุยวัดที่ถือว่าเป็นอันดับสองของบาหลีกันเถอะ

ระหว่างขึ้นดอยก็ฝนตกแหมะๆๆๆๆๆ
ระหว่างขึ้นดอยก็ฝนตกแหมะๆๆๆๆๆ
จากนั้นก็ปีนขึ้นดอยมาต่อที่วัด Pura Ulan Danu Batur
จากนั้นก็ปีนขึ้นดอยมาต่อที่วัด Pura Ulan Danu Batur

รามันเล่าว่าเมื่อก่อนวัดและหมู่บ้าน Batur ก็อยู่ตีนภูเขาไฟ Batur แหละ แต่แล้วประมาณ 100 กว่าปีก่อนเกิดภูเขาไฟ Batur ระเบิดขึ้นมาทำให้หมู่บ้านถูกลาวากลืนกินและวัดถูกทำลายเหี้ยนเต้ จนกระทั่งภูเขาไฟหยุดพ่นลาวาแล้ว ผู้คนก็มาสำรวจความเสียหายต่างๆ พบว่าแท่นศักดิ์สิทธิ์สำหรับบูชาพระนาง Danu และฉัตร 11 ชั้นประจำตัวนางเท่านั้นที่รอด ชาวบ้านเลยเกิดศรัทธาต่อปาฏิหารย์ดังกล่าวจึงย้ายทั้งหมู่บ้านและแท่นบูชาและเศษกำแพงวัดขึ้นมาสร้างใหม่ที่ภูเขาลูกข้างๆ (ซึ่งก็คือหมูบ้านคินตามณีนั่นเอง)

วัดที่มีสตอรี่แบบนี้ ค่าเข้า 25,000rp ครับ (วัดนี้เราต้องเสียค่าเช่าโสร่งและผ้าผูกเอวเพิ่มด้วย จำราคาเป๊ะๆ ไม่ได้นะ แต่ก็ประมาณ 10,000rp นะ)

ก่อนเข้าต้องซื้อตั๋ว, ใส่โสร่งและผ้าผูกเอวด้วย
ก่อนเข้าต้องซื้อตั๋ว, ใส่โสร่งและผ้าผูกเอวด้วย

วัดฮินดูในบาหลี บางที่ก็เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าได้ บางที่ก็ไม่อนุญาตให้เข้านะครับ ,, แต่ถ้าเราได้มีโอกาสเข้าชมวัดฮินดูละก็ต้องใส่โสร่งเข้านะครับ บางที่ก็ต้องใส่ผ้าผูกเอวด้วย เค้าเชื่อว่าจะไม่ให้วิญญาณไม่ดีเข้ามาทำร้านเราจากทางสะดือน่ะครับ แต่ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเมื่อไหร่ถึงจะมีผ้าคาดเอว

ถ้าต้องไปอยู่บาหลีนานๆ หรือแพลนจะเที่ยวหลายๆ วัด แนะนำให้ซื้อโสร่งเองเลยนะครับ ผืนนึงถูกๆ ราคาประมาณ 20,000-30,000rp ครับ แต่จะได้ผ้าแบบธรรมดา ลายย้อมสีตกแบบปกติ, แต่ถ้าเอาแบบผ้าบาหลีทอมือ สไตล์การย้อมแบบบาหลีเลยราคาก็จะอัพไปอีก เท่าที่เจอราคาผืนนึงประมาณ 80,000-250,000rp ครับ (สังเกตแบบที่รามันใส่ กะแบบที่ผมใส่อะ จะไม่ค่อยเหมือนกันซักทีเดียว)

นอกจากนั้น ถ้าจะแต่งตัวให้เต็มสูบให้เกิน Minimal requirement ในการเข้าวัดล่ะก็ผู้หญิงไม่ค่อยมีอะไรมาก แต่ผู้ชายจะมีผ้าคาดหัว อันนึงก็ประมาณ 8,000-20,000rp กับสิ่งที่เรียกว่าซาปุดครับ ,, ซาปุดก็คือผ้าอีกชิ้นที่ใส่ทับโสร่งอีกที จำง่ายๆ ว่าเป็นโสร่งครึ่งซีก รามันเล่าว่า เหตุที่มีซาปุดเพราะผู้ชายจะใช้ผ้าทำโสร่งน้อยกว่าผู้หญิง (ชายจะใช้แค่ 1.5-2.0 เมตรกันซะส่วนมาก, ส่วนผู้หญิงจะใช้ 2.5-3.5 เมตรเลย) ทีนี้ถ้าวิ่งหรือกระโดดโลดเต้นมันก็อาจมีสิ่งไม่พึงประสงค์หลุดรอดออกมาจากโสร่งได้ ฮาๆๆ (ไม่รู้ว่ารามันพูดจริงหรือเล่นอะ)

ผมกะรามัน ใสโสร่งกะซาปุดสไตล์บาหลีทั้งคู่ แต่ลายผ้าผมเป็นของเกาะสุมาตราอะ
ผมกะรามัน ใสโสร่งกะซาปุดสไตล์บาหลีทั้งคู่ แต่ลายผ้าผมเป็นของเกาะสุมาตราอะ
ยักษ์สีเขียวเป็นยามเฝ้าประตูครับ
ยักษ์สีเขียวเป็นยามเฝ้าประตูครับ
จากนั้นก็เดินเข้าไปในเขตวัดแล้วครับ ตื่นเต้นมากๆ
จากนั้นก็เดินเข้าไปในเขตวัดแล้วครับ ตื่นเต้นมากๆ

ประตูในวัดบาหลีมีสองแบบคือประตูเปิด คือประตูที่เป็นช่องเฉยๆ ไม่มีอะไรข้างบน (ถ้ารูปล่างก็เป็นอันสองข้างซ้ายขวา) แปลว่า ยินดีต้อนรับ, ส่วนประตูที่มีเป็นคล้ายๆ ซุ้มเต็มๆ มีอะไรปิดตรงกลางหัวเรา (อันตรงกลางอะ) เค้าเรียยกว่าประตูปิด หมายถึงภูเขาไฟ ซึ่งหมายถึงการเฉลิมฉลอง ซึ่งหมายความว่าจะเปิดเฉพาะช่วงมีงานเทศกาลหรือเฉลิมฉลอง ซึ่งหมายความว่่าเค้าจะปิดเป็นปกติ (ทำไมมีซึ่งหมายความเยอะจัง)

ประตูเปิด vs ประตูปิด
ประตูเปิด vs ประตูปิด
ซุ้มประตูปิดภายในวัดบาตูรสวยงามมากๆ
ซุ้มประตูปิดภายในวัดบาตูรสวยงามมากๆ

แม้ว่าจะไม่มีฝน แต่อากาศที่นี่หนาวและลมแรงมาก หมอกก็ตกลงมาหนาขึ้นเรื่อยๆ จะว่าสวยก็สวย แต่อีกอารมณ์นึงก็เสียวฝนตกเหมือนกัน เพราะทริปคงล่มเละแบบไม่เป็นท่าแน่ๆ

พวกเราเดินทะลุเข้ามาในตัววัดเรื่อย นอกจากจะเจอความสวยงามของวัดและวัฒนธรรมของที่นี่แล้ว ผมยังเห็นศรัทธาของชาวบ้านต่อศาสนาฮินดู ไม่ว่าคนหนุ่มคนแก่หรือลูกเล็กเด็กแดงก็มาเข้าวัดกัน ถวายเครื่องบูชาและกราบไหว้เทพเจ้ากันอย่งเพียบ เป็นเอกลักษณ์มากๆ เลย

เข้ามาข้างในก็เห็นพราหมณ์นั่งทำพิธีกันอยู่
เข้ามาข้างในก็เห็นพราหมณ์นั่งทำพิธีกันอยู่
เราก็เลยแอบเนียนไปนั่งกับเค้า ,, อิอิ
เราก็เลยแอบเนียนไปนั่งกับเค้า ,, อิอิ
บรรยากาศหลังฝนตก มีหมอกลงและลมแรงมาก หนาวเลย
บรรยากาศหลังฝนตก มีหมอกลงและลมแรงมาก หนาวเลย
ความศรัทธาต่อศาสนาฮินดูนี่แข็งแกร่งจริงๆ
ความศรัทธาต่อศาสนาฮินดูนี่แข็งแกร่งจริงๆ

เดินชมวัดเสร็จ ฝนก็ลงเม็ดแบบพอดี เที่ยวหนีฝนชัดๆ

ลงมาชิมกาแฟขี้ชะมดซักหน่อย อิอิ

หลังจากเที่ยววัดเสร็จ รามันก็พาเราไปเที่ยวสวนกาแฟที่ตีนเขาครับ จริงๆ สวนกาแฟมีเยอะมากๆ เท่าที่คะเนด้วยสายตาแล้ว เส้นถนนจากวัดบาตูรมาถึงตีนดอยเนี่ยมีสวนไม่ต่ำกว่า 20 สวน แต่สวนที่รามันพาเราไปมีชื่อว่า Dewร Agrovisata ครับ ซึ่งรามันโม้ว่าสวนนี้กาแฟอร่อยมากๆ

จากนั้น เราก็มาเที่ยวสวนกาแฟและชิมกาแฟกัน อิอิ
จากนั้น เราก็มาเที่ยวสวนกาแฟและชิมกาแฟกัน อิอิ

พอมาถึงก็ต้องเดินฝ่าดงโกโก้, ดงกาแฟ, กรงตัวชะมด (ราันบอกว่าตัวชะมดนี้ตอนกลางวันจะขังในกรง แล้วจะปล่อยมากินเมล็ดกาแฟตอนกลางคืน โดยชะมดมันจะเลือกกินเฉพาะเมล็ดกาแฟที่สุกแล้ว จากนั้นรุ่งเช้ามันจะกลับเข้ากรง สายๆ ชาวสวนก็เตรียมเก็บขี้มันได้)

จากนั้นเราก็จะเจอ Station ของการคั่วกาแฟและการชงกาแฟของทางสวนครับ จะนั่งดูก็ได้ หรือจะไปรอที่โต๊ะด้านหลังก็ได้

ผลโกโก้ที่กำลังสุกจะได้ที่แล้ว
ผลโกโก้ที่กำลังสุกจะได้ที่แล้ว
ส่วนนี่เป็นแบบตากแห้งแล้ว อิอิ
ส่วนนี่เป็นแบบตากแห้งแล้ว อิอิ
ส่วนเจ้านี่คือตัวชะมดครับ ถือเป็นจุดขายของกาแฟที่อินโดฯ เลย
ส่วนเจ้านี่คือตัวชะมดครับ ถือเป็นจุดขายของกาแฟที่อินโดฯ เลย

ขอเล่าเรื่องกาแฟขี้ชะมดซักหน่อย คือ สตอรี่มันมีอยู่ว่า สมัยล่าอาณานิคม ชาวดัชต์ก็จะให้แรงงานอินโดฯ บนเกาะสุมตรามาปลูกกาแฟครับ โดยตอนเก็บเกี่ยวกาแฟเนี่ยจะแอบจิ้กไปกินไม่ได้ ต้องเอาให้พวกดัชต์ทุกเมล็ด (เค้าว่ากันว่าเมื่อก่อนกาแฟเป็นของมีค่ามากๆ อะ) ทีนี้คนอินโดฯ เค้าก็อยากกินกาแฟบ้างแต่ก็ถูกกีดกันไว้ ,, จนกระทั่งวันนึงแรงงานเหล่านี้เค้าสังเกตว่ามีตัวชะมดเนี่ยมันมากินกาแฟ แถมตอนมันขี้ออกมาก็ยังเป็นเม็ดกาแฟด้วย พวกนี้เลยหัวใส ให้ตัวชะมดมากินกาแฟที่อยู่ในสวนแล้วให้ไปขี้นอกสวน แต่แล้วพวกดัชต์ก็จับได้ว่าแรงงานชาวอินโดฯ ขโมยกาแฟด้วยวิธีนี้ จึงให้เอากาแฟที่ขโมยมาคืน พอล้างขี้แล้วเอากาแฟที่ถูกขโมยไปมาชงกลับพบว่ามันมีรสชาติอร่อยขึ้น หอมและกลมกล่อมกว่ากาแฟคั่วธรรมดาจากสวนเดียวกัน เอิ้กๆ จนกลายเป็นกาแฟขี้ชะมดในที่สุด

แต่กระนั้นชะมดที่เอามากินเมล็ดกาแฟก็ไม่ใช่ชะมดหรืออีเห็นทั่วไปนะ ต้องเป็นสายพันธุ์ที่พบมากบนเกาะสุมาตราและอินโดนิเซียเท่านั้น เพราะเท่าที่ผมเคยสอบถามโปรกาแฟ เค้าบอกว่าหากชะมดสายพันธุ์อื่นๆ หรือสัตว์ชนิดอื่นๆ มากิน กรดและการหมักเมล็ดกาแฟในกระเพาะจะไม่สมบูรณ์เท่าสายพันธุ์นี้ กาแฟที่ได้ก็คล้ายๆ กาแฟทั่วไป จะไม่นัวหอมอย่างสายพันธุ์ Paradoxurus ssp. กินเข้าไป

ทุกเช้า ชาวสวนก็จะเก็บขี้ชะมดมา แล้วร่อนเอากาแฟออกมา
ทุกเช้า ชาวสวนก็จะเก็บขี้ชะมดมา แล้วร่อนเอากาแฟออกมา
แล้วก็เอามาคั่วจนได้ที่ ,, กลิ่นหอมมากๆ
แล้วก็เอามาคั่วจนได้ที่ ,, กลิ่นหอมมากๆ
แล้วก็เอามาชงสดๆ ตรงนั้นเลย
แล้วก็เอามาชงสดๆ ตรงนั้นเลย

กาแฟทุกถ้วยที่สวนเค้าให้ชิมฟรีครับ เว้นกาแฟขี้ชะมด แก้วละ 50,000rp ,, โอววว ราคาเอาเรื่องเหมือนกันแฮะ แต่ไหนๆ มาถึงที่แล้วก็ขอจัดซักหน่อยละกัน

ถึงเวลาจริงๆ เค้าจะเสิร์ฟกาแฟให้เราเยอะมาก ตั้งแต่กาแฟดำสไตล์บาหลี, กาแฟโสม, กาแฟมะพร้าว, กาแฟวนิลา, น้ำกระเจี๊ยบ, น้ำตะไคร้, น้ำขิง, โกโก้ อย่างละ 1 แก้วเล็กพร้อมกับกล้วยฉาบ 1 จาน ส่วนตัวชิมแล้วกาแฟและโกโก้เฉยๆ น้ำกระเจี๊ยบเปรี้ยวมาก น้ำตะไคร้กะน้ำขิงอร่อย

ส่วนกาแฟขี้ชะมดเหรอครับ หอมกว่ากาแฟบาหลีนิดหน่อย หนักบอดีกว่าหน่อย เท่านี้เองล่ะครับ (ความรู้สึกคล้ายๆ ตอนที่ผมเคยชิมที่เมืองไทยนะ ก็ประมาณนี้แหละ ไม่ค่อยเท่าไหร่) อย่าไปคาดหวังว่ามันจะกลมกล่อมแบบโซเดมาคอมอะไรขนาดนั้น

ก็ได้เป็นกาแฟขี้ชะมด ที่มีกลิ่นนัวกว่ากาแฟธรรมดานิสนึง
ก็ได้เป็นกาแฟขี้ชะมด ที่มีกลิ่นนัวกว่ากาแฟธรรมดานิสนึง
นอกจากกาแฟขี้ชะมด ที่สวนยังมีผลิตภัณฑ์หลายอย่างมากๆ
นอกจากกาแฟขี้ชะมด ที่สวนยังมีผลิตภัณฑ์หลายอย่างมากๆ

จิบกาแฟเสร็จก็มาเดินที่ซุ้มของฝาก มีทั้งกาแฟโสม, กาแฟวนิลา, โกโก้, น้ำกระเจี๊ยบ ฯลฯ อย่างที่เรากินกันตะกี้ทุกรายการวางขายแบบจัดเต็ม รวมทั้งตัว Kopi Luwak ทั้งห่อน้อยห่อใหญ่ ทั้งเม็ดคั่วและเม็ดบดแล้วบรรจุหีบห่อสวยงามวางรออยู่เพียบ เห็นราคาแล้วไม่กี่แสนรูเปี๊ยะห์เอง (จำไม่ผิดห่อเล็กประมาณห้าร้อยบาท ห่อใหญ่ประมาณพันห้าอะ) รู้งี้ซื้อแบบนี้แล้วไปชงเองที่บ้านคงได้หลายสิบแก้วกว่านี้ ฮือๆๆ

ติดใจก็ซื้อกลับไปเป็นของฝากได้นะ :)
ติดใจก็ซื้อกลับไปเป็นของฝากได้นะ 🙂

วัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ (Pura Tirta Empul) และตลาดปราบเซียน

ลงจากสวนกาแฟ เราก็แล่นตามถนนมาเรื่อยๆ เพื่อจะไปวัดอีกที่นึงครับ วัดนี้มีชื่อว่า Pura Tirta Empul หรือวัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง แน่นอนครับ ที่นี่ก็มีค่าเข้าชม คนละ 15,000rp (แถมคิดค่าที่จอดรถอีก 5,000rp อีกแนะ)

รามันเล่าว่า วัดนี้อยู่ในโซนของ Tempaksiring หรือเขตเมืองเก่าแก่โบราณของบาหลีครับ (ซึ่งผมก็มองไม่ค่อยออกเหมือนกัน) แต่ที่แน่ๆ วัดนี้อยู่ติดกับบ้านของประธานาธิบดีซูการ์โน (อธิบายไว้ในตอนที่แล้วเกี่ยวกับประเทศอินโดฯ แล้วอะ)

ระหว่างขับรถมาก็เห็นชาวบ้านเค้าเอาของทูนหัวแห่มาวัดกันอย่างเพียบ

สาวๆ บาหลี เอาของทูนหัวกัน เตรียมพร้อมจะไปวัดครับ
สาวๆ บาหลี เอาของทูนหัวกัน เตรียมพร้อมจะไปวัดครับ

รามันยังเล่าที่มาของวัดนี้อีกว่า เดิมทีในสมัยอดีต มีพระราชาใจร้ายปกครองเมืองด้วยความเหี้ยมโหด ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จนสวรรค์ต้องส่งพวกเทวดาลงมาช่วย แต่พระราชาใจร้ายก็วางยาพิษลงในแหล่งน้ำและหลอกให้เทวดาที่จะมาช่วยลงมากินจนตายหมด เดือดร้อนกันขึ้นไปอีกเพราะชาวบ้านก็ไม่มีน้ำกินน้ำใช้ จนสุดท้ายน้องชายของพระราชาชื่ออินดราจายา (รามันบอกว่าแกเป็นพระอินทร์มาจำแลงกายอยู่) ก็เป็นคนเอาดาบศักดิ์สิทธิ์มามาปักลงพื้นและกลายเป็นน้ำพุขึ้นมา ชาวบ้านศรัทธาและรวมใจกันสร้างวัดนี้ขึ้นมา

รูปปั้นของอินดราจายา ,, เทพที่มาสร้างน้ำพุจนกลายเป็นวัดแห่งนี้
รูปปั้นของอินดราจายา ,, เทพที่มาสร้างน้ำพุจนกลายเป็นวัดแห่งนี้

ขับมาอีกนิดก็ถึงวัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเป้าหมายของเราวันนี้แล้วครับ รามันเล่าว่า จากปฏิทินชาวฮินดูวันนี้ถือเป็นวันพิเศษของเค้า ซึ่งเค้าจะแห่มาวัดกัน มาอาบน้ำดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์แล้วเข้าไปทำพิธีในวัดต่อครับ รามันบอกว่าเราสามารถลงไปในน้ำพุได้ได้นะ ไปต่อคิวเค้าได้เลย (คิวยาวมากๆ) สามารถอาบน้ำและดื่มน้ำได้จากทุกรูน้ำพุ ยกเว้นรูที่ 10 และ 11 เพราะเค้าให้เฉพาะคนตายเท่านั้น

เพื่อให้ใกล้ชิดกับชาวบาหลี เราก็พร้อมใจที่จะไม่ลงน้ำพุกัน!! ขอแค่เดินสำรวจรอบๆ ก็พอละ บ่องตง เพราะแค่ดูเค้าทำพิธีกรรมกันก็ตื่นเต้นมากๆ แล้ว คนเยอะสุดๆ ทั้งลูกเล็กเด็กแดง คนหนุ่มคนสาว ลงบ่อกันให้ควับ เครื่องบูชาอย่างเพียบ

วันที่ไป เค้ามีพิธีอะไรกันด้วยแหละ ประมาณอาบน้ำ, กินน้ำ, เข้าวัด
วันที่ไป เค้ามีพิธีอะไรกันด้วยแหละ ประมาณอาบน้ำ, กินน้ำ, เข้าวัด
คนเยอะแบบเว่ออะ แต่ต่อคิวกันดีมากๆ
คนเยอะแบบเว่ออะ แต่ต่อคิวกันดีมากๆ
สำคัญที่การวางเครื่องบูชา และการลงไปในน้ำครับ
สำคัญที่การวางเครื่องบูชา และการลงไปในน้ำครับ

เดินเข้ามาข้างในก็จะเห็นอีกบ่อนึงครับ ลักษณะแบบตาน้ำอยู่ในบ่อ รามันบอกว่านี่แหละๆๆๆ ที่เค้าอินดราจายาเอามีดมาปัก เดี๋ยวนี้กลายเป็นตาน้ำศักดิ์สิทธ์ไปแล้ว น้ำจากบ่อข้างนอกก็มาจากบ่อนี้อีกทีนึง

ส่วนชาวฮินดูหลังจากอาบน้ำในบ่อเสร็จก็จะเข้าวัดไปทำพิธี แต่คนนอกอย่างเราเค้าไม่ให้เข้าไปนะครับ เราก็ได้แค่ยืนมองจากข้างนอกข้ามกำแพงออกไป (แต่เท่าที่สังเกตดูนอกจากถ่ายรูปแล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราเข้าไปทำไมเหมือนกัน)

ส่วนตรงนี้เป็นบ่อน้ำพุศักด์สิทธิ์อันแรกครับ ,, เห็นมีตาน้ำผุดมาด้วย
ส่วนตรงนี้เป็นบ่อน้ำพุศักด์สิทธิ์อันแรกครับ ,, เห็นมีตาน้ำผุดมาด้วย
จากนี้เป็นโซนวัดครับ ,, นักท่องเที่ยวเข้าไม่ได้แล้ว
จากนี้เป็นโซนวัดครับ ,, นักท่องเที่ยวเข้าไม่ได้แล้ว
อยากรู้ก็เลยแอบถ่ายจากกำแพงครับ ,, ก็เห็นเค้านั่งทำพิธีกัน
อยากรู้ก็เลยแอบถ่ายจากกำแพงครับ ,, ก็เห็นเค้านั่งทำพิธีกัน
ผมว่าเค้าดูจริงจังกันมากๆ เลยอะ
ผมว่าเค้าดูจริงจังกันมากๆ เลยอะ

หมดจากวัดน้ำพุศักดิ์สิทธ์ รามันก็ชวนเราไปอีกที่ที่อยู่ข้างๆ กัน แกภูมิใจนำเสนอสถานที่นี้ตั้งแต่หัววันละ แกบอกว่าคนไทยชอบนะที่นี่ แกตั้งชื่อที่นี่ว่าตลาดปราบเซียนครับ

ที่นี่ขายของที่ระลึกและของฝากต่างๆ ของบาหลีโดยเฉพาะเสื้อผ้าต่างๆ ผ้าบาติกหลายหลากสีสัน ถ้าเทียบกับบ้านเราคงคล้ายๆ สวนลุมไนท์ฯ หรือไม่ก็ไนท์บาร์ซาร์ที่เชียงใหม่อะ โดยจุดเด่นและจุดมันส์ (ของบางคน) ของที่นี่คือการต่อราคาครับ แม่ค้าพ่อค้าที่นี่จะตั้งราคาไว้แพงโหด ราวๆ 6-10 เท่าของราคาท้องตลาดครับ ถ้าเราต่อเก่งๆ เราจะได้ของดีราคาถูก แต่ถ้าต่อไม่เป็น โดนฟันแหลกหัวแบะไปจนถึงรูตูดเลย ,, อาทิโสร่งบาติกราคาตลาดทั่วๆ ไปประมาณ 40,000rp, ราคาที่นี่จะราว 300,000rp ซึ่งถ้านักท่องเที่ยวที่ไม่ทราบราคาไม่ต่อราคาละก็โดนเละเทะเลยครับ

อย่างที่บอกครับ มันต้องต่อราคา!!

ถ้าทำการบ้านหน่อย แนะนำว่าควรศึกษาราคาพื้นฐานของของที่ระลึกหรือเสื้อผ้าที่บาหลีหน่อย ส่วนเทคนิคการต่อที่นี่แนะนำว่าอย่าต่อสุ่มสี่สุ่ห้าและอย่าต่อแบบเกรงใจครับ ให้จัดหนักๆ แบบว่าถ้าตกลงราคานี้แล้วเราเอาเลย ถ้าไม่เอาให้ทำหน้ามุ่ยแล้วรีบเดินหนี แม่ค้าจะวิ่งมาหาท่าพร้อมทั้งฉุดกระชากแขนท่านรั้งไม่ให้ไปไหนพร้อมปล่อยราคาต่ำมาเรื่อยๆ อย่าเพิ่งรีบตกร่องปล่องชิ้นไวเกินไป อย่างสมมติเราถูกใจเสื้อบาติก แม่ค้าให้ราคา 100,000rp ให้ต่ออย่างต่ำ 50% ครับ พยายามกดราคาลงเยอะๆ ถ้าเราเดินหนีไปเดี๋ยวเค้าจะให้ราคาลดลงเอง แต่ถ้าลดไม่ได้ตามที่เราหวังไว้จริงๆ ก็เดินไปหาซื้อร้านอื่นเถอะครับ อย่างเสื้อยืดอะไรซักอย่าง ต่อเล่นๆ ระหว่างรอเพื่อนซื้อของ ทีแรกเค้าให้ราคาตัวละ 120 บาท ผมบอกว่าไม่เอา ยืนกรานยังไงก็ไม่เอา สุดท้ายได้มาสามตัว 120 บาทแบบงงๆ เหมือนกัน

อีกอย่างตลาดที่นี่แม่งมีทางเข้าและทางออกทางเดียว หากคิดว่าจะเข้ามาแล้วต้องทำใจเดินวนเขาวงกตผ่านร้านทุกร้านของที่นี่เพื่อไปถึงปลายทางออกครับ แต่อีกสิ่งที่น่าเบื่อสุดๆ คือแม่ค้าถึงเนื้อถึงตัวเรามากนะครับ ต่อราคาแล้วเราไม่เอานี้จะจับมือเกี่ยวแขนไม่ให้เราหนีไปไหนเลย บางคนก็จับมือเราลากเข้าร้านเค้า กว่าจะออกจากตลาดมาได้นี่มือระบมครับ

จากนั้นเราก็มาช้อปปิ้งที่ตลาดปราบเซียน
จากนั้นเราก็มาช้อปปิ้งที่ตลาดปราบเซียน

บ่องตง ทีแรกก็ต่อราคามันส์ๆ แต่หลังๆ พอรู้ราคากลางเริ่มเจ็บ ,, เจ็บทั้งกายและใจ ฮือๆๆๆ

เติมพลังเฮือกสุดท้ายที่ร้าน Bebek Begil

หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางและการถูกแม่ค้าพ่อค้าที่ตลาดปราบเซียนกระชากลากถูแล้ว ก็ขอมาเติมพลังหน่อย รามันบอกว่าเดี๋ยวจะพาไปกินเป็นกรอบสไตล์บาหลี เป็นร้านแรกและ Original ที่สุดในบาหลีครับ ,, ร้านนี้มีชื่อว่า Bebek Begil – Dirty duck ครับ

ก่อนเข้าผมก็แอบเอะใจนิดนึงว่า Dirty duck มันคืออะไร รามันก็บอกว่า Dirty duck ก็แปลว่าเป็ดสกปรกไง ,, เฮ้ย เป็ดสกปรกอะไรวะ จะกอนได้เหรอ แต่จริงๆ แล้วมันหมายถึงเป็ดที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ตามทุ่งนาครับ เป็ดพวกนี้มันจะชอบไปลุยขี้โคลนต่างๆ ตามทุ่งนาและทำให้ตัวมันดำและสกปรกมากๆ แต่รามันบอกว่าเป็นพวกนี้เนื้อจะแน่นกว่าเป็ดเลี้ยง (ผมว่ามันคงคล้ายๆ ไก่บ้านของเราอะ)

นี่แหละครับ Dirty duck (สังเกตดีๆ นะ)
นี่แหละครับ Dirty duck (สังเกตดีๆ นะ)

หลังจากที่เราวนหาที่จอดรถกันนานมาก (จนรามันต้องขับไปจอดที่จอดรถอีกที่ที่ไกลมาก) เข้ามาในร้านก็สามารถเลือกนั่งได้นะว่าจะเอาแบบไหน จริงๆ รามันบอกว่าที่นั่งหลังร้านจะเห็นวิวของทุ่งนาสวยงามมากๆ แต่วันที่ไปฝนตกหนัก ก็เลยต้องเลือกที่นั่งที่เป็นโต๊ะนั่งรวมหลังร้าน

จากนั้นเราก็ไปกินเป็ดกันที่ร้าน Bebek Begil ครับ
จากนั้นเราก็ไปกินเป็ดกันที่ร้าน Bebek Begil ครับ
สภาพภายในร้านครับ ,, เลือกได้ ว่าจะเอาแบบนั่งโต๊ะธรรมดาหรือแบบโต๊ะญี่ปุ่น
สภาพภายในร้านครับ ,, เลือกได้ ว่าจะเอาแบบนั่งโต๊ะธรรมดาหรือแบบโต๊ะญี่ปุ่น

มาถึงไม่ต้องงงกับเมนูครับ เพราะรามันจัดชุดคุณหนูมาให้แล้ว ทุกคนได้เหมือนกันหมดครับ โดยจานนึงเราจะมีเป็ดกรอบครึ่งตัว ข้าวหนึ่งถ้วย, แตงโมหนึ่งซีก, ส้มสองกลีบ, และน้ำจิ้มสามแบบครับ

เท่าที่ลองชิมดู เป็ดตัวไม่ใหญ่มาก กระดูกกรอบในระดับที่เคี้ยวได้สบายๆ เนื้อกรอบดีใช้ได้ แต่ถ้ามองอีกมุมก็ค่อนข้างแข็งไปนิดนึง กินยากมาก ต้องใช้มื้อกฉีกเป็ดและหักกระดูกเป็นส่วนๆ แล้วค่อยๆ กินกับข้าว รสชาติเค็มปะแล่มๆ นิดหน่อย อร่อยปานกลาง แต่น้ำจิ้มเค้าจิ้มแล้วโคตรเฉยๆ เลยอะ ผมว่าแทนที่จะทำให้รสชาติของเป็ดมันเด่นขึ้นมากลับให้ความรู้สึกดาดๆ เฉยๆ จิ้มก็งั้นๆ ไม่จิ้มยังจะโอกว่า ,, แต่โดยรวมผมว่ามื้อนี้อร่อยกลางๆ ไม่ค่อยฟินมากเท่าไหร่ ยิ่งถ้าใครไม่ชอบแทะนี่คงลำบากมากๆ เลย

หนึ่งชุด มีเป็ดครึ่งตัว กับข้าวหนึ่งบ้องครับ
หนึ่งชุด มีเป็ดครึ่งตัว กับข้าวหนึ่งบ้องครับ
น้ำจิ้มมีสามแบบครับ ,, ไม่เวิร์คซักอย่าง ฮาๆๆ
น้ำจิ้มมีสามแบบครับ ,, ไม่เวิร์คซักอย่าง ฮาๆๆ
แต่เป็ดเค้ากรอบมากจริงๆ กินได้ไปถึงกระดูกเลย
แต่เป็ดเค้ากรอบมากจริงๆ กินได้ไปถึงกระดูกเลย

หมดภาคนี้ เราจะย้ายไปอยู่โรงแรมแถวๆ Kuta Beach ซึ่งจะให้อารมณ์คล้ายๆ พัทยา (เทียบแล้วที่ Ubud นี่อารมณ์ปายอะ แบบเงียบๆ หน่อย) ขอพักผ่อนก่อนละกัน แล้วพบกันตอนหน้าภาคสุดท้ายแล้วครับ อิอิ