แบกเป้เปรี้ยว เที่ยวบินหลา ไปบาหลี ตอนที่ 1

พิจารณาตัวเอง สังเกตว่าช่วงนี้ตัวเองไปเที่ยวเอเซียตะวันออกเฉียงใต้หลายๆ ประเทศแล้วแฮะ ตามเทรนด์ AEC ของทางรัฐบาลจริงๆ แหม่~ (จริงๆ มีไปสิงคโปรด้วย แต่ยังไม่ได้รีวิวอะ ไม่รู้จะมีโอกาสรึเปล่า) ตอนนี้ก็จะพาไปเที่ยวบาหลี อีกหนึ่งเกาะเล็กๆ ในหนึ่งหมื่นเจ็ดพันเกาะของประเทศอินโดนิเซีย

สเน่ห์อย่างนึงของบาหลีคือความแตกต่างครับ โดยเฉพาะสิ่งที่บาหลีต่างจากเกาะอื่นๆ คือเป็นเกาะที่แทบทั้งเกาะนับถือศาสนาฮินดูศิวะแบบเคร่งครัด (แต่ส่วนมากชาวอินโดนิเซียนี่เค้านับถือศาสนาอิสลามกันน่ะครับ) นอกจากนั้นบาหลียังมีวัฒนธรรมและธรรมชาติเก๋ๆ ที่น่าหลงไหลอีกมากมายเลย…

บาหลี เมืองฮินดู ที่ดูเรียบง่าย แต่ลงตัว
บาหลี เมืองฮินดู ที่ดูเรียบง่าย แต่ลงตัว

ติดตามกันได้ครับ 🙂

วางแผนกันที่เมืองไทย

ทริปนี้จริงๆ ก็เริ่มต้นคล้ายๆ กับทุกครั้งแหละครับ คือการจองตั๋วแอร์เอเซียลดราคาแบบข้ามทีหลายๆ เดือน ฮาๆๆ ทีแรกผมอยากไปเที่ยวฮ่องกง กะจะไปกินทาร์ทไข่ตามความใฝ่ฝันตั้งแต่บล๊อกตอนก่อนๆ แต่เวลามันไม่ลงตัวกับวันลา ส่วนไอ้ที่ลงตัวมันแพงไปหน่อย สุดท้ายเลยมาลงตัวกับเพื่อนๆ ที่บาหลี ซึ่งตอนนั้น ไม่รู้จักเลยว่าบาหลีคืออะไร ฮาๆๆๆ (จองไปเพราะถูกนั่นเอง ค่าตั๋วไป-กลับจากดอนเมือง-บาหลี ประมาณแค่ 4,500 บาทเอง) เอาเถอะๆๆ ไปเที่ยว ฮาๆๆๆ

จากนั้นก็เริ่มก็วางแผนไปเที่ยวกับเพื่อนๆ แก๊งส์เดิมนั่นแหละครับ ก็ถกเถียงที่เที่ยวกันไปๆ มาๆ หลายเดือน เพราะทีแรกว่าเราก็จะแบกเป้ไปเที่ยวกัน (เออ.. แต่บางคนก็เป็นกระเป๋าลากนะ) ไม่ได้ซื้อทัวร์ไปเหมือนเจ้าอื่นๆ เถียงกันแทบทุกเรื่องทั้งเรื่องที่เที่ยวและที่พักต่างๆ ทีแรกก็จะเช่ารถขับเอง โรงแรมมีให้เลือกเป็นสิบที่ตามที่เค้าแนะนำกันมาจากเวปต่างๆ ฯลฯ โอยยยยยย ปวดหัวๆๆๆๆๆ เนื่องจากเท่าที่รีวิวมาก การขับรถในบาหลีไม่ใช่เรื่องง่ายแม้ว่ารถเค้าจะพวงมาลัยขวาและขับชิดซ้ายเหมือนบ้านเรา แถมหนทางก็ซับซ้อน, ที่เที่ยวแต่ละที่ก็ไกลห่างกัน, ลูกตุกติกก็ค่อนข้างเยอะ ฯลฯ

แต่สุดท้าย เราก็ลงตัวที่เช่าไกด์+รถของไกด์ครับ

การเริ่มต้นของทริปก็คล้ายๆ เดิมที่สถานีขนส่งอาเขตที่เชียงใหม่ แล้วมุ่งตรงไปยังสนามบินดอนเมืองเพื่อให้ทันเครื่องบินเที่ยงเช้าราคาประหยัดของเรา

รอขึ้นเครื่องหางแดงตั้งแต่รุ่งสาง หาววววว..ววว
รอขึ้นเครื่องหางแดงตั้งแต่รุ่งสาง หาววววว..ววว

การเตรียมตัวที่สำคัญอย่างนึงตอนไปอินโดนิเซียคือการเตรียมเงินครับ เพราะเงินรูเปี๊ยะห์นี่หาแลกค่อนข้างยาก ร้านประจำที่เชียงใหม่ที่เคยแลกเค้าก็บอกว่าขอเวลาหาประมาณ 1 สัปดาห์ เฮ้ย!! ไม่ทันแล้ว ดังนั้นผมเลยแนะนำว่าให้แลกเงินเป็นดอลล่าไปนะ แล้วค่อยเอาดอลล่าไปแลกต่อที่นั่น (แนะนำเพิ่มอีกว่าเวลาแลกดอลล่าควรแลกทั้งแบงค์เล็กแบงค์ใหญ่ แต่แบงค์ใหญ่จะได้เงินเยอะกว่านิดนึง และก็ต้องดูดีๆ ด้วยนะ อย่าเอาแบงค์ดอลล่าเยินๆ หรือมีรอยขีดเขียน เค้าจะไม่ค่อยรับแลก เดี๋ยวจะโดนหาว่าเป็นแบงค์ปลอม)

สนใจมาทำงานออนไลน์กันไหมครับ อิอิ (การหาเงินแลกไม่ง่ายเลยจริงๆ)
สนใจมาทำงานออนไลน์กันไหมครับ อิอิ (การหาเงินแลกไม่ง่ายเลยจริงๆ)

ช่วงที่ไปอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 9,500-9,700rp/USD ,, คิดให้มันง่ายๆ ก็คือหมื่นละสามสิบ หรือเอามาคูณสามแล้วตัดศูนย์ทิ้งไปสามตัวจะได้เป็นเงินบาทของเราโดยประมาณ

นั่งเครื่องบินโคตรนานประมาณเกือบๆ 4 ชั่วโมงเราก็ถึงสนามบินงูราห์ราย เดนพาซาร์ของบาหลีละครับ ผมว่ามันเป็นสนามบินที่เก๋ดีนะ ติดกับทะเลเลย ไม่ใช่ติดแบบธรรมดานะ แบบว่า รันเวย์เรามีคลื่นกระทบฝั่งให้เห็นเลย ถ้าวันไหนพายุเข้าน้ำท่วมก็คงมีเสียวเบาๆ เหมือนกันนะ ,, แถมช่วงนี้เค้ากำลังก่อสร้างตึกเพิ่มและปรับปรุงสนามบินใหม่หลายๆ จุดเพื่อให้ทันกับการประชุมโอเปกที่จะมาจัดที่บาหลีประมาณมิถุนา-กรกฎานี้ด้วย

นั่งเครื่องสี่ชั่วโมงกว่าๆ กว่าจะถึงบาหลี แอบตื่นเต้นแฮะ
นั่งเครื่องสี่ชั่วโมงกว่าๆ กว่าจะถึงบาหลี แอบตื่นเต้นแฮะ

ชื่อสนามบินบาหลีอย่างงูราห์ราย เดนพาซาร์ ชื่อยาวและยาก แต่จริงๆ มันประกอบด้วย 2 ส่วนครับ คืองูราห์รายคือชื่อของนายพลซึ่งเป็นวีรบุรุษของอินโดนิเซียคนนึงที่เป็นชาวบาหลี ชื่อเต็มๆ ของแกคือ I Gusti Ngurah Rai แกเป็นคนที่ต่อสู้กับชาวดัชต์ที่จะพยายามมายึดอินโดฯ เป็นอาณานิคมอีกครั้งหลังจากที่อินโดฯ ประกาศอิสรภาพแล้ว แกเป็นคนรวบรวมชาวบาหลีต่อสู้ทุกวิถีทางจนตัวเองตายโดยไม่ยอมแพ้, ส่วนเดนพาซาร์เป็นชื่อเมืองทางใต้ของบาหลีนะครับ

เหยียบบาหลีแบบงงๆๆ

จากนั้น เราก็ลงมาสนามบินแบบงงๆ ครับ สนามบินที่นี่ไม่ได้ใหญ่มากนะครับ เล็กกว่าดอนเมืองเราซักครึ่งนึงได้ แต่คนเยอะกว่ามาก เดินไปทางไหนก็งงไปหมด ดังนั้นสิ่งแรกที่เราทำคือการรีบโทรหาไกด์ตามเบอร์ที่ได้เพื่อนัดเจอกันครับ กดๆๆ เบอร์ให้เสร็จก็ยื่นโทรศัพท์ให้ผม จริงๆ ก็ดูเหมือนไม่แปลกอะไรที่เค้าจะเชื่อมั่นในภาษาอังกฤษของผมนะครับ แต่ผมว่ามันแปลกที่ว่าไกด์เราคุยภาษาไทยได้แบบระดับเฮ้ย!!! หยั่งกะคนไทยคุยกันเลยอะ

อีกสักพักไกด์เราก็เดินมารับเราที่จุดนัดพบครับ ไกด์ของเรามีชื่อว่าคุณรามัน (Rahman) ครับ เป็นคนบาหลีโดยกำเนิด แต่พูดภาษาไทยชัดมากยังกะเกิดที่เมืองไทย ชัดแบบเว่อ สื่อสารกับคนไทยได้ในระดับ fluently เลยครับ (เผลอๆ ยังพูดชัดกว่าวัยรุ่นบางคนอีกต่างหาก) นอกจากนั้นเค้ายังเฟรนด์ลี่มากๆ ร้องเพลงไทยได้ เนื้อเพลงเป๊ะ (เพลงคันหูแม่งงงงงยังร้องได้อะ…) ศัพท์แสลงอะไรนี่รู้หมด เหมาะสมกับคุณสมบัติแห่งการเป็นไกด์แห่งวังจุฑาเทพส์จริงๆ

ถ้าใครแพลนว่าจะไปบาหลีละก็ ผมแนะนำไกด์คนนี้นะ ไม่ผิดหวังแน่ๆ

ถ้าต้องการติดต่อรามัน สามารถเมลไปหาได้ที่ fatih.bali@yahoo.com หรือจะโทรไปหาก็ได้นะครับ ที่ +61(0)8123922681 หรือจะเฟสบุ๊คไปหาแกก็ได้นะครับ (แต่แกตอบบ้างไม่ตอบบ้าง แนะนำเมลดีที่สุดนะ) ซึ่งตอนที่ไปนี่แก service ดีมากๆ ถ้าไม่รู้จะไปไหน ให้แกนำไปก็ได้ แต่ถ้าเรามีสถานที่ในใจ เราก็สามารถออกแบบโปรแกรมหรือร้าน/สถานที่ที่เราอยากไปได้ โดยแกจะจัดการให้มันลงตัวเอง ซึ่งนอกจากบาหลี แกยังพาไปโบรโมได้ด้วย (แต่ต้องบอกล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน)

ค่าใช้จ่ายตอนที่ผมไป แกคิดค่าตัวแก+รถส่วนตัวรวมค่าน้ำมัน(รถ Suzuki รูปทรงคล้ายๆ Innova อะ)+แกขับรถให้ ที่ 500,000rp ต่อวัน ดูแล้วค่อนข้างแพง แต่ถ้าคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,500 บาทเอง ซึ่งอยากบอกว่าโคตรถูก คุ้มราคายิ่งกว่าคุ้ม เพราะถ้าเราเช่ารถขับเอง ตกวันนึงประมาณ 900-1,200 บาทแล้ว ซึ่งยังไม่รวมค่าน้ำมันและค่าหลงทาง

ยิ่งถ้าบอกแกว่ามาจาก blog ผมก็จะขอบคุณมากนะครับ 🙂

คุณ Rahman ไกด์ของเรามารอรับที่สนามบินแล้ว...
คุณ Rahman ไกด์ของเรามารอรับที่สนามบินแล้ว…
ยานพาหนะของเราในทริปนี้ครับ
ยานพาหนะของเราในทริปนี้ครับ
แกเป็นคนขับรถให้เองเลย สุดยอดมากๆ
แกเป็นคนขับรถให้เองเลย สุดยอดมากๆ

เที่ยวบาหลีครั้งนี้ คงต้องพูดและอ้างถึงคุณรามันมากหน่อย อย่าว่ากันนะครับ 🙂

รู้อะไรบ้าง… อินโดนิเซีย

ระหว่างนั่งรถเดินทางและรถติดที่บาหลี เพื่อความสนุกเร้าใจมากขึ้น ผมก็ขออนุญาตอธิบายเกี่ยวกับประเทศอินโดนิเซีย ,, ประเทศเพื่อนบ้านที่เราไม่ค่อยรู้จักดีเท่าไหร่มาให้ฟังกัน ส่วนนึงได้จากการอ่าน, ส่วนนึงได้จากประสบการณ์ที่ไปเที่ยวมา, แต่ส่วนใหญ่ได้มาจาก Rahman ครับ

  • เค้าบอกว่าคนอินโดฯ เดิมก็มีชาวพื้นเมืองอาศัยอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่อพยพมาจากมาเลย์แหละ พวกนี้เดินเรือเก่งมากและชอบการผจญภัยในท้องทะเล พวกเค้าอยู่แถบนี้มานานหลายพันปีก่อนคริสตกาล จนกระทั่งมีชนชาวฮินดูจากอินเดียเข้ามา พวกนี้ไม่ได้มาเฉยๆนะครับ เอาภาษาและศาสนาเข้ามาเผยแผ่ด้วย ซึ่งการนับถือศาสนาฮินดูในสมัยนั้นเป็นเรื่องเก๋ไก๋และเป็นที่แพร่หลายมาก จนทำให้วัฒนธรรหลายๆ อย่างของชาวบาหลีมีส่วนประกอบของศาสนาฮินดูไปด้วย
  • ต่อมาศาสนาพุทธก็เริ่มเข้ามาครับ แต่อยู่แค่ช่วงสั้นๆ ในยุคศรีวิชัย ประมาณแค่พ.ศ.1000-1400 เอง เทียบๆ กับฮินดูแล้วศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองสู้ไม่ได้ อยู่ด้วยกันสองสามร้อยปียังไม่ทันถึงไหนก็ศาสนาพุทธเสื่อมถอยไปก่อน
  • ที่เข้ามากลุ่มต่อไปคือพ่อค้าอาหรับจากแถบตะวันออกกลางครับ พวกนี้จริงๆ มาเพื่อค้าขาย ขายไปขายมาเลยเผยแผ่ศาสนาอิสลามไปด้วย ซึ่งศาสนาอิสลามเนี่ย เข้ามาถูกที่ถูกเวลาคือมาตอนศาสนาฮินดูเริ่มเสื่อม คนอินโดฯจึงเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามซะเยอะ เกาะใหญ่ๆ ส่วนมากก็เป็นอิสลามกันหมด จนกลายเป็นอาณาจักรมอสเล็มขึ้นมา ,, ยกเว้นที่บาหลีนะครับ ที่ประชากรส่วนมากยังนับถือศาสนาฮินดูอยู่
  • ฝรั่งมังค่าชนชาติแรกที่เข้ามาในอินโดฯ คือโปรตุเกสครับ หลักๆ แกมาค้าขาย แต่สุดท้ายเห็นความอุดมสมบูรณ์ไม่ไหวก็ยึดเอาเมืองเล็กๆ เป็นเมืองท่าสำหรับตน ทำให้คนอินโดฯ ไม่พอใจและสู้รบขับไล่ออกไป รวมทั้งก่อตั้งเมืองจาการ์ตา (เห็นราห์มันพูดว่ายอร์กต้า สงสัยคงมาจาก Yokyakarta กระมัง) เพื่อเป็นอนุสรณ์หลังจากขับไล่โปรตุเกสออกไปได้
  • แต่ที่มาแล้วมีเหตุคือฮอลแลนด์ครับ คือฮอลแลนด์เนี่ยแกกะมายึดแบบจริงจัง ทีแรกก็ไล่ยึดไปไม่กี่เมือง แต่พอมายึดเค้าแล้วตัวเองก็ตั้งบริษัทชื่อ United Dutch East India Company ซึ่งถ้าคิดไม่ออกให้คิดถึงบริษัท East India ที่อังกฤษตั้งเพื่อดูดทรัพยากรของอินเดียไป อันนี้ก็คล้ายๆ กันครับแต่แสบกว่าตรงที่ยังเป็นแหล่งหาอาณานิคมให้ฮอลแลนด์ด้วย จนสุดท้ายก็ยึดอินโดนิเซียได้ทั้งประเทศ
  • จากนั้นชาวอินโดฯ ก็เริ่มทำสงครามต่อสู้กับชาวดัชต์ ตั้งแต่ประมาณพศ.2200 ครับ สู้กันไปสู้กันมา แพ้ดัชต์หมด… ฝ่ายอินโดนิเซียที่แพ้เนี่ย เจ้าเมืองก็มีทางเลือกคือยอมสยบดัชท์, ยอมสู้จนตาย หรือจะยอมฆ่าตัวตาย หรือ Puputan (คล้ายๆ ฮาราคีรีแหละ) ซึ่งเค้าบอกว่าเป็นการกระทำที่มีเกียรติมากๆ คนที่ทำ Puputan ก็จะได้ขึ้นสวรรค์
  • อินโดฯ เนี่ยสู้กับดัชต์ยาวนานหลายร้อยปีมากๆ สู้ทุกกระบวนการ สู้มาหลายยุคหลายสมัยเพื่ออิสรภาพของตัวเอง แต่ก็แพ้มาตลอด จนกระทั่งเริ่มเห็นแววชนะบ้างเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ญี่ปุ่นมายึดครองดินแดนแถบนี้และขับไล่ดัชต์ออกไป ญี่ปุ่นพยายามผูกสัมพันธ์กับอินโดฯ แต่กำลังผูกได้ไม่นาน ญี่ปุ่นก็ชิงแพ้สงครามโลกไปซะก่อน และเมื่อสงครามสิ้นสุด อินโดฯ ก็เนียนประกาศอิสรภาพเมื่อปีพ.ศ.2488 เลย โดยดร.ซูการณ์โน (ลุง Rahman บอกว่าซูการ์โนก็เป็นคนบาหลีด้วยนะ อิอิ) และ ดร.โมฮัมหมัด ฮัตตา (ภายหลังทั้งคู่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีและรองฯ ตามลำดับ)
  • อ่าว… ดัชต์เห็นแบบนี้ก็ว่า อ่าว… มึงเนียนนี่หว่า แกเลยกลับมาจะยึดอีกครั้ง สู้รบกันอย่างมากมายโดยเฉพาะที่เกาะสุมาตรา อินโดฯ แม้จะโดนยึดไปบางเมืองแต่ก็ไม่ยอมถอย ดัชต์ก็จะยึดเอาคืนทั้งประเทศให้ได้ จนเกิดการนองเลือดครั้งใหญ่และต้องมีการทำสนธิสัญญาทั้งสองฝ่ายลงนามเพื่อยุติความขัดแย้งใน ข้อตกลงลิงกัดยาติ (Linggadjati Agreement) เพื่อรับรองอธิปไตยของอินโดฯ เมื่อปลายปีพ.ศ.2489
  • เหมือนจะแฮปปี้เอนดิ้งนะครับ แต่ภายหลังฮอลแลนด์กลับละเมิดข้อตกลงโดยนำทหารเข้าโจมตีอินโดนีเซียอีก นอกจากจะยึดเมืองเค้ายังจับตัวประธานาธิบดีเค้าไปด้วย ,, จนเรื่องเข้าหูองค์การสหประชาชาติ ฮอลแลนด์จึงต้องยินยอมถอยทัพและให้อำนาจอธิปไตยคืนแก่อินโดนิเซีย แต่ก็ถอยแบบกั้กๆ เพราะยังไม่คืนดินแดนอิเรียนจายาตะวันตกให้ จนในที่สุดประชาชนในดินแดนนั้นได้ลงประชามติขอเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซียต่อสหประชาชาติ ซึ่งกว่าเรื่องราวทุกอย่างจะจบก็ปาไป พ.ศ.2506

เดี๋ยวตอนหน้าค่อยเล่าเรื่องของบาหลีละกัน

ลงมาก็หิวเลย

เราลงเครื่องกันเที่ยงๆ กว่าจะจัดระเบียบร่างกาย, ขนสัมภาระขึ้นรถและแลกเงิน กว่าจะพร้อมก็ราวๆ บ่ายกว่าๆ ซึ่งหิวมาก ไม่รู้จะกินอะไร

ทางเลือกเดียวคือถามรามันครับ ฮาๆๆๆ ,, รามันแนะนำร้านอาหารจีนครับ แม้เราจะไม่ค่อยปลื้มมากเพราะว่าอุตว่าห์มาบาหลี ก็อยากกินอาหารบาหลี แต่รามันแกบอกว่า ร้านนี้อร่อย, อยู่ไม่ไกลที่เที่ยว, แถมแกมีส่วนลดส่วนตัวด้วย ส่วนอาหารบาหลีจะพาไปกินในมื้อถัดๆ ไป

โอเค!! เชื่อรามัน เราจึงไปกินกันที่ร้าน The Garoupa ซึ่งออกมาจากสนามบินนิดนึงก็ถึงละครับ ดูแล้วน่าจะอร่อยเหมือนกัน รถจอดข้างหน้าอย่างเพียบอะ

เปิดประตูเข้ามาแอร์เย็นฉ่ำ ผิดกับข้างนอดที่อบอ้าวโคตรๆ ,, สภาพร้านข้างในไฮโซอลังการมาก พนักงานหน้าตาบาหลีสไตล์แต่แต่งกี่เพ้าสีเหลืองเดินให้ว่อน เหอๆๆ ดูเมนูแล้วเป็นภาษาอินโดและคำบรรยายภาษาอังกฤษแล้วก็แอบงงๆ หน่อยๆ เอาเหอะครับ สั่งมากันคนละอย่างสองอย่าง

มากินอาหารจีนที่บาหลี ,, ร้านชื่อ the Garoupa ครับ
มากินอาหารจีนที่บาหลี ,, ร้านชื่อ the Garoupa ครับ
บรรยากาศภายในร้านอลังการดางล้านดวงมากๆ
บรรยากาศภายในร้านอลังการดางล้านดวงมากๆ
กี่เพ้านี่แอบดูแปลกตานิดนึงนะ อิอิ
กี่เพ้านี่แอบดูแปลกตานิดนึงนะ อิอิ

เริ่มที่จานแรกเป็นออร์เดิร์ฟคอมบิเนชั่น 5 อย่างครับ อร่อยแทบทุกอย่าง โดยเฉพาะแมงกะพรุนตรงกลางหอมน้ำมันงาดีมากๆ เลย, ส่วนจานต่อๆ มาก็อร่อยใช้ได้นะ ทั้งหมี่ผัด, ไก่เม็ดมะม่วง, บล๊อกโคลี่หอยเชลล์

แต่ที่ผมว่าเด็ดและเก๋สุดคือสตรอเบอร์รี่ซีฟู้ดปอเปี๊ยะ คือแป้งด้านนอกจะกึ่งๆ ระหว่างแป้งปอเปี๊ยะกับแป้งพาย เค้าทอดจนเหลืองกรอบและหอมมาก ข้างในบรรจุใส้ซีฟู้ดทั้งกุ้งทั้งปูเต็มพิกัด แถมยังมีเนื้อสตรอเบอร์รี่ด้วย ฟังดูแล้วอาจไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่นะ แต่พอลองชิมดูจริงๆ ผมว่าอร่อยดีนะ สตรอเบอร์รี่มันมีอมเปรี้ยวอมหวานนิดๆ ทำให้อาหารมันดูซอฟท์ลง แถมน้ำจิ้มเปรี้ยวๆ อมหวานของเค้ายังทำได้ดีมากๆ อีกด้วย

จานแรกเป็นออร์เดอร์ 5 อย่าง ,, อร่อยใช้ได้เลยนะครับ แป้บเดียวหมด
จานแรกเป็นออร์เดอร์ 5 อย่าง ,, อร่อยใช้ได้เลยนะครับ แป้บเดียวหมด
จานนี้เป็นบร๊อกโคลี่ผัดกับหอยเชลล์และซ้อส XO ครับ
จานนี้เป็นบร๊อกโคลี่ผัดกับหอยเชลล์และซ้อส XO ครับ
จานนี้เป็นไก่ผิดเม็ดมะม่วงสไตล์บาหลี
จานนี้เป็นไก่ผิดเม็ดมะม่วงสไตล์บาหลี
จานนี้ชื่อ Strawberry seafood spring roll ,, อร่อยมากๆ
จานนี้ชื่อ Strawberry seafood spring roll ,, อร่อยมากๆ

อาหารจีนที่บาหลีก็อร่อยดีเหมือนกันนะ

ขับรถเที่ยวต่อ ที่ Garuda-Wisnu-Kenchana

กินอิ่มแล้วก็เที่ยวตามแพลนครับ แบ่งเป็นสีๆ โดยแพลนวันแรกของเรามีเที่ยวนิดหน่อย เน้นโซนทางใต้ ปักหมุดสีเขียวไว้น่ะครับ


View 130525 Bali trip in a larger map

ที่แรกที่เราจะไปแอบอยู่นอกแพลนเล็กๆ แต่มันอยู่ระหว่างทางครับ ซึ่งที่ที่เราจะไปมีชื่อว่า GWK cultural park หรือมาจากชื่อเต็มๆ ว่า Garuda-Wisnu-Kenchana ครับ ,, ซึ่งจากความรู้อันต๊อกต๋อยของผมแล้ว Garuda ก็คือครุฑ, Wisnu ก็คือพระนารายณ์หรือพระวิษณุ ซึ่งครุฑเนี่ยเป็นยานพาหนะของพระนารายณ์, ส่วน Kenchana นี่ไม่รู้จริงๆ แต่เท่าที่ถามรามันแกบอกว่าเป็นไอ้พู่ๆ ที่อยู่หลังพระนารายณ์อีกที ยิ่งฟังก็ยิ่งงง

เรื่องราวต่างๆ และสิ่งก่อสร้างๆ หลายๆ สิ่งบนบาหลี มักวางอยู่บนพื้นฐานของเรื่อง 2 เรื่อง คือรามเกียรติ์ และมหาภารตะนะครับ

จริงๆ GWK เป็นโคตรเมกะโปรเจคของบาหลีเลยนะครับ รามันเล่าว่าสภาเมืองบาหลีวางแผนทุ่มทุนสร้างเจ้าสิ่งก่อสร้างชิ้นนี้มานานมากๆ ถ้าสร้างเสร็จจะเป็นอนุเสาวรีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากนั่งเครื่องบินมาลงที่สนามบินก็จะเห็นความอังการ หรือถ้าเวลานั่งเครื่องบินออกจากบาหลี มันจะเป็นสัญลักษณ์ว่าพระเจ้ามาอวยพรให้เดินทางอย่างปลอดภัยด้วย แต่ว่าไม่เสร็จซักที เพราะว่างบหมดเสียก่อน แถมยังมีหลายฝ่ายคัดค้านเพราะว่ามันใหญ่เกินไป จะทำให้พลังเทพมันไม่สมดุล (เท่าที่ฟังจากรามันนะ) เท่าที่เราเห็นนี่คือแค่ 30% เท่านั้นเอง

ฟังรามันโม้แล้วก็อยากไปให้ถึงเร็วๆ จัง แต่ถนนบาหลีค่อนข้างแคบมากถึงมากที่สุด ส่วนมากเป็นถนนสองเลน สองข้างเป็นต้นไม้ ไม่เห็นมีการขยายถนนซักเท่าไหร่

ขับรถแล่นไปเรื่อยๆ ตามแพลนของเรากัน
ขับรถแล่นไปเรื่อยๆ ตามแพลนของเรากัน
ถนนบาหลีส่วนมากก็สองเลนแคบๆ แต่ก็ขับกันได้นะ
ถนนบาหลีส่วนมากก็สองเลนแคบๆ แต่ก็ขับกันได้นะ

ขับมาเกือบชั่วโมงครึ่ง (รถติดไปซะครึ่งนึง) ก็มาถึงที่ละครับ ด้านหน้าของ GWK ดูเด่นเป็นสง่ามากๆ ค่าเข้าชมคนละ 80,000rp หรือราวๆ 250 บาท แพงพอตัวเหมือนกัน

สิ่งนึงที่น่าเบื่อมากๆ ของบาหลี คือการเก็บค่าจอดรถในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ยิ่งที่ที่ดัง นักท่องเที่ยวเยอะก็ยิ่งแพง ซึ่งตรงนี้ต้องขอบคุณรามันมากๆ บางทีก็ช่วยต่อให้บ้าง บางทีก็ออกให้เราบางส่วนบ้าง เกรงใจโคตรๆ อะ

พอเลี้ยวรถเข้ามา ข้างในนี่โคตรกว้างเลยครับ เข้าใจที่รามันบอกว่า “ทุ่มทุนสร้าง” เลยทีเดียว เพราะเค้าตั้งใจทำภูเขาหินทั้งลูก ให้กลายเป็นลานและอนุเสาวรีย์ยักษ์จริงๆ ที่ไหนที่เป็นหินเค้าก็ตัดจนกลายเป็นลานกว้างและเป็นช่องทางเดินอย่างไม่น่าเชื่อเลย

ส่วนตัวอนุเสาวรีย์ทำจากสำริดนะครับ โดยเค้าจะทำทีละส่วนแล้วค่อยมาประกอบกันแบบ Knockdown เท่าที่เห็นตอนนี้มีส่วนตัว+หัวของพระนารายณ์, ส่วนหัวของครุฑ และมือของพระนารายณ์ ส่วนที่เหลือยังไม่เห็นนะ รามันบอกว่าตอนนี้ไม่รู้เหมืือนกันว่าจะเสร็จเหมื่อไหร่ เพราะตอนนี้เค้าทุ่มงบทำถนนและสนามบินเพื่อเตรียมพร้อมการประชุมโอเปก ,, นอกจากนั้นที่นี่ก็ยังมีเป็นคล้ายๆ hall+ลานกว้าง, เค้าว่ามีการแสดงอะไรงี้ด้วยนะ แต่วันนี้ไม่ได้ไปดู

ต่อมาเราจะมาชมที่ Garuda Wisnu Kenchana ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกของบาหลีครับ
ต่อมาเราจะมาชมที่ Garuda Wisnu Kenchana ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกของบาหลีครับ
หน้าทางเข้าดูอลังการดีมากครับ
หน้าทางเข้าดูอลังการดีมากครับ
เค้าตัดหินที่เคยเป็นภูเขาให้เป็นช่องทางเดินและลานกว้าง
เค้าตัดหินที่เคยเป็นภูเขาให้เป็นช่องทางเดินและลานกว้าง
ลานกว้างมากๆ เริ่มเห็นหัวครุฑด้วย
ลานกว้างมากๆ เริ่มเห็นหัวครุฑด้วย
หัวครุฑที่ทำจากสำริดครับ ,, ยังไม่ได้ประกอบ อิอิ
หัวครุฑที่ทำจากสำริดครับ ,, ยังไม่ได้ประกอบ อิอิ
จริงๆ แล้วมันอันใหญ่มากๆๆๆ นะ
จริงๆ แล้วมันอันใหญ่มากๆๆๆ นะ

เดินจากส่วนครุฑขึ้นมาด้านบนอีกหน่อยก็จะถึงลานพระวิษณุครับ

เดินขึ้นมาอีกหน่อยก็จะเจอพระนารายณ์หรือ Wisnu ครับ
เดินขึ้นมาอีกหน่อยก็จะเจอพระนารายณ์หรือ Wisnu ครับ

ความน่ามาของที่นี่ผมให้ 6.5/10 ครับ ,, แบบว่่าดูอลังการ, ตั้งใจทำ, สถานที่สวย แต่ยังไม่เสร็จดีซักเท่าไหร่ แต่ครั้งจะรอให้เสร็จ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เหมือนกัน

พอเอามาประกอบทุกส่วน จะได้ตามแบบจำลองอันนี้
พอเอามาประกอบทุกส่วน จะได้ตามแบบจำลองอันนี้

เที่ยววัด Uluwatu กัน

จากนั้นล่องลงมายังส่วนใต้สุดของบาหลี เพื่อมาเยี่ยมชมวัด Uluwatu หรือชื่อเต็มๆ ว่า Pura Luhur Uluwatu ซึ่งใครต่อใครก็บอกว่าเป็นวัดที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง… โห ขนาดนั้นเลยเหรอวะ

รามันเล่าว่าวัดอูลูวาตู ถือเป็นหนึ่งในวัดสําคัญที่อยู่ริมทะเล เป็น 1 ใน 10 วัดศักดิ์สิทธิ์ของชาวบาหลี ที่นี่วิวทิวทัศน์สวยงามมาก โดยเฉพาะตอนเย็นที่พระอาทิตย์ตก เพราะวัดตั้งอยู่บนหน้าผาที่หันหน้าออกสู่ทะเล เห็นคลื่นกระทบชายฝั่ง เห็นแสงสุดท้ายค่อยๆ ดับลงพร้อมเงาของวัด (แต่เราเราเล่นไปซะบ่ายเลย…) ,, รามันบอกเพิ่มเติมอีกว่าตัววัดจริงๆ เก่าแก่มากสร้างขึ้นช่วงศตวรรษที่ 11 โดยพระชั้นผู้ใหญ่ชาวชวาชื่อ EMPU KUTURAN และได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมโดยพระชาวชวาชื่อ DANGHYANG NIRATHA ซึ่งท่านได้พํานักอยู่ที่นี่จนสิ้นชีวิตภายในวัดแบ่งเป็นสวนตามความเชื่อสวรรค์ มนุษย์ และบริเวณภูตผี

ฟังดูแล้วมีสตอรี่ น่าไปขึ้นอีกเป็นกอง!!

วกรถกลับไปทางใต้ ไปเยี่ยมหาวัดอุลุวาตูครับ
วกรถกลับไปทางใต้ ไปเยี่ยมหาวัดอุลุวาตูครับ

พอถึงที่ ก็เสียค่าที่จอดรถและค่าเข้าวัดคนละ 20,000rp ครับ ,, ซึ่งที่นี่ สิ่งนึงที่ต้องเตือนเลยคือลิงครับ ลิงที่นี่เยอะมากถึงมากที่สุด ปกติถ้าเราไม่ไปยุ่งอะไรมัน มันก็จะไม่ยุ่งอะไรกับเรายกเว้นมันจะเจอของที่มันชอบมากๆ อันได้แก่ ของที่ส่องแสงระยิบระยับ เครื่องประดับต่างๆ โดยเฉพาะตุ้มหูและแว่นตา ส่วนลิงจะไม่ค่อยชอบกล้องถ่ายรูป ถ้าไปตั้งใจถ่ายมันแช๊ะๆๆๆ ใกล้ๆ ก็ระวังมันจะแยกเขี้ยวแล้ววิ่งเข้าใส่เราให้นะครับ

เดินจากปากทางนิดหน่อยก็ถึงตัววัดละครับ

ในวัดมีลิงเยอะมากๆๆๆ
ในวัดมีลิงเยอะมากๆๆๆ
วันที่ไป ตัววัดไม่ได้เปิดครับ ชมได้แค่จากข้างนอก
วันที่ไป ตัววัดไม่ได้เปิดครับ ชมได้แค่จากข้างนอก
เดินอ้อมมาดูชายฝั่ง เห็นมหาสมุทรอินเดีย กับคลื่นลูกใหญ่กำลังซัดหน้าผา สวยมากๆ
เดินอ้อมมาดูชายฝั่ง เห็นมหาสมุทรอินเดีย กับคลื่นลูกใหญ่กำลังซัดหน้าผา สวยมากๆ

แต่มาจริงๆ แล้วผมแอบผิดหวังนะ เพราะส่วนนึงตั้งความหวังไว้พอตัวว่ามันต้องเจ๋ง แต่พอมาแล้วก็งั้นๆ ตัววัดจริงๆ ก็ไม่ให้เข้า เห็นแต่จากด้านนอก (ซึ่งตัววัดจริงๆ โดยเฉพาะวัดใหญ่ๆ สำคัญๆ เค้าจะไม่ให้คนที่ไม่ได้นับถือศาสนาฮินดูเข้าเลย) ลิงก็เยอะและเสียวจะโดนขโมยของด้วย, กว่าจะเดินไปเจอไอ้มุมที่ใครๆ ถ่ายรูปแล้วบอกว่าฟินกันผมว่ามันก็เฉยๆ อะ ไกลก็ไกล คนเยอะด้วย สูบบุหรี่ด้วย (อาจเป็นเพราะคงไม่ได้มาตอนพระอาทิตย์ตกด้วยมั้ง) ,, เฟลเบาๆ นะ

ไหนๆ มาถึงละก็เอามุมสุดฮิตของอุลุวาตูมาฝากหน่อยละกัน

วัดอุลุวาตู หรือ Uluwatu ที่ตั้งเด่นตระหง่านหน้าผา
วัดอุลุวาตู หรือ Uluwatu ที่ตั้งเด่นตระหง่านหน้าผา

ขออาหารบาหลี รามันจัดให้ที่ Pondok Tempo Doele

เดินทางเหนื่อยมาทั้งวัน หิวมากๆ บอกรามันตั้งแต่เช้าขออาหารบาหลีแบบสะอาดๆ นะ เจอประสบการณ์บุฟเฟต์ขี้แตกตอนไปพม่าแล้วไม่ไหว ,, รามันเลยพาไปที่ร้าน Pondok Tempo Doeloe แกบอกว่าร้านนี้ใช้ได้ สะอาด ไม่ฮาร์ดคอร์ คนบาหลีชอบมากินอยู่ ,, โอเคครับ จัดไป!!!

มาถึงขณะฝนกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์พอดี (ถ้ากินข้างทางก็คงเละเป็นโจ๊กไปแล้ว) ก็เลี้ยวรถมาจอดข้างใต้ของร้าน จากนั้นก็ขึ้นบันไดมา ต้องบอกว่าร้านนี่ใหญ่โตอลังการมากๆ เห็นแล้วแอบตกใจเลยทีเดียว แถมขนาดฝนตกขนาดนี้ คนยังนั่งกันเกือบเต็มร้าน (ส่วนใหญ่เป็นคนอินโดฯ ด้วยอะ)

หลังจากที่รามันเห็นเทคนิคการสั่งอาหารของเราในช่วงเช้าที่ Garoupa แล้ว รามันเลยตัดสินใจสั่งให้เราดีกว่า (คือแกโทรมาจองให้ตั้งแต่อยู่บนรถละ เพราะเห็นพวกเราหิวมาก กะว่าไปถึงแล้วได้กินพอดี) ซึ่งพอนั่งเก้าอี้ปุ๊บ อาหารก็ค่อยๆ ทยอยมาเสิร์ฟเลย ดีจังๆ กำลังโคตรๆ หิว

ต่อมาเราก็มากินอาหารบาหลีที่ Pondok Tempo Doeloe
ต่อมาเราก็มากินอาหารบาหลีที่ Pondok Tempo Doeloe
ในร้านนี้คนโคตรเยอะอะ
ในร้านนี้คนโคตรเยอะอะ

เท่าที่สั่งมาก็มีพวกปลาราดเครื่องแกง, ไก่ย่างสไตล์บาหลีที่ผมว่าย่างได้ดีและหอมกลิ่นเครื่องเทศเอาเสียมากๆ, ปลาทอดก็กลางๆ, ต้มซุปอะไรซักอย่าง ปรุงคล้ายแกงผักหวานบ้านเรา แต่ใส่เต้าหู้อะ ทีแรกชิมนี่โคตรจางเลย ไม่อร่อยอะ แต่พอเหลือบไปเห็นพริกเกลือมะนาวมาให้เราปรุง เท่านั้นแหละ แหล่มมาก ซดน้ำไม่มีเหลือ

ส่วนทีเด็ดจริงๆ คงจะต้องยกให้ของหวานครับ เมนูนี้รามันไม่ได้สั่งมา แต่เราเห็นโต๊ะข้างๆ เค้าสั่งเราก็ขอบ๋อยว่าเอาแบบนั้นบ้าง บ๋อยก็จัดมาให้ครับ ,, รสชาติมันรีมิกซ์ของหวานหลายอย่าง คล้ายๆ รวมมิตรน้ำแข็งไสผลไม้รวม คือเอาน้ำแข็งไสน้ำแดงบ้านเรา ใส่อะโวกาโด้, ลูกเกด, แตง, สับปะรด, ฯลฯ แล้วเอาโอโจ้บาหลีเสียบด้านบน อร่อยชื่นใจมากๆ เลยครับ ฮี่ๆๆๆ

ต้มจืดๆ แต่ใส่เกลือกะพริกละอร่อยมากๆ , ปลาก็อร่อยนะ กลิ่นแบบบาหลีๆ ดี
ต้มจืดๆ แต่ใส่เกลือกะพริกละอร่อยมากๆ , ปลาก็อร่อยนะ กลิ่นแบบบาหลีๆ ดี
ไก่ย่างสูตรบาหลีที่รามันแนะนำมา อร่อยเลย เห็นละอยากส้มตำ
ไก่ย่างสูตรบาหลีที่รามันแนะนำมา อร่อยเลย เห็นละอยากส้มตำ
ที่เด็ดสุดคงเป็นของหวาน ,, คล้ายๆ รวมมิตรบ้านเรา แต่ใส่ผลไม้เยอะ
ที่เด็ดสุดคงเป็นของหวาน ,, คล้ายๆ รวมมิตรบ้านเรา แต่ใส่ผลไม้เยอะ

มื้อนี้จัดไปเกือบสามแสนห้าครับ ,, คิดไปเงินไทยก็พันห้าสิบนิดๆ หารหกเฉลี่ยตกคนนึงก็ไม่ถึงสองร้อยครับ ฮี่ๆๆๆ

หมดแรงที่ Villa Jungjungan

หลังจากอิ่มมื้อเย็น เราก็ฝ่าฝนยามค่ำคืนเพื่อมาหาที่พักของเราครับ

ที่พักของเราครั้งนี้อยู่ที่ Ubud ครับ, ถามรามันก็ไม่รู้จัก มีแค่แผนที่จาก Foursquare ที่พอพาเราไปได้ เราก็ให้รามันขับตามแผนที่ไปเรื่อยๆ เข้าไปในซอยแคบๆ มืดๆ ปุเลงๆ วนอยู่นานจนเริ่มเห็นไฟป้ายบ้าง ผ่านไปหลายรีสอร์ทจนเกือบจะสุดปลายถนนเริ่มใจไม่ดีละ คืนนี้จะได้นอนป่าววะเนี่ย ,, แว้บๆ เห็นป้าย Jungjungan Hotel and Spa เลยเลี้ยวเข้ารีสอร์ท โห มีคนรอต้อนรับเราด้วย สภาพรีสอร์ทโคตรไฮโซอะ นี่น่ะเหรอที่เราพักกันคืนละ 700 บาท

อ่าว… คุยไปคุยมานึกว่าใช่ เลี้ยวผิดครับ ของเราต้องเลยไปอีกหน่อย ชื่อ Villa Jungjungan ครับ

สภาพภายนอกไม่ได้ไฮโซเท่า แต่ข้างในก็ดูดีเลยนะ สภาพห้องสภาพเตียงก็ดูดี มีสระว่ายน้ำด้วย อิอิ ห้องที่เราได้เป็นสองห้องนอนใหญ่แล้วมีห้องน้ำคั่นกลางอันนึง แอบลำบากเพื่อนๆ ผู้หญิงนิดนึง.. แถมพอคุยไปคุยมา ทางรีสอร์ทค่อนข้างดราม่ากับเราพอควรเลย ทั้งเรื่องการจัดจำนวนเตียงต่อห้องก็ผิด แถมยังนับจำนวนคนให้เราผิดด้วย เราบอกมาหกคน เก็บเงินหกคน แต่จัดให้เราห้าเตียง สุดท้ายแทนที่จะได้นอนฟูกดีๆ ก็ต้องกลายเป็นนอนเตียงแทรก แอบหงุดหงิดนิดนึง แต่เหนื่อยละครับ ไหนๆ มาพักผ่อนละ ก็คิดซะว่า เรามาแค่นอนเฉยๆ อยู่แป้บๆ เดี๋ยวก็ต้องออกไปเที่ยวละ

ขอสลบบนที่พักที่ Villa Jungjungan ก่อนนะครับ ครอก....
ขอสลบบนที่พักที่ Villa Jungjungan ก่อนนะครับ ครอก….

สภาพสถานที่ขอเก็บไว้เสนอในตอนหน้านะครับ วันนี้ขอแค่สภาพที่นอนก่อน ไม่ไหวละ เฟลเบาๆ กับบาหลีวันแรก พรุ่งนี้เจอกันครับ คิวเที่ยวพรุ่งนี้อีกเยอะ