Nasi Jumpru – นาซิจำปู๋

ไหนๆ ใครรู้จักอาหารฟิวชั่นบ้าง

ให้เดานะ ส่วนมากก็คงคิดว่าพอรู้จักบ้างแหละ เอาอาหารชาตินั้นมาผสมชาตินี้ ดูแล้วให้อารมณ์ผสมผสานและร่วมสมัยเพิ่มมากขึ้น กินแล้วแปลกๆ หน่อย แต่ก็ตื่นเต้นดี ลงตัวบ้างไม่ลงตัวบ้างก็ว่ากันไป ฮาๆๆ ,, แต่ว่าครั้งนี้ผมมาร้านนึงครับ ร้านที่ทำให้อาหารฟิวชั่นมันเหนือกว่าที่เคยเป็นมา บางทีเหมือนเป็นอาหารในจินตนาการที่ไม่คิดว่าจะมีคนทำในโลกนี้แต่พอชิมแล้วดันลงตัวแบบสุดๆ ร้านนี้แหวกและสร้างนิยามของอาหารฟิวชั่นใหม่ๆ ให้ผม

ไม่น่าเชื่อว่าผลไม้และดอกไม้จะเอามาทำเป็นของคาวได้อย่างลงตัว
ไม่น่าเชื่อว่าผลไม้และดอกไม้จะเอามาทำเป็นของคาวได้อย่างลงตัว

ร้านนี้ชื่อว่านาซิจำปู๋ (Nasi Jumpru) ครับ (มีเฟสของร้านด้วยนะ อิอิ)

ที่ไปที่มา

ผมจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าผมเคยเห็นร้านชื่อแบบนี้ที่แถวๆ ตลาดคำเที่ยงซักประมาณเกือบๆ สิบปีก่อน สมัยนั้นผมยังไม่ได้บ้าหาอาหารชิมเหมือนตอนนี้ จำได้ว่าชื่อมันแปลกดีนะ แต่ก็แค่ผ่านเฉยๆ แต่ไม่ได้แวะเข้าไปชิม จากนั้นผมก็ลืมชื่อนี้ไปนาน….. จนกระทั่งต้นปีนี้มีเพื่อนโพสในเฟสว่ามากินร้านนี้ ความทรงจำเก่าของผมมันก็เหมือนเชื้อเชิญให้ผมกลับไปหายังร้านอาหารชื่อแปลกอีกครั้ง

ตอนนี้ร้านตั้งอยู่แถวๆ ตลาดรวมโชค โดยถ้าขับมาจากในเมืองก็ให้ผ่านโรงพยาบาลเทพปัญญาไปทางแม่โจ้ ข้ามแยกตลาดรวมโชคแล้วตรงไป จากนั้นไปแล้วกลับรถอันที่สาม (ก่อนถึงสี่แยกไฟเขียวไฟแดง) ขับมาอีกนิดนึงร้านจะอยู่ทางซ้ายมือครับ เป็นบ้านกึ่งไม้กึ่งปูนยกใต้ถุนสูงอยู่ในพุ่มไม้นิดนึง อิอิ

มองจากข้างถนนก็จะเห็นหน้าร้านดูเรียบง่ายแบบนี้ครับ
มองจากข้างถนนก็จะเห็นหน้าร้านดูเรียบง่ายแบบนี้ครับ


View Nasi Jumpru in a larger map

ส่วนทางเข้าร้านนี่อยู่ด้านล่างครับ ถ้าจะกินอาหารก็ขึ้นบันไดมาด้านบน ส่วนด้านล่างเป็นร้านขายเสื้อผ้าดีไซน์เก๋ๆ ชื่อ “แสงบุญ” (แต่วันที่ผมไปเค้าเริ่มเก็บของแล้ว เหตุเพราะเค้าเตรียมจะย้ายไปที่ร้านใหม่ เลยไม่ค่อยเหลืออะไรให้สำรวจแล้ว)

หน้าร้านของร้านนาซิ จำปู๋
หน้าร้านของร้านนาซิ จำปู๋

กินอย่างเดียวละกัน

เข้ามาในร้านแล้ว

จากนั้นก็เดินขึ้นบันไดเข้ามายังข้างบน ในร้านตกแต่งแบบแปลกตา สีสันสดใสดีนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสีของผ้าปูโต๊ะหรือผ้าเช็ดปากนี่สีจี๊ดมากๆ โต๊ะบางตัวก็สีแดง บางตัวก็สีขาว มีโซฟาและถังเบียร์มาแต่งร้าน นี่บอกตรงๆ ว่าผมก็แอบงงๆ สไตล์การแต่งร้านเหมือนกันว่ามันแนวไหนกันแน่ ฮาๆๆๆ เอาเป็นว่าคิดเป็นแนวฟิวชั่นๆๆๆ

ในร้านตกแต่งบรรยากาศเรียบง่าย แต่มีสไตล์ไม่หยอก
ในร้านตกแต่งบรรยากาศเรียบง่าย แต่มีสไตล์ไม่หยอก
สีสันแบบว่าสุดฤทธิ์อะ
สีสันแบบว่าสุดฤทธิ์อะ

จากนั้นผมก็เห็นพี่คนนึง (น่าจะเป็นเจ้าของร้านแหละ พอดีไม่ได้ถามชื่อ แฮ่ๆๆๆ) ทีแรกก็มาบริการเมนูที่โต๊ะผม อธิบายนั่นนี่ แนะนำเมนูและรายการอาหารแต่ละอย่างอย่างลึกซึ้งและละเอียดด้วยความตั้งใจ จากนั้นพอเสร็จจากโต๊ะผม แกวิ่งไปแทบทุกโต๊ะ ทำซ้ำๆ กันอย่างโต๊ะผม บริการทุกคนในทุกโต๊ะอย่างดีเลย (รวมทั้งโต๊ะผมด้วย) เห็นแล้วน่าประทับใจจริงๆ

พอเริ่มว่างๆ ผมก็เลยชวนแกมาคุยสนุกๆ ว่าที่มาของร้านเป็นไง แกก็เล่าว่าที่มาของร้านเนี่ยเกิดจากเมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อน แกไปเที่ยวบาหลีกับเพื่อนๆ ซึ่งไปเรียนและฝึกงานเกี่ยวกับการแสดงอยู่ที่นั่น ทำให้เค้าได้มีโอกาสไปตระเวณมาทั่วเกาะเลย ทำให้ชื่นชอบและหลงไหลในความสวยงามและวัฒนธรรมต่างๆ ของชาวบาหลีมากๆ โดยเฉพาะเมนูนึงของชาวบาหลีซึ่งพี่แกพบตอนไปกินร้านกับข้าวข้างทาง เมนูนี้เค้าจะเอาข้าวกับกับข้าวมาวางในใบตองที่อยู่ในจานที่สานขึ้นมาแล้วก็ใช้มือกินอย่างเอร็ดอร่อยและอบอุ่น ซึ่งคนบาหลีเค้าเรียกมันว่า Nasijumpru และพอแกกลับมาก็เพี้ยนกลายมาเป็นชื่อร้านอย่างนาซิจำปู๋ในเวลาถัดมา (พอดีผมเพิ่งไปบาหลีมาเหมือนกัน เลยคุยกันสนุกเลย)

แอบมองเข้าไปในห้องครัว แม่ครัวใส่ที่คาดผมน่ารักมากๆ พี่เจ้าของร้านก็เล่าว่า อาหารแทบทั้งหมดเป็นอาหารฟิวชั่นใหม่ที่ร้านคิดเอง นำทีมด้วยพี่แม่ครัวเป็นคนครีเอทขึ้นมาเองแบบว่าไม่ได้ไปเลียนหรือเรียนที่ไหนมาเหมือนกัน น่าอเมซิ่งมากๆ

แม่ครัวน่ารักมากๆ เธอเกิดมาเพื่อการผสมผสานที่เหนือจินตนาการจริงๆ
แม่ครัวน่ารักมากๆ เธอเกิดมาเพื่อการผสมผสานที่เหนือจินตนาการจริงๆ

แปลกตรงที่ อ่านเมนูมาตั้งเยอะ ไม่มีอาหารอินโดฯ หรืออาหารบาหลีเลย ฮาๆๆๆ

ทยอยมาเสิร์ฟ

ใครๆ ก็บอกว่าเครื่องดื่มที่แสนแปลกสุด chic และเป็น signature ของร้านนี้นั่นก็คือน้ำกระเจี๊ยบรูทเบียร์ปั่น

ทีแรกที่ผมได้ยินชื่อนี่ได้แต่อุทานในใจ พยายามจินตนาการหลายทีว่ามันจะเป็นยังไงวะ ใจนึงก็อยากรู้ อีกใจก็ไม่กล้า ,, เอาวะ!!! ก็ลองสั่งมาดูให้มันซักยกครับ

ผมว่ามันแปลกนะ จี้ดแรกผมกินแล้วไม่ค่อยโดนเท่าไหร่ มันเปรี้ยวๆ ตุๆ เหมือนจะเอาข้อเสียของทั้งคู่มายังไงก็ไม่รู้ แต่พอกินไปกินมาผมว่าอร่อยดีนะ พอกระเจี๊ยบมันเริ่มคายหวานขึ้นมามากขึ้น กลิ่นรูทเบียร์ก็เริ่มนัวลดลง มันก็เลยเริ่มดูกลมกล่อมดี ดูนัวๆ แบบแปลกๆ แถมยังเพิ่มรสสัมผัสด้วยเนื้อกระเจี้ยบที่เอามาปั่นรวมกันด้วย ,, ส่วนตัวผมว่าแล้วแต่ชอบนะ ผมน่ะชอบ ไปครั้งหน้าก็จะสั่งอยู่ แต่ผมว่าเป็นเครื่องดื่มที่เดาแนวทางยาก คนที่ชอบรูทเบียร์อาจไม่ชอบก็ได้ คนชอบกระเจี๊ยบอาจไม่ชอบก็ได้ (แต่คิดว่าคนที่ชอบต้องไม่เกลียดรูทเบียร์ แต่ต้องชอบเครื่องดื่มที่ออกแนวเปรี้ยวๆ หน่อยอะ)

น้ำกระเจี๊ยบรูทเบียร์ครับ ,, สุดยอด signature drink ของที่นี่
น้ำกระเจี๊ยบรูทเบียร์ครับ ,, สุดยอด signature drink ของที่นี่

จานแรกที่ผมสั่งไปเป็นออเดิร์ฟสี่อย่างครับ เรียกจานนี้ว่ากรอบเสวย อันประกอบไปด้วยปอเปี๊ยะแฮมชีส, กุ้งโสร่ง, เกี๊ยวซ่าทูน่า และเมี่ยงแหนมใบปูลิง มม โดยรวมจานนี้ผมว่ากลางๆ นะ ที่เด็ดหน่อยคือกุ้งโสร่งและเมี่ยงแหนมปูลิง แต่ที่เด็ดสุดจานนี้ต้องยกให้ไอเดียการทำแต่ละอย่างและการจัดวางของเค้าสวยดีจริงๆ

จานแรกเรียกว่ากรอบเสวยครับ เป็นการรวมกันของของทอดสุดฮิปสี่อย่าง
จานแรกเรียกว่ากรอบเสวยครับ เป็นการรวมกันของของทอดสุดฮิปสี่อย่าง
ปอเปี๊ยะแฮมชีส และเกี๊ยวซ่าทูน่า
ปอเปี๊ยะแฮมชีส และเกี๊ยวซ่าทูน่า
เมี่ยงแหนมห่อใบชะพลูและกุ้งโสร่ง
เมี่ยงแหนมห่อใบชะพลูและกุ้งโสร่ง

จานต่อมามีคนแนะนำว่าเป็น Signature ของร้านครับ มันคือซี่โครงฮังเลโรตีครับ

โรตีทอดหนึ่งแผ่นหั่นสี่ เสิร์ฟมาพร้อมกับแกงฮังเลซี่โครงครับ ที่เด็ดคือปกติเวลาเราซื้อแกงฮังเลตามตลาดมักจะได้ส่วนที่เป็นมันมาซะเยอะ แถมส่วนกระดูกก็ด้านๆ เหนียวๆ แต่ไม่ใช่กับฮังเลของที่นี่เลย ซี่โครงหมูที่นี่เค้าทำได้นุ่มมากในระดับที่แค่เอาช้อนแตะก็ร่อนกระดูกออกมาได้เป็นอันแล้ว กินกับโรตีนี่ลงตัวดีแฮะ

คหสต.ผม เมนูนี้แนะนำสำหรับคนต่างถิ่นที่มาเที่ยวเชียงใหม่ อยากลองกินแกงฮังเลคุณภาพดีๆ อร่อยๆ แต่กับผมที่เป็นคนเชียงใหม่ ที่กินฮังเลบ่อยแทบทุกอาทิตย์นี่ผมว่าอร่อยแต่ไม่ได้ดึงดูดหรือตื่นเต้นมากเท่าไหร่ อิอิ

จานต่อมาเป็นโรตีแกงฮังเล ,, ใช้ได้เลยทีเดียว
จานต่อมาเป็นโรตีแกงฮังเล ,, ใช้ได้เลยทีเดียว
เค้าใช้ซี่โครงมาทำฮังเล แถมตุ๋นได้นุ่มโคตรๆ
เค้าใช้ซี่โครงมาทำฮังเล แถมตุ๋นได้นุ่มโคตรๆ

จานต่อมามีชื่อว่าฉู่ฉี่ลำไยลิ้นจี่ยัดใส้ไข่ฟู ,, อันนี้แฟนผมสั่งครับ ทีแรกแกก็ไม่แน่ใจเลยมาถามผมว่าจะเอาดีมั้ยเพราะชื่อมันประหลาดมาก แถมไม่เชื่อว่าผลไม้หวานๆ จะเอามาทำเป็นอาหารคาวได้ ส่วนผมว่ามันน่าสนใจดีนะ ลองดูไม่เสียหาย ก็เลยจัดมา

พอยกมาเสิร์ฟเท่านั้นแหละครับ เราทั้งสองตะลึงในความสวยงามในการจัดจาน ทั้งการเอาเนื้อลิ้นจี่และลำไยมาโอบอุ้มเนื้อหมูและกุ้งทรงเครื่อง จากนั้นก็โปะด้านบนด้วยไข่เขียวฟูๆ ราดซอสฉู่ฉี่ย้ำอีกครั้ง และประดับด้วยดอกไม้นานาชนิดที่สามารถเอามากินได้จริงๆ

หลังจากตะลึงในความสวยงามสักครู่เล็กๆ ผมก็เริ่มตักมันมาชิมดูครับ อยากบอกว่าวินาทีที่ฉู่ฉี่ลิ้นจี่ลำไยยัดใส้ไข่ฟูเข้าปาก มันเหมือนกับมีอะไรมาเริงระบำภายในตัวผม ผมมองเห็นงานเทศกาล, ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส, ร้องเล่นเต้นรำกันด้วยเสื้อผ้าสีสดใสอย่างสนุกสนาน, ดอกไม้สีสันงดงามสดใสร่วงหล่นมาไม่ขาดสาย โอยยยย อะไรจะฟินขนาดนี้ เคี้ยวไม่ทันขาดคำก็อยากจัดต่ออีกคำแบบต่อเนื่องเลยทีเดียว ไม่น่าเชื่อว่าอาหารคาวจะลงตัวกับผลไม้หวานๆ แบบนี้

จานนี้เด็ดสุดครับ ,, ฉู่ฉี่ลำไยลิ้นจี่ยัดใส้ไข่ฟู
จานนี้เด็ดสุดครับ ,, ฉู่ฉี่ลำไยลิ้นจี่ยัดใส้ไข่ฟู
กินแล้วผมรู้สึกและเห็นภาพของงานเทศกาลและการเริงระบำ โฮๆๆๆ
กินแล้วผมรู้สึกและเห็นภาพของงานเทศกาลและการเริงระบำ โฮๆๆๆ

ต่อมาก็เป็นเมนูชื่อเก๋ๆ อย่างลิ้นจี่เกล็ดข้าวเม่า ชิมแล้วอารมณ์คล้ายๆ ลิ้นจี่ใส่กับหมูกับเครื่องยัดใส้แล้วชุบแป้งพร้อมกับเกล็ดข้าวเม่าเสียบไม้ทอด แล้วราดด้วยน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะและอาจาด หนึ่งชุดมีมีให้ห้าคำ น้ำจิ้มและอาจาดราดให้ในแต่ละชิ้นแล้ว ,, โดยรวมผมว่าก็ใช้ได้นะ อร่อยดี แต่ไม่ฟินเท่าอันบน

กับอีกเมนูนึงคือปลากะพงทอดน้ำปลา ,, อันนี้ผมว่าเค้าทอดปลาได้กรอบมากๆ ในแทบทุกส่วน น้ำจิ้มก็อร่อยดี เปรี้ยวๆ หวานๆ กลมกล่อมใช้ได้ ,, แต่รวมๆ แล้วผมว่าก็คล้ายๆ กับที่อื่นนะ

ห้าคำเด็ดๆ สำหรับลิ้นจี่เกล็ดข้าวเม่าครับ
ห้าคำเด็ดๆ สำหรับลิ้นจี่เกล็ดข้าวเม่าครับ
ลิ้นจี่เกล็ดข้าวเม่า มาพร้อมอาจาดและน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ
ลิ้นจี่เกล็ดข้าวเม่า มาพร้อมอาจาดและน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ
ปลากะพงทอดน้ำปลา ,, กรอบ, เค็ม, กลมกล่อมกับน้ำจิ้ม
ปลากะพงทอดน้ำปลา ,, กรอบ, เค็ม, กลมกล่อมกับน้ำจิ้ม

ขอเติมอีกจานด้วยพล่ากุ้งนาซิจำปู๋ อันนี้เค้าเอากุ้งแม่น้ำตัวโตมาแกะเปลือกแบะหลังให้เหลือแต่หางกับหัง จากนั้นก็เอาเครื่องมาราดไว้ข้างบนพร้อมการตกแต่งที่สวยงามอย่างเว่อ ,, โดยรวมมว่าก็โอเคนะ กุ้งสดดี เครื่องที่ทำมาใช้ได้ ฟินในระดับนึงสำหรับคนที่ชอบกุ้ง แต่ผมว่ามันแพงไปหน่อย ดูเหมาะกับเอามากินกับแกล้มมากกว่าที่จะเอามากินเอาอิ่มซักเท่าไหร่

พล่ากุ้งนาซิจำปู๋ ,, ใช้ได้เลยนะครับ
พล่ากุ้งนาซิจำปู๋ ,, ใช้ได้เลยนะครับ
กุ้งเค้าตัวใหญ่ดีจริงๆ เอิ้กๆๆ
กุ้งเค้าตัวใหญ่ดีจริงๆ เอิ้กๆๆ
กุ้งแม่น้ำตัวโต กับเครื่องที่มาราด กลายเป็นพล่ากุ้งชั้นดี
กุ้งแม่น้ำตัวโต กับเครื่องที่มาราด กลายเป็นพล่ากุ้งชั้นดี

จานสุดท้ายก็ขอจัดหนักด้วยสันนอกเมี่ยงมังคุด

อันนี้ผมว่าหนักกว่าฉู่ฉี่ลำไยอะไรนั่นนะ คืออย่างลิ้นจี่หรือลำไยเรายังสามารถพอจินตนาการเดารสชาติและกลิ่นมันได้ แต่กับมังคุดแล้วผมว่ามันเป็นผลไม้ที่ซอฟๆ ดูเรียบร้อยๆ นะ ความแรงของรสชาติหรือกลิ่นมันไม่มากอะ คงต้องโดนรสและกลิ่นของสเต๊กและเครื่องเทศกลบไปเป็นแน่แท้

แต่พอชิมไปแล้ว ผมว่ามันอร่อยเลยนะ เนื้อสเต๊กสันนอกอย่างดีลงตัวกับน้ำเมี่ยงที่ให้อารมณ์คล้ายๆ ลาบปนกับจิ้มแจ่วก็ว่าเด็ดแล้วนะ แต่ความหวานและกลิ่นละมุนๆ ของกลิ่นมังคุดมาช่วยเติมเต็มอย่างลงตัว เอ่อ… มันแปลกดีแฮะ

สเต๊กสันนอกเมี่ยงมังคุด ,, ฟินมากๆๆๆ
สเต๊กสันนอกเมี่ยงมังคุด ,, ฟินมากๆๆๆ
ไม่น่าเชื่อว่าสันนอกกับมังคุดเข้ากันแบบสุดๆ อะ
ไม่น่าเชื่อว่าสันนอกกับมังคุดเข้ากันแบบสุดๆ อะ

เสียดายอิ่มไปหน่อย ไม่งั้นคงจัดหลายอย่างกว่านี้

ที่มากินวันนี้

ผมว่าร้านนี้เป็นร้านอาหารฟิวชั่นที่ผมว่าแหวกและเจ๋งมากๆ ร้านนึงเท่าที่ผมเคยกินมาเลย ใครมาเชียงใหม่นี่ผมแนะนำนะร้านนี้ เด็ดโคตรๆ เพื่อนๆ หลายคนแนะนำว่าพวกเมนูทอดที่นี่ทำได้ดีมาก แต่ผมก็สั่งได้เท่าที่เห็นแหละเพราะกินกันแค่สองคน ,, แต่ว่าใครอยากมาลองต้องรีบนิดนึงเพราะสิ้นเดือนนี้ ร้านเค้าจะปิดและย้ายไปเปิดอีกที่นึงแทน เอาเป็นว่าถ้าเดือนนี้ทันก็ดี ถ้าไม่ทันก็ค่อยไปลุยที่ใหม่ก็แล้วกัน (เจ้าของร้านบอกว่าร้านใหม่สวยมากๆ อยู่แถวๆ สันกำแพงอะ)

เดือนนี้ไม่ทัน ก็เจอกันที่ใหม่เดือนพฤศจิกาครับ :)
เดือนนี้ไม่ทัน ก็เจอกันที่ใหม่เดือนพฤศจิกาครับ 🙂

เจอกันอีกทีเดือนพฤศจิกานะ 🙂

Tongkatsu's Blog, Zilp Pliz liked this post