ส่งท้ายปี กับพม่าสี่เมือง :: ตอนที่ 4 ปีใหมที่มัณฑะเลย์

หลังจากเหนื่อยมาจากทั้งย่างกุ้ง, พุกาม, ทะเลสาบอินเลแล้ว ก็ถึงคราวของมัณฑะเลย์ เมืองสุดท้ายของทริปนี้แล้วสินะ (เพื่อความต่อเนื่องของเรื่องราว แนะนำให้ไปอ่านตอนเก่าๆ ก่อนแบบต่อๆ กันนะ รายละเอียดแทรกๆ ในแต่ละตอนค่อนข้างเยอะมากๆ)

วิวพระราชวังมัณฑะเลย์จากมุมไกลผ่านดูน้ำ ,, สวยมากๆ ต้องไปสัมผัสให้ได้
วิวพระราชวังมัณฑะเลย์จากมุมไกลผ่านดูน้ำ ,, สวยมากๆ ต้องไปสัมผัสให้ได้

ลุยต่อเลยครับ

เสียงอื้ออึงยามใกล้รุ่งสาง

หลังจากที่นั่งผลอยหลับในรถทัวร์มาประมาณหกชั่วโมง ประมาณตีห้านิดๆ ผมก็สะดุ้งตื่นอีกครั้งจากแสงไฟที่เปิดหลังรถจอดและเสียงผู้คนจอแจจากภายนอก จินตนาการว่าออกไปนี่ต้องเจอภาพราชธานีที่สวยงาม คนยิ้มต้อนรับ มีรถไปส่งที่พัก ได้งีบเบาๆ อีกซักดอก แล้วก็ออกไปชมเมืองแบบชิลๆ กลับมาตกดึกก็มาเคาน์ดาวที่ลานกิจกรรม อ่า…..

แค่เดินลงรถมา ทุกอย่างในฝันก็ล่มสลายไปหมดละครับ

ผมลงมายังลานอะไรซักอย่าง (คาดว่าน่าจะเป็นสถานีรถทัวร์) พื้นแฉะๆ มืดๆ มีคนเข้ามารุมล้อม พูดคุยกับผมด้วยภาษาที่ฟังไม่รู้เรือง บางทีกำลังคิดว่าเราลงที่ตลาด หรือพวกนั้นจะลากเราไปบูชายัญหรือเปล่า ว้ากกกกกๆๆ… พวกเราฝ่าฝูงชนเหล่านั้นเพื่อไปคว้าสัมภาระที่กองเรียงกันไว้ข้างนอก กว่าที่ทุกคนจะพร้อมและรวมตัวกันได้นี่ใช้เวลาไม่น้อยเลย จากนั้นเราจึงพยายามเดินหาแท๊กซี่ที่จะไปส่งเราที่โรงแรม ซึ่งสุดท้ายลงตัวกับการเหมารถสองแถวราคา 15,000 จ้าด

ในที่สุด... รถทัวร์ก็จอดแล้ว ว่าแต่ มันที่ไหนวะเนี่ยยยยยย
ในที่สุด… รถทัวร์ก็จอดแล้ว ว่าแต่ มันที่ไหนวะเนี่ยยยยยย
ได้สองแถวพาเราไปโรงแรมแล้ว นั่งอัดๆ กันหน่อยน่อ...
ได้สองแถวพาเราไปโรงแรมแล้ว นั่งอัดๆ กันหน่อยน่อ…

ขณะที่รถกำลังจะออกก็มีคนพม่ากระโดดขึ้นรถมาอีก 1 คนแบบไม่ได้รับเชิญ เราเข้าใจว่าน่าจะเป็นเพื่อนหรือญาติกับโชเฟอร์สองแถวที่ติดรถจะเข้าไปทำงานในเมือง ทีแรกก็ไม่ค่อยพอใจหรอกว่ามึงเป็นใคร ขึ้นมาได้ไง… แต่เอาเถอะ ขึ้นมาแล้วก็ขึ้นมา ไปด้วยกันก็ได้วะ

ระหว่างนั่งรถเราก็เริ่มเปิดฉากชวนเค้าคุย ทีแรกก็ถามว่าเป็นไงบ้างมัณฑะเลย์ดีมั้ยนั่นนี่ ไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบ ถามที่เที่ยวในเืมืองว่าจะไปที่ไหนดี คุยไปคุยมา เอ้ย!! เค้าเป็นไกด์ด้วยอะ ทีนี้มันก็เหมือนเข้าทางกันและกันนะ เราก็อยากหาคนพาเที่ยว เพราะที่นี่รายละเอียดค่อนข้างเยอะมาก แถมเวลาเราค่อนข้างจำกัด ถ้ากระชับเวลาตรวงจุดนี้ก็น่าจะดี ,, สุดท้าย ตกลงราคาค่ารถสองแถว 1 คันทั้งวันกับคนขับ 1 คน และพี่ไกด์อีก 1 คน ในเวลาตั้งแต่ 8.00-20.00 น. ที่ 150,000 จ้าด (พอหารเป็นเงินไทยนี่ตกประมาณ 4,500 บาทก็รู้สึกว่าเริ่มแพงขึ้นมาเหมือนกัน)

ออ!! ลืมบอกไป ไกด์เราชื่อคุณเหมี่ยวครับ (คล้ายๆ แมวเลยเนอะ)

ก่อนที่จะถึงเวลานัดเจอกัน เราก็มีเวลาเก็บของ+เตรียมตัวนิดหน่อย+กินข้าวเช้าแบบบุฟเฟต์ข้าวแกงตักราด ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นที่โรงแรมที่เราจะพักคืนนี้ คือที่ Unity Hotel ครับ ,, ส่วนตัวผมประทับใจบุฟเฟต์โรงแรมมาก ราคาไม่แพงแต่อร่อยเลยแหละ มีให้เลือกทั้งอาหารเช้าแบบฝรั่งและอาหารกับข้าวตักราดทั่วๆ ไป (คือเช้าวันแรกไม่ได้มีข้าวเช้าให้ ต้องจ่ายเองคนละ 1,500 จ้าด หรือประมาณ 45 บาทเอง)

ถึงแล้วครับ Unity Hotel ,, ที่พักเป้าหมายเราของมัณฑะเลย์
ถึงแล้วครับ Unity Hotel ,, ที่พักเป้าหมายเราของมัณฑะเลย์
สภาพห้องทั่วๆ ไป ค่อนข้างเก่า+อับไปหน่อย แต่ก็โอนะ
สภาพห้องทั่วๆ ไป ค่อนข้างเก่า+อับไปหน่อย แต่ก็โอนะ
จัดบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าของที่นี่ไปคนละชุด เติมพลังสำหรับการเดินทางวันนี้
จัดบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าของที่นี่ไปคนละชุด เติมพลังสำหรับการเดินทางวันนี้

ระหว่างกินข้าวก็ขอบ่นๆ อะไรเพื่อให้เข้าใจพม่ามากขึ้นหน่อย

ขอเล่าต่อจากตอนที่เล่าที่ทะเลสาบอินเลในมุมมองพม่าบ้าง (ถ้าจำได้ให้เอาของไทยมาเทียบประวัติศาสตร์กัน จะสนุกมากๆ เลย)

หลังยุคพระเจ้าตะเบงชเวตี้และบุเรงนองแล้ว ความยิ่งใหญ่ของพม่าก็แทบจะหมดสิ้นและกลายเป็นความเสื่อมถอยแทน ในยุคของพระเจ้านันทบุเรงนั้นสู้พระนเศวรมหาราชของพี่ไทยไม่ได้ พม่าจึงโดนเราตีคืนและโดนเรายึดเอาดินแดนกลับมาได้ นอกจากนั้นพม่ายังต้องประสบปัญหาชาวมอญมาตีเอาเมืองคืน ซึ่งมอญเนี่ยแข็งแกร่งขึ้นมาได้เพราะอาวุธของฝรั่งเศสมาช่วย เมืองหลวงที่อยู่ตอนใต้อย่างหงสาวดีก็โดนมอญยึด ทำให้ต้องย้ายขึ้นเหนือไปติดที่ราบลุ่มแม่น้ำอิรวดีอย่างเมืองอังวะแทน แต่ในที่สุดมอญก็ไล่ตีขึ้นมาและเมืองอังวะก็แตกจนได้ ,, ถือเป็นการล่มสลายของอาณาจักรตองอู

อีกประมาณราวๆ หนึ่งปีถัดมา พม่าก็ทวงคืนความยิ่งใหญ่อีกครั้งในยุคอลองพญา นำทีมโดยพระเจ้าอลองพญาซึ่งนับเป็นรัชกาลที่ 1 ของอาณาจักรนี้ (ถ้าเทียบกับไทยคือพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งหลังพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศนี้ กษัตริย์ไทยมาแย่งชิงบัลลังก์กันระหว่างพระเจ้าอุทุมพรและพระเจ้าเอกทัศน์) ซึ่งทัพของพระเจ้าอลองพญานี้แข็งแกร่งมาก ไล่ตีเอาตั้งแต่อังวะคืนมา หงสาคืนมา ตีเชียงใหม่ ไล่ๆๆๆ มาจนถึงล้อมกรุงศรีอยุธยาในช่วงพระเจ้าเอกทัศน์ แต่ดันเป็นเคราะห์ดีของเราที่ปืนใหญ่ของฝั่งพม่าดันแตก แถมแตกใส่พระเจ้าอลองพญาบาดเจ็บสาหัสด้วย สุดท้ายพม่าจึงต้องถอยทัพจากกรุงศรีอยุธยาไป (และพระองค์ก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา)

แม้เรารอดในตัวพ่อมาได้ แต่อีกไม่นานเราก็ต้องเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองให้กับตัวลูกจนได้ สมัยพระเจ้ามังระ (นับเป็นรัชกาลที่ 3 ของอาณาจักรอลองพญา ซึ่งเป็นลูกคนรองของพระเจ้าอลองพญาอีกที) คราวนี้แกวางทัพเป็น 2 ทางเพื่อมาล้อมกรุงศรีอยุธยา คือทางเหนือโดยแม่ทัพเนเบียวสีหบดี (พม่ายกทัพมาฝั่งนี้ได้เกิดตำนานหมู่บ้านบางระจันขึ้น) และทางใต้โดยมังมหานรธา แล้วก็ดันมาถูกเวลาพอดี เพราะช่วงปลายรัชสมัยที่พระเจ้าเอกทัศน์ครองราชย์ดันเกิดปัญหาภายในของอยุธยา ทำให้เราแพ้พม่าและกรุงศรีอยุธยาแตกไปอย่างง่ายดาย โดนลากของมีค่าและทองคำไปจำนวนมาก (ถ้าใครจำได้ ช่วงนี้จะมีนายขนมต้มถูกลากไปโชว์ฝีมือแม่ไม้มวยไทยต่อหน้าพระเจ้ามังระที่พม่าในงานฉลองเจดีย์ชเวดากองด้วยนะ ฮาๆๆๆ)

แต่หลังจากพม่าตีอยุธยาสำเร็จแต่กลับยึดไว้ได้ไม่นาน เพราะว่ามีกองทัพจีนเข้ามาตีพม่าจากฝั่งด้านบน ทำให้พระเจ้ามังระจำใจต้องโยกย้ายกำลังพลกลับขึ้นไปปกป้องหัวเมืองต่างๆ ในเขตพม่า จะเหลือไว้ก็แต่สุกี้นายกองและทหารสามพันเท่านั้น (สุกี้เนี่ยก็คือเนเบียวสีหบดีนี่แหละ) และในโอกาสที่พม่ากำลังอ่อนกำลังนี้เอง พระเจ้าตากจึงอาศัยเวลา 7 เดือนรวบรวมไพร่พล ฉวยโอกาสมาตีกู้อิสรภาพกลับคืนมาได้

แต่ว่าไปนั่น ไฟสงครามยังไม่ทันสงบดี บ้านเมืองยังไม่ทันฟื้นตัว พระเจ้ามังระก็กลับมารุกรานเราอีกครั้ง คราวนี้แกส่งนายพลมือหนึ่งอย่างอะแซหวุ่นกี้มา นายพลท่านนี้เคยแสดงความสามารถในการหยุดยั้งและขับไล่กองทัพจีนได้ (ฝีมือย่อมไม่ธรรมดาแน่ๆ) คราวนี้ก็หวังจะมารุกตีเอาเมืองไทยอีก พระเจ้าตากเห็นท่าไม่ดีจึงจัดทัพยึดเชียงใหม่เพื่อเอาเป็นหัวเมืองป้องกันไม่ให้พม่าบุก อะแซหวุ่นกี้รู้เข้าจึงเปลี่ยนแผนเข้าทางเมืองตากแทน แต่เหตุการณ์สำคัญถึงขั้นมีในในหนังสือเรียนภาษาไทยของผมคือ “อะแซหวุ่นกี้ขอดูตัวพระยาจักรี” กล่าวคือ ที่เมืองพิษณุโลกพระยาจักรีของเราใช้ทัพเพียงหนึ่งหมื่นต้านทัพสามหมื่นของอะแซหวุ่นกี้ได้ จนแกต้องเรียกมาขอดูหน้าค่าตาพระยาจักรีว่าทำไมเอ็งเก่งจังวะ (จำได้แค่ประมาณนี้แหละ มันนานแล้ว)

แต่ระหว่างที่พม่ากำลังรุกรานไทยอย่างเมามันนั้น ดันเป็นเคราะห์ดีของพี่ไทยที่พระเจ้ามังระกลับสวรรคตก่อน อะแซหวุ่นกี้ยังไม่ทันตีไทยแตกจึงจำใจต้องถอยกลับพม่าไป ,, หลังจากนั้นหมดบุญของพระเจ้ามังระ พม่าก็มีปัญหาภายใน มีการแย่งชิงสมบัติกัน พี่ฆ่าน้อง อาฆ่าหลาน ฯลฯ กว่าพม่าจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งต้องรอถึงสมัยรัชกาลที่ห้าคือพระเจ้าปดุง (จำชื่อพระองค์นี้ไว้เลย สำคัญมากๆ เดี๋ยวเล่าด้านล่าง ตรงหัวข้อพระมหามัยมุนี) ซึ่งหมดยุคพระเจ้าปดุง พม่าก็เริ่มมีปัญหากับอังกฤษและโดนอังกฤษยึดดินแดนทางใต้ไป ล่วงเลยมาจนถึงพระเจ้ามินดงที่พยายามจะทำให้พม่าอยู่รอดได้ แต่สุดท้ายต้องมาเสียเมืองให้อังกฤษในยุคพระเจ้าสี่ป้อ

กลับไปอ่านหนังสือสังคมอีกรอบ รู้สึกสนุกขึ้นนะ

คุณเหมี่ยวมาแล้ว เราก็ตกลงที่เที่ยวกันอีกนิดหน่อยเพราะเวลาเราค่อนข้างจำกัด เอาเป็นว่าขอปักหมุดที่ที่เราจะไปเที่ยวก่อนละกัน (จริงๆ ผมปักหมุดสนามบินนานาชาติมัณฑะเลย์ไว้ด้วยนะ แต่ต้องซูมออกหน่อยซักสองจึ้ก)


View ส่งท้ายปี กับพม่าสี่เมือง :: ตอนที่ 4 ปีใหม่ที่มัณฑะเลย์ in a larger map

แต่ก่อนที่จะไปไหนไกลๆ ก็ขับรถชมเมืองรอบนึง+ดูรอบกำแพงวังมัณฑะเลย์หน่อยๆ อ่า… มัณฑะเลย์ยามเช้าช่างฟินเหลือเกิน อากาศหนาวหน่อยๆ ระดับคุยกันแล้วมีไอขึ้นจากปากนิดๆ รถไม่ติดมาก ผู้คนเลือกที่จะสัญจรด้วยจักรยานเป็นหลัก มีความทันสมัยบ้างผสมกับความคลาสสิกที่มีมาก่อน ชอบที่นี่จังแฮะ

คนขี่จักรยานกันเยอะเหมือนกันเนอะ
คนขี่จักรยานกันเยอะเหมือนกันเนอะ

พร้อมละ!!

วัดกุโสดอ และพระไตรปิฎกบนหินอ่อน

นั่นรถไปแป้บนึง ก็ที่หมายที่แรกของเราในวันนี้คือวัดกุโสดอครับ

ความสำคัญที่สุดของที่สุดของวัดกุโสดอคือ เป็นวัดที่พระเจ้ามิงดงได้โปรดให้ทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 5 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่จัดนอกชมพูทวีปด้วย ,, ข้างในวัดก็มีเจดีย์สีทองขนาดใหญ่พอตัวครับ แต่สิ่งที่เป็นไฮไลท์ของวัดนี้คือมณฑปสีขาวองค์เล็กๆ จำนวน 729 อัน ซึ่งภายในบรรจุเจดีย์หินอ่อนที่จารึกพระไตรปิฎกไว้ครับ ถึงขั้นไกด์บอกว่าที่นี่คือพระไตรปิฎกที่ใหญ่ที่สุดในโลกเลยทีเดียว

แต่ที่มาจริงๆ ของวัดกุโสดอ คือช่วงรัชสมัยของพระเจ้าพุกาม (รัชกาลที่แปด) พระองค์ดื่มเหล้าเมายาตลอด ไม่สนใจที่จะพัฒนาบ้านเมือง ยิ่งไปกว่านั้นยังเกิดปัญหากับอังกฤษจนเสียเมืองตั้งแต่ยะไข่, ตะนาวศรี จนหลังๆ นี่ลามไปถึงพม่าตอนใต้ ,, พระเจ้ามินดงเห็นทีดูท่าจะไม่เวิร์คจึงชวนเจ้าชายกะหน่าวและพระอนุชาอีกพระองค์ยึดเอาอาณาจักรมาได้ และพระเจ้ามินดงก็สถาปนาตนเป็นกษัตริย์ ส่วนเจ้าชายกะหน่าวก็กลายเป็นมหาอุปราช

แม้สุดท้ายเจ้าชายกะหน่าวจะเสียชีวิตจากสงครามกบฏในเมือง แต่สิ่งที่เสียใจยิ่งกว่าคือการที่บุตรชายของเจ้าชายกะหน่าวคือเจ้าปะแดงกลับไปสมคบคิดกับกบฏหัวเมืองทางเหนือ พระเจ้ามินดงแม้จะมองว่าเจ้าปะแดงนั้นเหมือนหลานแท้ๆ ในใส้ พยายามเกลี้ยกล่อมให้กลับมาแต่ก็ไม่สำเร็จ ทำให้พระเจ้าปดุงต้องยกพลไปปราบกบฎและจับตัวเจ้าปะแดงมา ซึ่งตามกฏแล้วเจ้าปะแดงจะต้องโดนประหารชีวิต แม้พระเจ้าปดุงไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น แต่กฎก็ต้องเป็นกฏ สุดท้ายเจ้าปะแดงจึงถูกท่อนไม้จันทน์ทุบ ,, ด้วยเหตุนี้ พระเจ้ามินดงจึงเสียใจและเป็นจุดเริ่มในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในรัชสมัยของพระองค์

ที่แรกที่เราไปวันนี้ครับ คือวัดกุโสดอ
ที่แรกที่เราไปวันนี้ครับ คือวัดกุโสดอ
ข้างในวัดก็มีเจดีย์สีเหลืองทององค์ใหญ่ด้านในครับ
ข้างในวัดก็มีเจดีย์สีเหลืองทององค์ใหญ่ด้านในครับ
แต่ที่สำคัญคือ วัดนี้เค้ามีการสังคายณาพระไตรปิฎกนอกชมพูทวีปครั้งแรก
แต่ที่สำคัญคือ วัดนี้เค้ามีการสังคายณาพระไตรปิฎกนอกชมพูทวีปครั้งแรก

ขนาดแปดโมงกว่าๆ ก็ยังมีชาวพม่ามาเข้าวัดทำบุญกันไม่ขาดสายเลย

แถมมีน้องคนนึงเดินมาขายดอกไม้ด้วย เดินถือดอกไม้ทีละสี่พวงและพูดได้ประโยคเดียวคือ “วันทาวน์ซันจ้าดๆๆๆ” (คิดว่าเค้าคงโดนสอนมาแค่นี้) ผมก็เลยเดินไปแกล้งต่อราคาบอกว่า เอาสองห้าร้อยจ้าดได้มั้ย แกก็พูดได้แต่ “วันทาวน์ซันจ้าดๆๆๆๆ” และสุดท้ายผมก็ไม่เอา ฮาๆๆ (เลวเนอะกู) แต่เดี๋ยวอีกสักพัก ก็มีคนมาสอนน้องแกพูดใหม่ (เหมือนจะเป็นพ่อแม่นะ) คราวนี้แกวิ่งถือดอกไม้สองพวงมาแล้วก็พูดอย่างเดียวว่า “ไฟฟ์ฮันเดรดจ้าดๆๆๆๆ” น่ารักมากๆๆๆๆ แต่ผมก็ไม่เอาอยู่แล้ว ฮาๆๆๆ

แกล้งน้องเค้าตั้งหลายที แถมชวนมาถ่ายรูปตั้งหลายยก เลยให้รางวัลในความน่ารักไปพันจ้าด 🙂

ไม่ว่าที่ไหนก็มีชาวพม่ามาเข้าวัดไหว้พระทำบุญตลอด
ไม่ว่าที่ไหนก็มีชาวพม่ามาเข้าวัดไหว้พระทำบุญตลอด
มีเด็กน้อยมาขายดอกไม้และพวงมาลัยด้วย น่ารักมากๆ เลย
มีเด็กน้อยมาขายดอกไม้และพวงมาลัยด้วย น่ารักมากๆ เลย
ขอให้พระพุทธศาสนาจงอยู่กับดินแดนแห่งนี้ต่อไป
ขอให้พระพุทธศาสนาจงอยู่กับดินแดนแห่งนี้ต่อไป

เดินมาข้างๆ ก็จะเจอพระราชวังชเวนันดอร์

พระราชวังชเวนันดอร์ ,, พระราชวังไม้สีทอง

หมดจากวัดกุโสดอเราก็เลยมาอีกนิดนึงก็จะถึงเป้าหมายแห่งที่สองแล้วครับ ,, ที่นีคือ พระราชวังชเวนันดอร์ครับ

แม้ที่นี่จะอยู่ใกล้กับวัดกุโสดอที่เข้าฟรีๆ แต่ที่นี่เราต้องเสียค่าเข้าอีก 10 เหรียญ ,, แม้จะแพงไปนิดแต่เกจิทุกสำนักต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า ที่นี่เป็นจุดที่ห้ามพลาดเลยของเมืองมัณฑะเลย์ แถมไอ้ที่เราเสียไป 10 เหรียญเนี่ย เราเอาไปใช้เข้าพระราชวังมัณฑะเลย์ได้ด้วยนะเธอว์

พระราชวังชเวนันดอร์แห่งนี้เป็นพระตำหนักไม้สักทองที่พระเจ้ามินดงทรงโปรดปรานมาก สมัยก่อนพระองค์ทรงเอาไว้นั่งสมาธิและปฏิบัติธรรม รวมถึงพระองค์ก็ทรงสวรรคตที่นี่ด้วยเช่นกัน ,, เดิมพระราชวังชเวนันดอร์นี่อยู่ในเขตพระราชวังมัณฑะเลย์นะ จนกระทั่งพระเจ้าพระเจ้าสี่ป้อขึ้นครองราชย์ จึงย้ายตำหนักดังกล่าวออกจากพระราชวังเอาไปถวายให้กับวัดเพื่อเป็นพระราชกุศลกับบิดาของตน และด้วยกุศลผลบุญนี้จึงทำให้พระราชวังชเวนันดอร์รอดพ้นจากการถูกทิ้งระเบิดถล่มพระราชวังในช่วงสงครามโลก สาธุ…

ต่อมาก็มาแวะพระราชวังชเวนันดอร์ครับ
ต่อมาก็มาแวะพระราชวังชเวนันดอร์ครับ
ไกด์ของเราเล่าเรื่องได้มันส์มาก ถึงอารมณ์สุดๆ
ไกด์ของเราเล่าเรื่องได้มันส์มาก ถึงอารมณ์สุดๆ

เดิมพระราชวังแห่งนี้ เป็นพระราชวังไม้สักที่ข้างนอกนี่เป็นสีทองทั้งหมด ประดับด้วยไม้แกะสลักแบบพม่าเต็มไปหมดทั้งข้างในและข้างนอก และที่ประดับนี่ไม่ได้ประดับกันแค่สวยงามนะ ข้างในยังมีพุทธประวัติและนิทานชาดกด้วย (ยังแอบเห็นชูชก และกัณหาชาลีอยู่เลย)

แต่เมื่อเวลาผ่านเลยไปพวกทองที่เคยปิดไว้ก็ลอกออกไปเกือบหมด (แต่ถ้าลองมองลึกๆ ข้างในจริงๆ ยังจะพอเห็นอยู่บ้างนะ) พื้นผิวที่เป็นสีทองก็เหลือแต่ด้านใน ส่วนไม้แกะสลักรุ่นเก่านี่ส่วนมากก็จะเสียหายไปตามกาลเวลา ลวดลายต่างๆ ก็มีสูญหายไปบ้าง ทีนี้ทางการพม่าก็คงจะพยายามบูรณะแหละ เท่าที่เห็นก็มีการเอาไม้แกะสลักใหม่ๆ มาติดไว้แทนบริเวณที่เสียหาย

โดยรวมแล้วที่นี่สวยงามและอลังการมากๆ เลย

แม้ทองบางส่วนจะหลุดลอกไป แต่เนื้อลึกก็ยังเห็นคราบสีทองอยู่
แม้ทองบางส่วนจะหลุดลอกไป แต่เนื้อลึกก็ยังเห็นคราบสีทองอยู่
ด้านในเป็นสีทองทั้งสิ้น ,, สวยงามมากๆ
ด้านในเป็นสีทองทั้งสิ้น ,, สวยงามมากๆ
มีพระพุทธรูปประดับอยู่ภายในชเวนันดอร์ด้วย
มีพระพุทธรูปประดับอยู่ภายในชเวนันดอร์ด้วย
งานแกะสลักเก่าๆ มีเสียหายบ้าง ลวดลายหรือบางส่วนก็มีแตกหักบ้าง
งานแกะสลักเก่าๆ มีเสียหายบ้าง ลวดลายหรือบางส่วนก็มีแตกหักบ้าง
เรื่องราวจะมีพุทธประวัติและนิทานชาดกแทรกอยู่
เรื่องราวจะมีพุทธประวัติและนิทานชาดกแทรกอยู่
แหงนขึ้นไปก็เป็นเพดานไม้แกะสลักสีทอง สวยมาก
แหงนขึ้นไปก็เป็นเพดานไม้แกะสลักสีทอง สวยมาก
ทำจากไม้ทั้งหลัง สวยงามมากๆ ห้ามพลาดเลยครับ
ทำจากไม้ทั้งหลัง สวยงามมากๆ ห้ามพลาดเลยครับ

เริ่มเยอะในประวัติ ทั้งพระเจ้ามินดง ทั้งพระเจ้าสี่ป้อ ,, ใครเป็นใครเดี๋ยวเล่ารวดในหัวข้อหน้าละกัน

พระราชวังมัณฑะเลย์ ,, ของใหม่ ณ ทีเก่า

เก็บตั๋วชเวนันดอร์ไว้ ก็เอามาเข้าที่นี่ต่อครับ…

มองจากข้างนอกดูยิ่งใหญ่มากๆ อารมณ์คล้ายๆ เมืองภายในกรอบกำแพงเมือง/คูเมืองของเชียงใหม่ แต่ที่นี่มีคูเมืองใหญ่กว่าเชียงใหม่มาก แถมกำแพงแต่ละด้านก็กว้างและสูงกว่าด้วย อลังสุดๆ ,, จากนั้นพอเราขับรถข้ามสะพานข้ามคูเมืองเข้ามาใกล้ๆ กลายว่าที่นี่เป็นเขตของทหารอะ แต่พี่ไกด์ก็ช่วยคุยและพาเราเข้ามายังใจกลางของที่นี่ที่เป็นส่วนของพระราชวังมัณฑะเลย์ครับ ซึ่งผู้ที่สร้างพระราชวังแห่งนี้ก็คือพระเจ้ามินดงอีกเช่นกัน

อ่านมาสองหัวข้อ ทั้งวัดกุโสดอทั้งชเวนันดอร์ก็เจอพระเจ้ามินดงทั้งสองที่เลย… ไหนๆ ก็ไหนๆ ละ ขออธิบายเลยละกัน

ป้อมปราการในแต่ละฝั่งของกำแพงวังมัณฑะเลย์
ป้อมปราการในแต่ละฝั่งของกำแพงวังมัณฑะเลย์
ต่อมาเราก็มาแวะพระราชวังมัณฑะเลย์ครับ
ต่อมาเราก็มาแวะพระราชวังมัณฑะเลย์ครับ
เสียค่าเข้าอีกละ โธ่ๆๆๆ เอาวะ
เสียค่าเข้าอีกละ โธ่ๆๆๆ เอาวะ

พระเจ้ามินดงท่านเป็นกษัตริย์องค์ที่ 9 ของราชวงค์อลองพญา ซึ่งเป็นราชวงค์สุดท้ายของพม่า ,, มันเริ่มจากเดิมเมืองหลวงของพม่าในยุคนั้นคือเมืองอมรปุระ ทีนี้งานมันเข้าตรงที่พระเจ้ามินดงแกดันฝันถึงภูเขามัณฑะเลย์อยู่บ่อยๆ โหรจึงทำนายทายทักว่าแบบนี้เราคงต้องย้ายเมืองหลวงไปยังมัณฑะเลย์ (ซึ่งขึ้นไปทางเหนืออีกประมาณ 20 กว่ากิโลเองอะ…) แกก็เลยย้ายเมืองหลวงตามที่โหรบอก และเพื่อความขลัง ระหว่างการสร้างเมืองและพระราชวังใหม่ก็ได้มีการเอาคนเป็นๆ มาฝังสด 52 คนด้วย เพื่อให้คนพวกนี้กลายเป็นผีเฝ้าเมืองด้วย… โหดสัสจริงๆ

เค้าเล่ากันว่า พระเจ้ามินดงมีพระมเหสี 45 องค์ และเจ้าจอมอีกจำนวนมาก แต่ยุคนี้จะมีตัวเด่นๆ สองพระองค์ คือมเหสีใหญ่อย่างพระนางมะนันดอ (องค์นี้เป็นคนดี ชอบไหว้พระ ทำบุญ แต่ดันเป็นหมัน ทำให้ไม่มีลูกด้วยกัน) กับมเหสีรองคือพระนางอเลนันดอ (องค์นี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มักใหญ่ใฝ่สูง อยากขึ้นครองราชย์เอง ,, เป็นมารดาของพระนางศุภยลัตซึ่งเป็นมเหสีของพระเจ้าสี่ป้อ)

ช่วงของพระเจ้ามินดงถ้าเทียบกับของไทยก็คือช่วงสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและต่อด้วยช่วงต้นของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวของเรา ยุคนี้เต็มไปด้วยการล่าอาณานิคม พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวของไทยเจอกดดันจากอังกฤษและฝรั่งเศสยังไง พระเจ้ามินดงก็เจอไม่ต่างกัน แล้วพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวปรับตัวยังไง พระเจ้ามินดงก็พยายามปรับตัวคล้ายๆ กัน เพื่อให้เราเป็นมิตรกับอังกฤษและไม่ถูกโจมตี (แต่ของเราทำได้ดีกว่านะ) แต่ของพม่ามันซับซ้อนกว่า เพราะว่าอังกฤษเข้ามาตีพม่าตั้งแต่สมัยพระเจ้าพาคยีดอ (กษัตริย์องค์ที่ 7) และพระเจ้าพุกาม (กษัตริย์องค์ที่ 8) ทำให้พม่าเสียทั้งเมืองและเสียค่าชดเชยสงครามด้วย ยิ่งไปกว่านั้นทำให้พม่าแตกเป็น 2 ส่วน คือพม่าใต้เป็นของอังกฤษ พม่าเหนือเป็นของพม่าจริงๆ

รูปปั้นพระเจ้ามินดงครับ
รูปปั้นพระเจ้ามินดงครับ

จนสิ้นรัชสมัยของพระเจ้ามินดงก็ถึงยุคของพระเจ้าสี่ป้อซึ่งเป็นยุคเสื่อมถอยและสุดท้ายของราชวงค์ของพม่า เท่าที่ผมค้นๆ มา พระเจ้าสี่ป้อเนี่ยแกไม่ใช่ตัวเต็งตำแหน่งรัชทายาท (จำไม่ผิดแกจะประมาณเป็นลูกของพระเจ้ามินดงกับสนมคนท้ายๆ เลยแหละ แทบไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลย) แต่ที่สี่ป้อมาแรงแซงทางโค้งก็เพราะว่าพระเจ้าสี่ป้อนี่ชอบพอกับพระนางศุภยลัตซึ่งเป็นธิดาของพระนางอเลนันดอครับ กล่าวคือ พระนางอเลนันดอนั้นหวังจะยึดครองบัลลังก์เองช่วงที่พระเจ้ามินดงทรงประชวร ขัดขวางตัวเต็งทั้งหลายไม่ให้ครองราชย์และผลักดันให้พระเจ้าสี่ป้อขึ้นแทน จนพระเจ้าสี่ป้อได้ขึ้นครองราชย์จริง พระนางอเลนันดอก็ได้จัดงานอภิเษกสมรสให้กับลูกสาวทั้งสองคน ทั้งพระนางศุภยลัตและศุภยกาเล

แต่ทีเด็ดก็มาครับ เพราะตัวโหดสัสๆ สุดๆ คือพระนางศุภยลัตนี่แหละ เพราะตั้งแต่พระนางศุภยลัตถูกแต่งตั้งเป็นพระมเหสีรองจากพี่แกก็เริ่มไม่พอใจพี่สาว วางแผนว่าพี่สาวไปทำเสน่ห์ใส่พระเจ้าสี่ป้อจนพี่สาวถูกเนรเทศออกนอกเมืองและตนจึงได้เป็นมเหสีเอกแทน แต่เหตุการณ์ที่โหดที่สุดคือการรวมหัวกับแม่ของเธอฆ่าล้างโคตรเจ้านายผู้ใหญ่และผู้เป็นอริ ไม่พ้นแม้แต่ลูกเล็กเด็กแดงที่มีเชื้อสายเจ้าก็โดนฆ่าเรียบ ฆ่าไปฆ่ามากลายเป็นว่าฆ่าเจ้านายไปหมดวังเลย

นอกจากนั้นพระนางศุภยลัตเนี่ยแกใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย แต่ที่สุดคือแกชอบเครื่องเพชรมาก เบิกเงินจากท้องพระคลังมาซื้อของมากมาย พอเงินร่อยหรอแกเอาของมีค่าในวังมาขายเพื่อไปซื้อเครื่องเพชร จนหนทางสุดท้ายก็คือจะทำการยึดโรงงานบอมเบเบอร์ม่าซึ่งเป็นโรงงานทำไม้ของอังกฤษเพราะว่าที่นี่สร้างกำไรให้แก่อังกฤษเยอะมาก ซึ่งความคิดนี้ทำให้พม่าต้องเสียเมือง อังกฤษยกกองทัพมาทำการสู้รบกับพม่า จนพม่าแตกพ่ายและก็ทำการยึดอำนาจไว้ ,, แต่ด้วยสัมพันธไมตรีที่ดีในอดีตในสมัยพระเจ้ามินดง ทีแรกอังกฤษไม่ได้อยากยึดพม่า ก็แค่ต้องการจะปลดพระเจ้าสี่ป้อและพระนางศุภยลัตออกจากตำแหน่งแล้วหาเจ้านายคนใหม่มาดำรงตำแหน่งแทน แต่เจ้านายทั้งหมดถูกฆ่าไปหมดแล้ว หาคนมาแทนไม่ได้ อังกฤษเลยยกเลิกระบบกษัตริย์แล้วยึดพม่าเป็นเมืองขึ้นซะเลย และได้ทำการเนรเทศพระเจ้าสี่ป้อและพระนางศุภยลัตไปเมืองรัตนคีรี ประเทศอินเดีย

สรุปง่ายๆ คือพม่าอันยิ่งใหญ่ล่มสลายเพราะผู้หญิงเพียงคนเดียว… โหดสัสจริงๆ ครับ

ส่วนนี่เป็นพระเจ้าสีป้อ กษัตริย์องค์สุดท้าย และพระมเหสีครับ
ส่วนนี่เป็นพระเจ้าสีป้อ กษัตริย์องค์สุดท้าย และพระมเหสีครับ
ข้างในไม่ค่อยมีอะไรตื่นเต้นเท่าไหร่
ข้างในไม่ค่อยมีอะไรตื่นเต้นเท่าไหร่
ก็เลยต้องปีนหอคอย เก็บภาพมาหน่อย
ก็เลยต้องปีนหอคอย เก็บภาพมาหน่อย
สิ่งก่อสร้างทั้งหมดนี่เป็นของใหม่แทบทั้งหมดเลย
สิ่งก่อสร้างทั้งหมดนี่เป็นของใหม่แทบทั้งหมดเลย

ขอบอกก่อนนะครับว่าพระราชวังมัณฑะเลย์ดั้งเดิมเนี่ยเละไปตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพญี่ปุ่นได้มาตรึงกำลังอยู่ในเขตพระราชวังแห่งนี้ กองทัพพันธมัตรจึงได้ขับเครื่องบินมาทิ้งระเบิดตูมภายในพระราชวังเละเป็นโกโก้ครั้นช์ไปหมด นอกจากนั้นช่วงปิดประเทศที่นี่ก็ยังกลายเป็นที่มั่นของกองทัพพม่าด้วย ดังนั้นที่นี่จึงเหมือนโดนข่มขืนจนไม่เหลือเค้าโครงเดิมเลย จนมาช่วงหลังนี่แหละ พระราชวังมัณฑะเลย์จึงถูกจำลองขึ้นขึ้นมาใหม่ตามภาพถ่ายและคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่น่ะครับ ,, ภายนอกเป็นคล้ายๆ พระราชวังไม้ธรรมดา แม้รูปทรงจะได้ แต่ความวิจิตรงดงามของลวดลายและความเนี้ยบของงาน (ถ้าเทียบกับพระราชวังชเวนันดอร์) นี่เทียบกันไม่ติดเลย

พอเข้ามาด้านในก็มีรูปปั้นของพระเจ้ามินดง, พระเจ้าสี่ป้อและพระนางศุภยลัต เดินข้ามวังหลักมาก็จะพบวังของสนมจำนวนมาก ตามจำนวนสนมของพระเจ้ามินดง (วังสนมไม่มีขอบทอง วังกษัตริย์/มเหสีมีขอบทอง) แต่ไกด์บอกว่าข้างในแต่ละหลังไม่มีอะไรเลย ,, ที่พอน่าสนใจหน่อยคือหอคอยของพระราชวังที่เราจะมองเห็นเขตพระราชวังมัณฑะเลย์ทั้งหมด ก็สวยดีนะ แต่ก็ไม่ได้ฟินมากเท่าไหร่

ที่นี่ไม่ค่อยน่าสนใจมากเท่าไหร่นะครับ ไม่มายังไม่เป็นไรเลย (ก็ว่า ไกด์บอกว่าอย่าเสียเวลากับที่นี่มาก)

เก็บไอเทมทองคำเปลวเอาไปติดองค์พระกัน

หมดพระราชวังมัณฑะเลย์ เราก็จะไปยังวัดพระมหามัยมุนีกันครับ ,, แต่เราจะไปโทงๆ กันไม่ได้ครับ เราต้องไปเก็บไอเทมสำคัญอย่างทองคำเปลว และครั้งนี้เราก็จะไปเก็บถึงโรงงานทำทองคำเปลวครับ โอววว ดูตื่นเต้นมากๆ อยู่เมืองไทยมาตั้งนานก็ไม่เคยเห็นซักที

รถสองแถวมาจอดยังสถานที่ๆ นึง ลักษณะคล้ายๆ ห้องแถวสองห้อง เห็นผู้ชายยืนแก้ผ้าสี่ห้าคนแล้วผลัดกันเอาค้อนทุบห่อผ้าอะไรบางอย่าง ,, ทันใดนั้นไกด์ก็แสดงความภูมิใจว่า นี่แหละโกลเด้นลีฟแฟคตอรี่ที่เราตั้งใจเดินทางกันมา โฮๆๆๆๆๆ โรงงานทองคำเปลวนี่เค้าใช้คนทุบกันอยู่เลยเรอะ!!!

ต่อมาเรามาซื้อทองคำเปลวจากโรงงานเลย
ต่อมาเรามาซื้อทองคำเปลวจากโรงงานเลย

จากนั้นไกด์ก็เล่าให้ฟังอย่างละเอียดว่า เค้าจะเอาทองแผ่นบางๆ ค่อยๆ ทุบๆๆ โดยแบ่งการทุบเป็นสามรอบ คือรอบแรกทุบเพื่อขยายขนาดประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็เอามาตัดแบ่งหกส่วน, จากนั้นก็เอาส่วนนึงจากหกมาทุบรอบสองเพื่อขยายขนาดอีกครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็ตัดแบ่งอีกหกส่วนเช่นกัน, จากนั้นก็เอาส่วนนึงจากหกมาทุบรอบที่สามอีกห้าชั่วโมงจนได้ทองคำเปลวแผ่นบางๆ พอหมดการทุบรอบสามแล้วจะได้ทองคำเปลวบางเฉียบ ก็จะตัดขอบตัดมุมให้สวยงามแล้วห่อด้วยกระดาษ

ทองคำเปลวพม่าต่างกับทองคำเปลวไทยอย่างนึง คือติดง่าย ไม่ต้องพึ่งกระเทียมเหมือนบ้านเรา

ที่ร้านนี้มีขายสามขนาด คือเล็ก กลาง และใหญ่ ,, ผมซื้อขนาดกลางไปนะ แต่จำราคาไม่ได้แฮะ

พอฟังจบ เฮ้ย!! เมียเป็นเจ้าของโรงงานปะเนี่ย รู้ดีจังวุ้ย

เค้าจะทุบๆๆๆๆๆ จนแบนๆๆๆๆๆๆ
เค้าจะทุบๆๆๆๆๆ จนแบนๆๆๆๆๆๆ
จากนั้นก็มาห่อและบรรจุซองจำหน่ายครับ
จากนั้นก็มาห่อและบรรจุซองจำหน่ายครับ
มีสามไซส์ สามราคา ,, ตามจิตศรัทธาเลยครับ
มีสามไซส์ สามราคา ,, ตามจิตศรัทธาเลยครับ

อ่า… ได้ทองแล้วก็ไปพระมหามัยมุนีกันเถอะครับ

ชมความยิ่งใหญ่ของพระมหามัยมุนี

จากนั้นเราก็แล่นรถต่อไปยังวัดพระมหามัยมุนีหรือวัดยะไข่ ,, พระศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพม่าเชื่อกันว่ามีลมหายใจของพระพุทธเจ้าอยู่

ถ้าพูดถึงพระมหามัยมุนี ก็ต้องพูดถึงพระเจ้าปดุงครับ

ถ้าใครยังพอจำเรื่องราวของราชวงศ์อลองพญาได้ ตะกี้ผมเล่าเรื่องของพระเจ้ามังระ (รัชกาลที่สาม), พระเจ้ามินดง (รัชกาลที่เก้า) และพระเจ้าสี่ป้อ (รัชกาลที่สิบ) ไปแล้ว ,, คราวนี้ผมก็จะขอเล่าถึงอีกพระองค์ซึ่งท่านยิ่งใหญ่มากในราชวงศ์นี้ นั่นคือพระเจ้าปดุง (รัชกาลที่ห้า) หรือบางที่จะอ่านว่าโบดอพะยานั่นเอง

กว่าที่พระเจ้าปดุงจะขึ้นครองราชย์นี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแม้ว่าตนจะเป็นบุตรของพระเจ้าอลองพญาเหมือนกับพระเจ้ามังลอก (รัชกาลที่สอง) และพระเจ้ามังระ แต่ก็ต้องรอจังหวะและเวลาให้เหมาะสม เพราะภายในราชวงค์ก็มีการแก่งแย่งบัลลังก์กันระหว่างญาติพี่น้อง กว่าจะปราบดาภิเษกตนเองขึ้นมาได้ก็อยู่ในช่วงเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่หนึ่ง) สถาปนาราชวงศ์จักรีและก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นมา

ทีนี้เพื่อการแสดงแสนยานุภาพของพระเจ้าปดุง แกเลยตั้งเป้าหมายไว้ อันได้แก่

  • ย้ายเมืองหลวงจากกรุงอังวะมายังเมืองอรมปุระ อันนี้ไม่ยาก แต่มันมีสาเหตุว่าทำไมต้องย้ายเมือง เพราะว่าการปราบดาภิเษกของพระเจ้าปดุงนี่ไม่ใช่การปฏิวัติตนเองขึ้นมาแบบขำๆ แต่เป็นน้องๆ ของการฆ่าล้างโคตรเบาๆ หลังจากที่รอมานาน ซึ่งครั้นจะอยู่กรุงอังวะที่เดิมก็เกรงว่าผีพวกเจ้านายต่างๆ มาหลอกทุกวัน แถมจะโดนชาวบ้านเค้าเม้าท์กันด้วยว่าไปแย่งเมืองคนอื่นมาครอง สู้ไปสร้างเมืองเองเลยดีกว่า
  • ตีเมืองยะไข่และเอาพระมหามัยมุณีมา ไม้เบื่อไม้เมาอีกเมืองของพม่าคือยะไข่ (Rakhine) นี่แหละ หลังจากยุคพุกามมา พม่าก็ไม่เคยตียะไข่ให้แตกได้เลย จนมาถึงยุคแกก็เลยกะตีเอาให้ชนะสักที ตีอยู่หลายนานก็ชนะได้สำเร็จ แล้วก็ยึดพระประจำเมืองยะไข่นั่นก็คือพระมหามัยมุณีมาประดิษฐานไว้ที่เมืองมัณฑะเลย์ได้สำเร็จ สร้างขวัญและกำลังใจให้กับพระเจ้าปดุงได้อย่างมาก และสร้างความโกรธแค้นแก่ชาวยะไข่ได้มากกว่า แค้นกันชนิดที่ว่าฝังเข้ากระดูกดำระหว่างเชื้อชาติเลย
  • ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและสร้างเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทีแรกพระเจ้าปดุงก็จะสร้างเจดีย์มิงกุนนี่แหละให้ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ว่าสุดท้ายทำไม่สำเร็จ แถมยังถล่มลงมาอีก เดี๋ยวค่อยไปเล่าด้านล่างละกัน
  • ขยายอาณาจักรของพม่าและบุกไปตีเมืองไทย ยึดกลับมาเป็นเมืองขึ้น ซึ่งถ้าใครจำได้ สงครามในช่วงนี้ก็คือ “สงครามเก้าทัพ” สงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งและเป็นสงครามครั้งสุดท้ายระหว่างไทยกับพม่านั่นเอง สงครามที่พม่าเอาคนมาบุกไทยกว่า 140,000 คน แบ่งเป็นเก้าทัพ บุกโจมตีไทยห้าทิศทาง โอววววว อะไรจะขนาดนั้น ส่วนฝั่งเรา พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชกะเกณฑ์ทหารมาได้ราวแค่ 70,000 คน ,, ในตอนจบ ไทยเป็นฝั่งที่ยันทัพพม่าและชนะไปได้ในที่สุด แม้เราจะเสียเมืองไปบ้าง แต่สุดท้ายก็ตีเอาคืนกลับมาได้หมด แถมยังเกิดวีรบุรุษและวีรสตรีหลายพระองค์ ที่เราพอรู้จักคือคุณหญิงจันและคุณหญิงมุกแห่งเมืองภูเก็ต

แม้สุดท้ายพระองค์จะทำความตั้งใจสำเร็จแค่สองอย่าง แต่ก็ถือว่าพระเจ้าปดุงเป็นกษัตริย์ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งของพม่าครับ

วัดพระมหามัยมุณีมองจากภายนอกนี่ไม่ได้ใหญ่หรืออลังการมากอย่างที่ผมคาดไว้นะครับ คร่าวๆ ก็มีแค่วิหารใหญ่หน่อย, โถงทางเดิน และตึกด้านข้างนิดหน่อย ค่าเข้าไม่เสีย แต่ถ้าจะถ่ายรูปต้องจ่าย 1 ดอล (กล้องมือถือไม่เป็นไร) ,, เดินเข้าทางเดินก็เหมือนวัดอื่นๆ ที่นี่ คือมีขายของ แต่ของที่นี่ไม่ค่อยเหมือนที่อื่นเท่าไหร่นะ เห็นที่นี่เค้าจะเน้นขายพวกพระไม้แกะสลักและเครื่องบูชาพระมากกว่าพวกของที่ระลึกต่างๆ

ถึงแล้วครับ วัดพระมหามัยมุณีหรือวัดยะไข่
ถึงแล้วครับ วัดพระมหามัยมุณีหรือวัดยะไข่
เดินไปตามโถงครับ ก็มีขายพวกไม้แกะสลักเพียบ
เดินไปตามโถงครับ ก็มีขายพวกไม้แกะสลักเพียบ
เค้าแกะสลักพระไม้สวยมากๆ เลยอะ...
เค้าแกะสลักพระไม้สวยมากๆ เลยอะ…

แต่พอหลุดออกจากทางเดินเท่านั้นแหละ เหมือนหลุดเข้ามาคนละโลกเลย ,, พื้นวิหารสีทองพร้อมกับลวดลายสีแดง พร้อมกับผู้คน (ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง) นั่งฝั่งด้านหน้าองค์พระกราบและบูชาพระมหามัยมุณีจากภายนอกจนแน่นพรมปูพื้นไปหมด โอววววว…

เอาเป็นว่าไหนๆ เราก็อุตส่าห์มาที่นี่แล้ว, เป็นชาวพุทธแล้ว, เป็นผู้ชายด้วยแล้ว, และมีไอเทมเป็นทองคำเปลวแล้ว เราขอเดินขึ้นไปทางด้านข้างเพื่อปีนบันไดขึ้นไปชมองค์พระใกล้ๆ และปิดทององค์พระกันเถอะ 🙂

เข้ามาวิหารด้านใน ,, มีลวดลายสีแดงบนพื้นสีทอง ,, สวยอะ
เข้ามาวิหารด้านใน ,, มีลวดลายสีแดงบนพื้นสีทอง ,, สวยอะ
เห็นป้ายพระมหามัยมุนีแล้ว (เห็นพระนิดนึง)
เห็นป้ายพระมหามัยมุนีแล้ว (เห็นพระนิดนึง)
ปากทางด้านหน้ามีคนกราบพระเยอะมากๆๆ (ส่วนมากเป็นผู้หญิง)
ปากทางด้านหน้ามีคนกราบพระเยอะมากๆๆ (ส่วนมากเป็นผู้หญิง)
ซูมจากมุมไกลๆ องค์พระดูยิ่งใหญ่มากๆ
ซูมจากมุมไกลๆ องค์พระดูยิ่งใหญ่มากๆ

ว่าไปก็ขอเล่าเรื่องพระมหามัยมุณีแบบคร่าวๆ หน่อยดีกว่า

พระมหามัยมุนีเป็นพระที่หล่อขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยชาวยะไข่ช่วยกันหล่อพระองค์นี้สำเร็จในช่วงที่พระพุทธเจ้ามาแสดงธรรมที่ยะไข่เพื่อให้เป็นตัวแทนของคำสอนของพระพุทธเจ้า นอกจากนั้นเค้ายังเชื่อกันว่าพระพุทธเจ้ายังประทานลมหายใจแก่พระมัยมุนีด้วย โดยชาวยะไข่ให้ความสำคัญกับพระมหามัยมุณีอย่างสูงสุด โดยชาวยะไข่นำพระมหามัยมุณีประดิษฐานไว้ที่ยอดเขาสิริคุตตะ

แต่เสียดายที่ยะไข่ชอบโดนกองทัพพม่าบุกไปตีและจ้องจะยึดพระมหามัยมุนีหลายครา แม้ว่าพม่าจะเคยชนะยะไข่สองทีในช่วงพุกามแต่ก็ไม่สามารถเอาพระมหามัยมุนีไปได้ จนกระทั่งสมัยพระเจ้าปดุงก็ตียะไข่จนชนะและนำพระมหามัยมุนีกลับมาอมรปุระจนได้ โดยการแยกพระมหามัยมุนีเป็นสามท่อนแล้วขนข้ามทะเลมาให้พระเจ้าปดุงจนได้ พระเจ้าปดุงดีใจมากจึงให้สร้างวัดสำหรับประดิษฐานพระมหามัยมุณีโดยเฉพาะ ซึ่งวัดอยู่ห่างอมรปุระประมาณ 8 กม. (สมัยนั้นยังไม่มีเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งกว่าจะมีก็สมัยพระเจ้ามินดงแล้ว)

เนื่องด้วยชาวบ้านเชื่อว่าพระมหามัยมุณีนั้นยังมีลมหายใจของพระพุทธเจ้าอยู่ ทุกๆ วันตอนตีสี่ครึ่ง ที่นี่จะมีพิธีล้างหน้าพระมหามัยมุนี ชาวพม่าและพุทธศาสนิกชนทั้งหลายจะเตรียมผ้าขนหนูใหม่มาซับหน้าของพระมหามัยมุนีและเก็บเอาไปบูชาต่อที่บ้าน ,, นอกจากกิจกรรมล้างหน้าแล้ว ชาวพม่ายังชอบมาปิดทองด้วย ปิดกันแบบไม่ลืมหูลืมตา ปิดกันจนผิวขององค์พระเป็นตะปุ่มตะปั่ม ปิดกันจนทองที่หุ้มองค์พระนี่หนาขึ้นมาเจ็ดนิ้ว (ทองจะปิดที่ไหนก็ได้ ยกเว้นพระพักตร์ของพระมหามัยมุนี)

แต่อย่างไรก็ดี วิหารของพระมหามัยมุนีเกิดไฟไหม้ครั้งนึง (สมัยวิหารไม้) ในช่วงพระเจ้าสี่ป้อ ก่อนที่พม่าจะโดนอังกฤษยึด 6 ปี ซึ่งนอกจากตัววิหารจะเสียหายแล้ว ทองคำที่ติดองค์พระก็ลอกออกมาด้วย นับได้ 700 บาทเลยทีเดียว

เสียดายที่เรามาสายไปหน่อย ไว้คราวหน้ามีโอกาส จะขอนำผ้าขนหนูที่ซับหน้าองค์พระมหามัยมุนีไปบูชาที่บ้านบ้าง

วิวัฒนาการของความหนาของทองของพระมหามัยมุณี
วิวัฒนาการของความหนาของทองของพระมหามัยมุณี
ถึงตาเราขึ้นไปกราบพระและปิดทองละครับ
ถึงตาเราขึ้นไปกราบพระและปิดทองละครับ

นอกจากนั้นข้างนอกวัดก็ยังมีฆ้องยักษ์กับเครื่องสำริดเป็นรูปช้างเอราวัณ, สิงห์และทวารบาล ซึ่งทั้งหมดเป็นศิลปะสไตล์เขมร ,, ถามว่ามาได้ไง ไม่ยากครับ พม่าได้ของพวกนี้มาจากไทยช่วงเราเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่หนึ่ง ซึ่งไทยได้เครื่องสำริดเหล่านี้มาจากการไปตีขอมอีกยกหนึ่ง แต่ในจุดนี้ผมอยากตำหนิทางการพม่าว่าปล่อยให้ของเก่าแก่แบบนี้มาวางเปิดอ้าซ่า ใครอยากจับอยากลูบก็ทำได้ตามใจ ทั้งๆ ที่มันควรจะเก็บในที่มิดชิดกว่านี้ หรืออย่างนี้ก็ไม่ควรให้ประชาชนมาจับมาถูเล่นน่ะ

ข้างนอกวัดก็ยังมีฆ้องยักษ์ (ใหญ่มากจริงๆ)
ข้างนอกวัดก็ยังมีฆ้องยักษ์ (ใหญ่มากจริงๆ)
นอกจากนั้นก็มีเครื่องสำริดศิลปะขอมด้วย
นอกจากนั้นก็มีเครื่องสำริดศิลปะขอมด้วย

ขาเดินออกจากวัด นอกจากรูปปั้นและไม้แกะสลักของพระพุทธเจ้าแล้ว ผมยังเจอรูปปั้นของเทพเจ้าชาวโปรตุเกสด้วย แหม่~~ สมแล้วที่เค้าบอกกันว่าชาวโปรตุเกสเป็นชาติแรกที่มาค้าขายแถวนี้ สุดๆ อะ

เห็นแว้บแรกละเฮ้ยเลยอะ ฮาๆๆๆ
เห็นแว้บแรกละเฮ้ยเลยอะ ฮาๆๆๆ

อิ่มเอิบใจกันแล้ว ก็ไปหาอะไรอิ่มท้องกันหน่อย

ข้าวเที่ยงแบบฮาร์ดคอร์แบบฉบับพม่า

หลังระหว่างเดินทางไปยังสามเมืองทางใต้ของรัฐมัณฑะเลย์ (คือสะเกียง, อมรปุระ และอังวะ) ไกด์ก็ถามเราว่า เฮ้ย!!พวกนายชอบกินอาหารพม่ากันป่าว ,, ซึ่งจากประสบการณ์เราที่ผ่านมา (จากร้านหรูๆ ทั้งที่ย่างกุ้ง และร้านไม่หรูมากที่ทะเลสาบอินเล) ก็บอกว่าอาหารพม่าก็คล้ายๆ ไทยนั่นแหละ อารมณ์แบบกลิ่นเครื่องเทศหน่อยๆ แกงกะหรี่เก๋ๆ กินกับข้าวสวยร้อนๆ มีปลามีผัก ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน ,, พวกเราก็ตอบกลับไกด์ไปว่า เฮ้ย!! อาหารบ้านยูอร่อยอยู่นะ เราชอบกินๆๆๆ

ไกด์ทำหน้าอเมซิ่งนิดนึงและบอกเราว่าแถวๆ เมืองอมรปุระมีร้านนึง เป็นบุฟเฟต์อาหารพม่า มีกับข้าว 20 อย่าง กินไม่อั้น คนละ 2,000 จ้าด คนพม่าชอบกินร้านนี้มาก เราจะแวะกันหน่อยก่อนที่จะไปสะเกียงและมิงกุนกัน

พอรถจอดหน้าร้านเท่านั้นแหละ เราก็พบถึงความฮาร์ดคอร์และออริจินอลออฟเมียนมาร์ฟูด ตั้งแต่พวกเราก้าวเท้าเข้าเหยียบร้าน ทุกสายตานี่จับจ้องเราคล้ายเป็นสิ่งแปลกปลอม ทั้งบรรยากาศร้านที่ดูทึมๆ ไม่เปิดไฟ, ทั้งชาวพม่าที่มากินที่นี่ก็ซัดกันอย่างเอร็ดอร่อย, อีกทั้งบรรยากาศการบ้วนน้ำหมากลงพื้น, ส้วมซึมแบบเพิงหมาแหงนแคบๆ แม่งงงงงงงงงง ร้านนี้ขลังจริง จนมีแว้บนึงขึ้นมาในหัวผมว่า เฮ้ย!! เอาแน่เหรอวะ… น่าๆ มาเหยียบร้านเค้าถึงขนาดนี้แล้ว จะไม่ลองซักหน่อยเหรอวะ

จากนั้น ไกด์ของเราก็พามากินบุฟแบบพม่า คนละ 2,000 จ้าดเท่านั้น
จากนั้น ไกด์ของเราก็พามากินบุฟแบบพม่า คนละ 2,000 จ้าดเท่านั้น

แค่เรานั่งโต๊ะ ไม่ต้องสั่งครับ ย้ำ!! ไม่ต้องสั่งครับ อาหารทั้ง 20 อย่างพร้อมข้าวสวยก็จะทยอยยกมาเสิร์ฟอย่างขะมักเขม้นโดยบริกรวัยเยาว์ของทางร้าน ดูทีแรกก็น่าจะไหวอะ ,, ถามผมว่ามันมีอะไรบ้าง บ่องตง ผมไม่ทราบรายละเอียดชัดเจน แต่เท่าที่ผมพอจับใจความได้ก็มีกะหรี่ไก่, กะหรี่ปลา(ซึ่งกระหรี่ที่กินวันนี้ไม่เหมือนที่เราเคยกินจากเมืองอื่นๆ เลย), ผัดผัก, ยำผัก (สองอันนี้พอกินได้), ถั่วเหลืองหมัก (แหวะมากๆ คล้ายๆ เต้าเจี๊ยวเลย), หน่อไม้ดอง (อันนี้ก็แรงมากๆ ไม่ไหวจริงๆ), ต้มปลา, แกงหน่อไม้, ถั่วต้ม, แล้วก็ต้มจืดกับแกงอะไรก็ไม่รู้อีกหลายสิ่งอัน (ส่วนมากต้มจะเย็นๆ ไม่ได้ร้อนเดือดดาลเหมือนบ้านเรา)

คนที่เอร็ดอร่อยที่สุดน่าจะเป็นไกด์กับคนขับรถที่นั่งแดกกันอย่างเปรมครับ พี่ไกด์แม่งเอร็ดอร่อยมากๆๆๆ แถมเติมข้าวตั้งสามสี่ครั้งยังกะไม่เคยแดกข้าวมาก่อน กับข้าวแต่ละอย่างแกก็แม่งโคตรปลื้ม โดยเฉพาะต้มปลาครับ ผมจำได้เลยว่าแกชอบมาก ซดในระดับที่ว่าถ้วยแกงไม่มีเย็น หมดเติมๆๆๆ สามสี่รอบ

ส่วนผมเหรอครับ ลองชิมแต่ละอย่างแล้วแทบจะถรุยส์ลงพื้น ขนาดตอนที่ไปนี่หิวข้าวโครตๆ แล้วนะ แต่พอชิมคำแรกเท่านั้นแหละ ย่ำ!! คำแรกเท่านั้น อิ่มขึ้นมาทันทีแบบไม่ทราบสาเหตุเลย ,, แกงกะหรี่ที่นี่ก็ไม่เหมือนที่เมืองอื่นๆ ที่เราผ่านมา รสชาติมันแบบว่าอึมครึมมาก, พวกแกงต่างอะไรนี่ก็ไม่ไหวเลย รสชาติโคตรไม่คุ้นเลย, ถั่วเหลืองหมักนี่มึงลบภาพนัตโตะไปได้เลยนะครับ เลวร้ายกว่านั้นเยอะ, หน่อไม้ดองก็โคตรแรง แดกไปจะโดนโบทูลินุมท๊อกซินรึเปล่าก็ไม่รู้, ต้มจืดก็ใส่ผักใส่ใบอะไรก้ไม่รู้ รสชาติแปร่งๆ ,, คือว่าผมเป็นคนกินง่ายแล้วนะแต่เจออาหารแบบนี้จัดไม่ลงจริงๆ สุดท้ายผมแดกแต่ยำผักกับถั่วต้มยังกับพระโคงานจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแลย

ทีแรกนึกว่าผมรู้สึกแบบนั้นไปคนเดียว แหงนหน้ามาเท่านั้นแหละ หน้าจ๋อยกันทั้งวง มีแต่ไกด์แม่งเปรมอยู่คนเดียว ฮาๆๆๆๆๆ

อาหารพม่าแบบฮาร์ดคอร์ 20 อย่าง ,, ถรุยส์!!! ขี้แตกกันเป็นแถว
อาหารพม่าแบบฮาร์ดคอร์ 20 อย่าง ,, ถรุยส์!!! ขี้แตกกันเป็นแถว

หมดค่าข้าว+ค่าน้ำไป 21,000 จ้าด ,, ดูเหมือนไม่แพงนะครับ แต่จริงๆ แดกไปไม่ถึงห้าพันจ้าด…

แต่ไฮไลท์สุดยอดของมื้อนี้คือการที่อยู่ที่หลังจากที่เรากินเสร็จแล้ว ดูเผินๆ ก็เหมือนปกติตรงที่เด็กเสิร์ฟก็ยกจานข้าวที่กินเสร็จแล้ววกับกับข้าวที่เหลือไปเก็บตามปกติ แต่ที่มันไม่ปกติคือเค้าเทกับข้าวจานที่เรากินเหลือแล้วยังพอดูได้กลับลงหม้อ อิเหี้ยยยยยยยยยย ที่กูแดกมานี่ขี้ปากพี่น้องชาวพม่าทั้งน้้านนนนนนนนน

สะเกียง, อมรปุระ และมินกุน

เติมพลัง (แบบไม่เต็มที่) ไป เราก็จะมาลุยเมืองรอบๆ มัณฑะเลย์กันหน่อย

เพื่อความเข้าในเล็กๆ น้่อยๆ คือในอดีต แถวที่ราบลุ่มแม่น้ำอิรวดีย่านนี้มีหลายเมืองมาก ถ้าเก่าที่สุดคงเป็นเมืองฝั่งซ้ายของแม่น้ำคือสะเกียง (Sagiang) แต่ว่าที่สะเกียงมันเป็นกึ่งๆ ไหล่เขา ที่ราบมีไม่มาก จึงย้ายเมืองมายังฝั่งขวาของแม่น้ำที่มีที่ราบกว้างกว่าและเกิดเป็นเมืองอังวะ (Inwa) แล้วต่อมาช่วงพระเจ้าปดุงก็ได้มีการย้ายเมืองหลวงมายังเมืองอมรปุระ (Amarapura) และย้ายมามัณฑะเลย์ (Mandalay) ช่วงพระเจ้ามินดง ,, นอกจากนั้นยังมีเมืองทางเหนือคือมินกุน (Mingun) ด้วย (ถ้าไปดูแผนที่ข้างบนจะเข้าใจมากขึ้นหน่อยนึง)

แถวนี้จึงมีเมือง 5 เมืองให้เที่ยว ซึ่งเราจะพยายามเก็บทุกเมืองแบบรวบรัดๆ ละกัน

เริ่มตั้งแต่เราอยู่ฝั่งอมรปุระแล้วมองย้อนไปทางฝั่งสะเกียง โหววววว ทะเลเจดีย์ย่อมๆ เลยนะนั่น

จริงๆ สะเกียงก็มีวัดกองมูดอว์ที่น่าแวะนะครับ แต่เราไม่ได้แวะ เพราะเวลาไม่พอ ,, ว่าแล้วก็ข้ามสะพานอังวะ (สะพานอันใหม่) แล้วลัดเลาะไปตามถนนมินกุนเพื่อไปยังเมืองมินกุนกัน

ภูเขาที่เมืองสะเกียงนี่เต็มไปด้วยเจดีย์น้อยใหญ่
ภูเขาที่เมืองสะเกียงนี่เต็มไปด้วยเจดีย์น้อยใหญ่
ข้ามแม่น้ำอิรวดีไปชมสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆ ที่ฝั่งกระนู้น
ข้ามแม่น้ำอิรวดีไปชมสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆ ที่ฝั่งกระนู้น

หลังจากข้ามสะพานและลุยทางลูกรังมาเป็นช่วงๆ ขึ้นเขาลงห้วย กระเด้งกระโดดมาจนเหนื่อย (จริงๆ นั่งเรือมาก็ได้ เห็นวิวสวยกว่าด้วยแต่พอดีวันนี้เราเหมารถมาแล้ว ก็เลยอด) เราก็ถึงเมืองมินกุนแล้วครับ แต่ว่าถ้าจะมาเที่ยวที่นี่ก็ต้องเสียค่าเข้าอีก 3 เหรียญ เอาเถอะ ไหนก็มาละ ก็มาดูสิ่งก่อสร้างที่พระเจ้าปดุงหมายมั่นปั้นมือทำมากว่า 7 ปีเลยทีเดียว

เริ่มต้นอย่างแรกคือระฆังมินกุน ระฆังนี้เป็นระฆังที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ยังตีเสียงดัง เค้าบอกว่าระฆังนี้หนัก 90 ตัน สูง 4 เมตร ปากกว้าง 5 เมตร ทีแรกพระเจ้าปดุงก็จะสร้างระฆังยักษ์คู่กับเจดีย์ยักษ์ ทีนี้ระฆังเสร็จก่อนแต่เจดีย์ยังไม่เสร็จ พระเจ้าปดุงเลยสร้างมณฑปครอบชั่วคราวไว้ก่อน แต่สุดท้ายก็กลายเป็นมณฑปถาวรไปเลย…

เริ่มต้นที่การจ่ายค่าเข้าชมสถานที่แถบสะเกียงจำนวน 3 เหรียญ
เริ่มต้นที่การจ่ายค่าเข้าชมสถานที่แถบสะเกียงจำนวน 3 เหรียญ
เริ่มที่ระฆังมิงกุน ,, ใหญ่มากๆ เลยอะ
เริ่มที่ระฆังมิงกุน ,, ใหญ่มากๆ เลยอะ
แหม่~~~~ ระฆังนี่หนักเหมือนกันนะครับ (ภาพจากเสือใหม่)
แหม่~~~~ ระฆังนี่หนักเหมือนกันนะครับ (ภาพจากเสือใหม่)

ต่อมาเราก็มาดูเจดีย์มินกุนครับ แค่มองจากไกลๆ นี่บอกตรงๆ ว่าเป็นเจดีย์ที่ยังไม่เสร็จดีแห่งนี้เป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดที่ผมเคยมาเห็นเลย ผมว่าความกว้างของฐานมันเนี่ยน่าจะใหญ่กว่าสนามฟุตบอลซะอีก ขนาดเดินหลงกับเพื่อนแล้วเดินวนหากันเนี่ยยังโคตรจะเหนื่อย ,, แม้ว่าเราจะฟินกับภายนอกที่ใหญ่โคตรๆ แต่ก็แอบเฟลกับภายในที่แค่เป็นห้องแคบๆ ดูเรียบๆ ธรรมดาๆ และมีพระประธานประมาณเมตรครึ่งอีกองค์นึง แค่นั้น…

เจดีย์แห่งนี้เป็นอีกสิ่งที่พระเจ้าปดุงหมายมั่นปั้นมือที่จะทำให้เสร็จถึงขนาดที่พระองค์มาคุมการก่อสร้างด้วยตนเองเลย แต่ว่าสุดท้ายพระองค์ก็ชิงสิ้นพระชนม์ไปก่อน ทำให้ก่อสร้างไม่เสร็จ อีกทั้งในยุคต่อมาก็ไม่ได้จะมีใครสืบทอดทำต่อเพราะค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น แถมช่างฝีมือก็หายากขึ้น แต่ที่สำคัญคือการเกิดแผ่นดินไหวขึ้นมาอีกจนเจดีย์เสียหายและเกิดรอยร้าวขึ้นจนเห็นได้ชัดในปัจจุบัน

ต่อมาก็เป็นสิงห์ทวารบาลยักษ์ที่พระเจ้าปดุงหวังสร้างไว้คู่กับเจดีย์ยักษ์ แต่อย่างที่บอกไป แผ่นดินไหวดังกล่าวนอกจากจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตัวเจดีย์แล้ว สิงห์ทั้งคู่ยังถล่มแบบไม่เหลือชิ้นดีเลย บ่องตง ถ้าไม่บอกนี่นึกว่าเป็นเศษอิฐกองๆ กันอยู่

ถ้าไม่บอกก็นึกว่ากองอิฐ แต่นี่คือสิงห์ทวารบาลยักษ์ที่ถล่มลงมาด้วย
ถ้าไม่บอกก็นึกว่ากองอิฐ แต่นี่คือสิงห์ทวารบาลยักษ์ที่ถล่มลงมาด้วย
ต่อมาก็เจดีย์มิงกุนครับ ,, ขนาดถล่มยังใหญ่มาก
ต่อมาก็เจดีย์มิงกุนครับ ,, ขนาดถล่มยังใหญ่มาก
ยังมีรอยร้าวที่เจดีย์ ดูไปก็เสียวๆ อยู่ ส่วนด้านในไม่มีอะไรมากครับ
ยังมีรอยร้าวที่เจดีย์ ดูไปก็เสียวๆ อยู่ ส่วนด้านในไม่มีอะไรมากครับ

เลยมาสุดท้ายในแถวนี้ก็คือวัดเมียะเต็งดาย หรือชินพยูมิน (Hsinbyumin Pagoda) วัดแห่งนี้เป็นวัดที่พระเจ้าพะคยีดอสร้างขึ้นสมัยเป็นเจ้าชายแห่งอลองพญาเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่พระชายา คือเจ้าหญิงชินพยูมิน ซึ่งสิ้นพระชนม์ไปก่อนเสวยราชสมบัติ

มองจากข้างนอกก็เป็นวัดที่มีเจดีย์สีขาว มีฐานเจดีย์เรียงซ้อนๆ กันสวยดีนะ เดินข้างในก็รู้สึกไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ แต่พออ่านหนังดู+ถามไกด์เพิ่มก็พบว่า วัดนี้สร้างโดยคติจักรวาลตามคัมภีร์พุทธศาสนา มีเขาพระสุเมรุอยู่ข้างบน โดยมีเจดีย์จุฬามณีตั้งอยู่บนยอดเขา, มีเขาสัตตบริภัณฑ์ทั้ง ๗ ชั้นและทะเลสีทันดรล้อมรอบ (หนังสือว่ามาแบบนี้ มองจริงๆ ก็มองไม่ออกเหมือนกัน)

เจดีย์เมียะเต็งดาน หรือทัชมาฮาลแห่งเมียนมาร์
เจดีย์เมียะเต็งดาน หรือทัชมาฮาลแห่งเมียนมาร์
เป็นเจดีย์ทรงสีขาว ขึ้นบันใดด้านในไปกราบพระได้ ,, ข้างนอกดูสวยกว่าด้านใน
เป็นเจดีย์ทรงสีขาว ขึ้นบันใดด้านในไปกราบพระได้ ,, ข้างนอกดูสวยกว่าด้านใน

เหลือเป้าหมายสุดท้ายล่ะครับ

เป้าหมายสุดท้ายที่สะพานอุเบง

เหลือเวลาไม่มาก พี่คนขับพาเรานั่งรถสองแถวลัดเลาะไปตามแม่น้ำอิรวดีเพื่อพุ่งไปยังเป้าหมายสุดท้ายที่สะพานอุเบงครับ

สะพานอุเบงเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในโลกตอนนี้ คือยาวประมาณ 1.2 กิโลเมตร (ผมไม่เคยไปกาญจนบุรีหรอกนะ แต่ว่ามีแต่คนบอกว่าสะพานนี้ยาวกว่าเยอะ) โดยสะพานนี้สร้างในสมัยพระเจ้าปดุงเช่นกัน เค้าบอกว่าอุเบงเนี่ยเป็นชื่อของข้าราชการคนนึงที่เป็นหัวเรือในการสร้างสะพานแห่งนี้ ไม้ที่ใช้ทำสะพานเนี่ยไม้สักที่รื้อจากพระราชวังเก่าที่กรุงอังวะกว่า 1,500 ต้น ปักข้ามทะเลสาบตองตะมัน (Toungthamon) เพื่อเป็นทางเชื่อมไปสู่เจดีย์จ๊อกตอยี (Kyauktawgyi)

ถึงทะเลสาบตองตะมันแล้ว ดูสงบและน่าหลงไหลจริงๆ
ถึงทะเลสาบตองตะมันแล้ว ดูสงบและน่าหลงไหลจริงๆ
วิถีชีวิตชาวพม่าที่ทะเลสาบ..
วิถีชีวิตชาวพม่าที่ทะเลสาบ..
มีพายเรือชมรอบทะเลสาบด้วยอะ
มีพายเรือชมรอบทะเลสาบด้วยอะ
มุมสงบแบบพาโนรามาครับ
มุมสงบแบบพาโนรามาครับ
คราวนี้เรามาที่สะพานอุเบง ซึ่งเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในโลก
คราวนี้เรามาที่สะพานอุเบง ซึ่งเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในโลก
ผู้คนก็ต่างขึ้นไปเดินบนสะพาน ระยะทางกว่า 1.2 กิโลเมตร
ผู้คนก็ต่างขึ้นไปเดินบนสะพาน ระยะทางกว่า 1.2 กิโลเมตร

แต่สิ่งที่ฟินกว่าความยาวของสะพานหรือจำนวนท่อนไม้ที่เอามาต่อเป็นสะพานคือแสงส้มของพระอาทิตย์ช่วงสุดท้ายของวันก่อนตกดินหลังตัดกับท้องฟ้าสีอมม่วง พร้อมลมเย็นๆ เบาๆ ในบรรยากาศเหนือทะเลสาบสงบๆ บนสะพานอุเบง… โอยยยย ฟินมากครับ เป็นพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเลย โฮๆๆๆ

มุม Panorama จากสะพานอุเบง เห็นเจดีย์เจดีย์จ๊อกตอยีไกลๆ ด้วย
มุม Panorama จากสะพานอุเบง เห็นเจดีย์เจดีย์จ๊อกตอยีไกลๆ ด้วย
เป็นการชมพระอาทิตย์ตกที่ฟินที่สุดครั้งนึงในชีวิต
เป็นการชมพระอาทิตย์ตกที่ฟินที่สุดครั้งนึงในชีวิต
ปีหน้าฟ้าใหม่ ยังไงเราต้องได้เจอกันอีกนะ
ปีหน้าฟ้าใหม่ ยังไงเราต้องได้เจอกันอีกนะ

จริงๆ ผมอยากได้โสร่งมาก!!! แต่จริงๆ ก็ไม่มากเท่าไหร่ แต่แอบเจ็บใจที่ทำหายที่ทะเลสาบอินเล และระหว่างที่เราจะกลับโรงแรม พี่ไกด์พี่แวะส่งผมซื้อโสร่งที่ร้านดังในเมืองอมรปุระ แกบอกว่าโสร่งที่พม่าจะมีลวดลายและสไตล์แตกต่างกันในแต่ละเมือง (แต่ผมว่ามันก็คล้ายๆ กันนั่นแหละ) สุดท้ายผมก็เลยสอยมาตัวนึง เป็นผ้าฝ้ายผสมกับผ้าไหมในราคา 19 เหรียญ

แต่ประเด็นคือ เราเจอแกงส์สาวชุดนักเรียนญี่ปุ่นน่ะครับ ซึ่งนี่คงเป็นครั้งที่สี่หรือห้าแหละ ไล่เจอมันแทบจะครบทุกเมืองตั้งแต่ย่างกุ้ง, พุกาม และที่มัณฑะเลย์ (จะขาดก็แค่ทะเลสาบอินเล) แถมเจอเนี่ยก็เจอกันแทบทุกจุด ตั้งแต่สถานที่ท่องเที่ยว ร้านค้า หรือแม้แต่สนามบินก็ยังเจอกันยั้งงงงงกะเนื้อคู่ แถมแต่ละนางก็น่ารักน่าหยอกไม่เบา เป็นชิ้นปลามันส์ของเหล่าเสือๆ ฝั่งเราเหลือเกิน

สุดท้ายก็อดแดกหมดครับ

แวะร้านขายโสร่ง ,, เจอแก๊งส์สาวนักเรียนญี่ปุ่นอีกแล้ว
แวะร้านขายโสร่ง ,, เจอแก๊งส์สาวนักเรียนญี่ปุ่นอีกแล้ว

อาบน้ำ หม่ำข้าว แล้วไปเคาน์ดาวน์กัน

เคาท์ดาวน์ที่มัณฑะเลย์

หลังจากกลับมาจากเที่ยวทั้งวัน พวกเราเหนื่อยกันมาก บ้างก็ขี้แตกหลังจากที่เจอบุฟเฟต์อาหารพม่าแบบฮาร์ดคอร์ แต่เราก็ไม่ลดความพยายามที่จะไปหาที่เคาน์ดาวน์กันในค่ำคืนวันที่ 31 ธันวาคมแบบนี้ครับ

หลังจากสืบเสาะร้านและตกลงกันอยู่นาน เราก็ได้ร้านที่ชื่อ Sky bar ที่อยู่ไม่ห่างจากโรงแรมมาก แถมติดกับกำแพงเมืองมัณฑะเลย์ด้วย น่าสนใจสุดๆ ,, แต่พอเราเดินไปถึงมันก็ไม่มีร้านนั้นแล้ว อารมณ์เปลี่ยนชื่อเป็นผับอื่นแทน ชั้นล่างบรรยากาศแปลกๆ เราก็เลยขึ้นไปข้างบนแทน ,, ซึ่งบรรยากาศข้างบนนี่เป็นร้่านอาหาร แต่อารมณ์แบบกินกันภายในครอบครัวมากๆ มีร้องคาราโอเกะจอโปรเจคเตอร์ เชิญอาเจ็กอาแปะและญาติผู้ใหญ่ทางร้านมาร้องเพลงแบบเพี้ยนๆ นิดนึงอะ

เอาเหอะครับ ไม่รู้จะไปไหนละ นั่งที่นี่แหละ คิดว่า มาร่วมงานเลี้ยงปีใหม่ประจำตระกูลละกัน

นั่งชมกำแพงเมืองมัณฑะเลย์ติดไฟนีออนสีแปลกๆ กับฟังเสียงวัยรุ่นแว๊นมอเตอร์ไซค์ พร้อมกับจิบเบียร์พม่ารสชาติแปร่งๆ ขอน้ำแข็งถังนึงเค้าก็ไม่รู้จัก คุยกันตั้งนานได้น้ำแข็งฟรีๆมาถ้วยนึง (คือเรื่องน้ำแข็งนี่ขอบ่นหน่อยเถอะ ไปที่ไหนของพม่าก็ไม่ค่อยรู้จักกัน สื่อสารกันนานมากกว่าจะเข้าใจ เฮ้อ…) หรือว่ามันผิดที่ประเทศไทยอาจเป็นประเทศเดียวในโลกที่กินเบียร์แล้วใส่น้ำแข็งวะ

สั่งน้ำแข็ง 1 ถัง ได้น้ำแข็งมา 1 ถ้วยแบบงงๆๆ
สั่งน้ำแข็ง 1 ถัง ได้น้ำแข็งมา 1 ถ้วยแบบงงๆๆ
นั่งเคาน์ดาวที่บาร์ข้างกำแพงเมืองมัณฑะเลย์ครับ
นั่งเคาน์ดาวที่บาร์ข้างกำแพงเมืองมัณฑะเลย์ครับ

นั่งไปได้สักพักประมาณใกล้ๆ ห้าทุ่ม ผมง่วงมากๆๆๆ เกินจะหาอะไรมาเปรียบได้ เรียกว่าผมหลับคาโต๊ะเลย เลยขอตัวเพื่อนๆ ไปหลับก่อน ไม่ทันเคาน์ดาวน์ละ ไม่รู้เหมือนกันว่าพม่าเคาน์ดาวน์กันยังไง มีพลุหรือมีการแสดงเหมือนบ้านเรามั้ย หรือเค้าจะสวดมนต์ข้ามคืน แต่เอาเหอะ…ไว้ปีหน้าค่อยไปเคาน์ดาวน์ที่เมืองไทยก็แล้วกัน หาวววววว..ววว

ปีใหม่ คนใหม่ กลับเชียงใหม่

หลังจากคืนปีใหม่ผ่านพ้นไป เราก็ตื่นมาในบรรยากาศเดิมๆ อีกครั้ง ,, คือเราต้องรีบเก็บของกลับเมืองไทยน่ะครับ

หลังจากหม่ำข้าวเช้ากันเสร็จ (เมนูเดียวกับเมื่อวานเลยแฮะ…) เราก็เช่ารถตู้ราคา 40,000 จ้าดเพื่อพาเราไปสนามบินครับ

ทีแรกก็คิดว่าทำไมมันแพงจังวะ แต่แล้วเราก็ถึงบางอ้อที่ว่า สนามบินนานาชาติมัณฑะเลย์นี่ห่างตัวเมืองแบบโคตรแม่ไกลครับ เทียบแล้วสูสีกะกรุงเทพฯ-สุวรรณภูมิเลย คือผมคิดว่าทางรัฐบาลเค้าจะกะว่าเมืองมัณฑะเลย์ในอนาคตจะขยายตัวขึ้น แต่ผมว่ามันเผื่อเยอะไปหน่อยนะ แถมถนนหนทางที่ดูจะเหมือนเป็นถนนคอนกรีตอย่างดีนี่มีหลุมดักควายอยู่เป็นพักๆ หลุมใหญ่ระดับที่รถตู้ตกลงไปนี่ผมหัวกระเด้งไปกระแทกคอนโซลสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันทีเลย

พอมาถึงสนามบินนานาชาติมัณฑะเลย์ ที่นี่ใหญ่มากจริงๆ สมแล้วที่ไปกู้เงินพี่ไทยมาทำหลายพันล้านบาท

ถนนไปสนามบินเผื่อเยอะไปมั้ย ,, ทั้งกว้าง ทั้งร้าง ทั้งไกล
ถนนไปสนามบินเผื่อเยอะไปมั้ย ,, ทั้งกว้าง ทั้งร้าง ทั้งไกล
มาสนามบินมัณฑะเลย์ เตรียมกลับได้แล้ว...
มาสนามบินมัณฑะเลย์ เตรียมกลับได้แล้ว…

แต่พอเข้ามาข้างใน อ่าว… ใหญ่แต่ตัวนี่หว่า ข้างในนี่โล่งมากๆๆๆๆ คนแบบว่าน้อยโคตรๆ เลย เคาน์เตอร์สำหรับสายการบินมีประมาณ 15 ช่องแต่เปิดจริง 2 ช่อง ร้านค้าต่างๆ ในสนามบินนี่ก็ปิดเจ๊งกันหลายร้านเลย (เท่าที่สำรวจเหมือนเปิดแค่ร้านขายของที่ระลึกร้านเดียวเองอะ) แถมงานก่อสร้างบางจุดในสนามบินก็ยังไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่ด้วย

สนามบินมัณฑะเลย์ ทั้งไกล ทั้งร้าง...
สนามบินมัณฑะเลย์ ทั้งไกล ทั้งร้าง…
ถึงเวลาต้องลาละครับ ,, กลับเมืองไทยกันเถอะ
ถึงเวลาต้องลาละครับ ,, กลับเมืองไทยกันเถอะ

จบบริบูรณ์ครับสำหรับทริปพม่าทั้ง 4 ตอน

หลงเสน่ห์เมืองพม่า

หลังจากไปเที่ยวมาสี่เมือง ผมก็พบอะไรสองสามอย่างครับ

อย่างแรกคือ ผมไม่เคยรู้สึกสนุกกับการเรียนประวัติศาสตร์มาก่อน จนกระทั่งมาเจอของจริงแบบนี้เลย ,, เรื่องราวต่างๆ ผู้เข้ากันได้อย่างลงตัว ทั้งพระเจ้าตะเบงชเวตี้, บุเรงนอง, กองทัพมองโกล, พระนเรศวร, สงครามเก้าทัพ… นี่ยังไม่นับถึงเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาอีกเพียบนะเนี่ย สนุกมากจริงๆ

ต่อมาคือภาพของพม่าที่อยู่ในหัวเรา และความเป็นจริงของพม่านั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ชาวพม่าเป็นคนน่ารักมาก เค้าไม่ได้โหดหรือดุร้ายอย่างที่เราคิดไว้เลย แ่ต่แท้จริงกลับเป็นคนขี้อายแต่อัธยาศัยดี, เมืองพม่าที่มองว่าเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน แต่แท้จริงกลับเป็นเมืองที่สงบเรียบง่าย, ชาวพุทธทุกคนที่นี่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาแรงกล้าทั้งภายนอกและภายใน ทั้งการปฏิบัติตัวตามคำสอนตามหลักพุทธศาสนาและการเกื้อกูลพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่อย่างงดงาม ซึ่งต่างกับประเทศเพื่อนบ้างที่ออกตัวแรงว่าเป็นประเทศพุทธศาสนาที่เน้นการบูชาเงิน, เข้าถึงเพียงเปลือกนอกและยึดติดทางด้านวัตถุกันเป็นส่วนมากเท่านั้น

แต่สิ่งที่ผมว่าผมชอบมากที่สุด ผมว่าเค้ามีเงื่อนไขของการมีความสุขน้อยดี

เดี๋ยวนี้คนไทยเรากว่าจะมีความสุขได้ ต้องมีบ้านหรูๆ รถราคาแพงๆ มีเงินเยอะๆ ต้องเรียนจบสถาบันดีๆ เที่ยวยุโรป กินข้าวหรูๆ ต้องไม่มีสิวสักเม็ด ต้องมีรูปร่างหน้าตาดี ต้องเสริมดั้งทำนมให้เป๊ะ ฯลฯ แต่พอพวกนี้บางอย่างมันไม่ได้ดังหวังก็เสียใจ จมอยู่กับความเศร้า… ยิ่งอยู่ในสังคมเมืองใหญ่ก็ยิ่งคาดหวังกันสูง เงื่อนไขของการมีความสุขก็มากตาม ก็ย่อมผิดหวังกันสูง ซึมเศร้ากันมากขึ้น ,, ความสุขมันหายากอะไรกันขนาดนั้นเลยเหรอวะ

กับราชธานีสุดท้าย ,, ที่มัณฑะเลย์ครับ
กับราชธานีสุดท้าย ,, ที่มัณฑะเลย์ครับ

แต่ไม่ใช่กับคนพม่านะ ผมสังเกตดูเค้าเป็นชนชาติที่มีความสุขง่ายมาก ขับรถเก่าๆ ปั่นจักรยานเก่าๆ นั่งคุยกับลูกเมีย กินข้าวแกงแบบเรียบง่าย ไหว้พระทำบุญหน่อย มีเงินไม่ต้องมากต้องมายอะไรขอแค่พอใช้ เท่านี้ก็มีความสุขแล้ว เฮ้ย!! ไม่เห็นจำเป็นต้องมีอะไรมากมายเหมือนเราเค้าก็มีความสุขแล้ว จนบางทีก็เหมือนว่าความสุขเค้ามันอยู่รอบตัวนั่นแหละ แต่เค้ากลับมองเห็นมากกว่าเราอะ

พม่าสอนให้ผมรู้ว่า ความสุขไม่ใช่วัตถุหรือสิ่งของ แต่เป็นอะไรที่ง่ายกว่านั้นเยอะ เพียงแต่มองที่มันหรือเปล่า

เหมือนไร้จุดหมาย ,, แต่ความเรียบง่ายก่อให้เกิดความสุข
เหมือนไร้จุดหมาย ,, แต่ความเรียบง่ายก่อให้เกิดความสุข
ออกมาเจอบรรยากาศชิลๆ สบายๆ ของมัณฑะเลย์
ออกมาเจอบรรยากาศชิลๆ สบายๆ ของมัณฑะเลย์

ผมไม่แน่ใจว่าการเปิดประเทศและการเข้ามาของทุนนิยมจะเปลี่ยนแปลงพม่ามากแค่ไหน ผมมีความสุขและดีใจมากที่ได้มาพม่าครั้งนี้ครับ