ส่งท้ายปี กับพม่าสี่เมือง :: ตอนที่ 2 ที่พุกาม

หลังจากที่ภาคที่แล้วเราได้ไปทัวร์ย่างกุ้งไปแบบด่วนๆ คราวนี้เราก็จะมาเที่ยวพุกามกัน ซึ่งใครๆ ก็ต่างขนานนามที่นี่ว่าเป็น “ดินแดนแห่งเจดีย์สี่พันองค์” ,, พุกามที่เราเคยได้ยินแต่ในหนังสือเรียนประวัติศาสตร์แล้วไม่เคยจำอะไรเกี่ยวกับมันได้เลย วันนี้จะได้ไปเหยียบมันจริงๆ ซักทีละครับ

มันเยอะจริงๆ... คงต้องอยู่เป็นเดือน กว่าจะลุยกันได้ครบทุกเจดีย์
มันเยอะจริงๆ… คงต้องอยู่เป็นเดือน กว่าจะลุยกันได้ครบทุกเจดีย์

และก็เป็นอีกครั้งที่เราใช้บริการสายการบินภายในประเทศของพม่าอย่าง Myanmar Airways บินตรงจากย่างกุ้งขึ้นมายังสนามบินยองอู (Nyaung U) ของพุกามโดยใช้เวลาราวชั่วโมงครึ่งครับ

มองจากบนเครื่องบิน ภาพที่ผมเห็นภาพแรกของพุกามเป็นเหมือนพื้นที่ราบสีแดงคล้ายทะเลทราย มีแค่ต้นไม้เล็กๆ โผล่แทรกเป็นช่วงๆ จนเมื่อเครื่องบินลงต่ำเรื่อยๆ ภาพของทะเลเจดีย์สีอฐก็ผุดเยอะขึ้นมากเรื่อยๆ ดูอลังการและทำให้ผมตื่นเต้นได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ,, แม้ภาพทะเลเจดีย์จากบนเครื่องบินนั้นจะสวยมากๆ (เสียดายที่ผมไม่ได้นั่งติดหน้าต่าง ฮึ่ยๆๆๆๆ) แต่พอเราเหยียบสนามบินเท่านั้นแหละ เราจะต้องรีบคว้ากระเป๋าเราไว้และออกไปจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าเมือง 10 ดอลล่า

แต่ 10 ดอลนี่คิดต่อ 1 visit นะครับ จะอยู่ห้าวันสิบวันก็เสียแค่ 10 ดอล คิดในแง่ดีซะว่าเป็นการจ่ายค่าเข้าชมเจดีย์และสถานที่ทุกสิ่งทุกอย่างในพุกาม (เว้นแต่พิพิธภัณฑสถานของพุกาม ที่ต้องจ่ายค่าเข้าเพิ่มเองอีก 5 ดอลล่าครับ)

แต่เรามีเวลาแค่วันเดียว ดังนั้น 10 ดอลต้องคุ้ม!!!

แหม่... จะออกจากสนามบินได้ต้องจ่ายค่าชมเมืองเค้า 10 ดอลด้วย
แหม่… จะออกจากสนามบินได้ต้องจ่ายค่าชมเมืองเค้า 10 ดอลด้วย

ที่บอกให้รีบคว้ากระเป๋าเพราะว่าจะมีบริการไม่ได้รับเชิญชาวพม่าเค้าจะมาช่วยยกกระเป๋าเราไปให้น่ะครับ ซึ่งการยกนี่ไม่ได้ยกฟรีๆ หรอกนะ เค้าก็จะขอนิดๆ หน่อยๆ เหรียญสองเหรียญ บางทีก็เหมือนจะคุ้มเพราะกระเป๋าเราก็ไม่ได้เบาๆ แถมพาไปหาแท๊กซี่ได้ด้วย ผมโดนที่นี่ก็ 1000 จ้าด ถ้าไม่คิดมากก็ถือว่าค่ายกของ 30 บาท ,, แต่บอกตรงๆ นะ ผมกลัวกระเป๋า+ของข้างในหายอะ

จากนั้นก็เหมารถตู้ที่สนามบินมาโรงแรม Glorious Bagan (หรือ Myat Bagan) ราคา 10,000 จ้าด

จ่าย 10 เหรียญให้ป้าแกเสร็จก็ไปเที่ยวให้หนำใจกันเหอะ
จ่าย 10 เหรียญให้ป้าแกเสร็จก็ไปเที่ยวให้หนำใจกันเหอะ
ขนของขึ้นรถ เตรียมเก็บของ+รีบเที่ยวเมืองกัน
ขนของขึ้นรถ เตรียมเก็บของ+รีบเที่ยวเมืองกัน

ถนนที่นี่นี่คนละแบบกะที่ย่างกุ้งเลยแฮะ ,, อาทิ เป็นถนนเลนเดียวสลับกับสองเลนแคบๆ, มีดินลูกรังอยู่ข้างๆ, วิวสองข้างทางมีแต่เจดีย์+พุ่มไม้+ดินแดง, มีม้า+วัว+ควายสัญจรร่วมกับเรา แต่ที่สำคัญคือที่นี่มีมอเตอร์ไซค์ด้วย!!!

ถนนหนทางที่นี่นี่คนละ feel กะที่ย่างกุ้งเลยแฮะ
ถนนหนทางที่นี่นี่คนละ feel กะที่ย่างกุ้งเลยแฮะ
ม้า และ มอไซ ,, ไม่ใช่เรื่องแปลกของที่นี่ครับ
ม้า และ มอไซ ,, ไม่ใช่เรื่องแปลกของที่นี่ครับ

เหนือสิ่งอื่นใด ระหว่างนั่งรถตู้ไปโรงแรม ขอปักหมุดทริปที่พุกามนี้หน่อยละกัน (ซูมดูได้นะ)


View ส่งท้ายปี กับพม่าสี่เมือง :: ตอนที่ 2 ที่พุกาม in a larger map

ในที่สุดก็ถึงซักที…

สภาพโรงแรมดูข้างนอกค่อนข้างเก่า (แต่ก็ไม่ได้เก่ากว่าเกสต์เฮ้าท์แถวนั้นเท่าไหร่) ภายในห้องกว้างดี (ดูมีสองเตียงแต่ยัดจริงๆ 4 คนยังสบายๆ) สภาพห้องค่อนข้างเก่าและอับเล็กน้อย น้ำไหลแรงดี น้ำอุ่นก็โอเคนะ (แต่ห้องเพื่อนผมน้ำอุ่นเค้าเสียแฮะ) แต่โดยรวมก็ดีนะแต่ก็ไม่มี wifi ให้บริการ… แต่ก็ดีนะ offline ตัวเองบ้างก็ดีเหมือนกัน

มาถึงโรงแรมสำหรับเราแล้วครับ ,, Myat Bagan หรือ Glorious Bagan
มาถึงโรงแรมสำหรับเราแล้วครับ ,, Myat Bagan หรือ Glorious Bagan
สภาพห้องพัก ถึงจะเก่า+อับไปหน่อย แต่ก็โอเคนะ
สภาพห้องพัก ถึงจะเก่า+อับไปหน่อย แต่ก็โอเคนะ

เอาของโยนเก็บไว้ แล้วเราก็รีบไปเที่ยวกัน

เริ่มต้นออกเดินทาง

เราจะเสียเวลามากไม่ได้ เพราะมีเวลา 1 วันสำหรับทัวร์ที่นี่ (เท่ากับที่ย่างกุ้งแหละ)

ขออ้างอิงก่อนว่าที่เมืองพุกามเนี่ย ทางรัฐบาลพม่าเค้า zoning แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ Old Bagan, New Bagan และ Nyaung U ,, เหตุเพราะในอดีตพุกามเนี่ยก็มีแค่พุกามเดียวแหละ เหล่าชาวบ้านก็ปลูกบ้านเรือนอยู่ร่วมกับโบราณสถานกันมั่ว บางเจ้าก็มีปลูกรีสอร์ทเกสท์เฮ้าส์ให้แขกด้วยจนรกรุงรัง ทีนี้ทางรัฐบาลแกคงคิดว่าถ้าปล่อยไว้นานไปคงจะแย่และจะจัดการได้ลำบากกว่านี้ ก็เลยจัดอาณาเขต New Bagan ให้อพยพชาวบ้านให้ไปปลูกบ้านเรือนและรีสอร์ทต่างๆ ไปกองๆ รวมอยู่ที่นั่นเป็นส่วนมาก (แต่ที่ Old Bagan ก็มีรีสอร์ทนะ แต่ราคาค่อนข้างมหาโหดมากๆ)

ส่วน Nyaung U นี่ผมไม่ค่อยแน่ใจนะว่ามันมีอะไรบ้าง เท่าที่เห็นก็มีแค่สนามบินเองอะ…

ไม่ต้องห่วงครับ โรงแรม Myat Bagan ที่เราพักมันอยู่ในส่วนของ New Bagan แต่สถานที่ท่องเที่ยวที่เราแพลนไว้ทั้งหมดอยู่ที่ Old Bagan ดังนั้น เราจำเป็นต้องมียานพาหนะพาเราเดินทางไปกว่า 7 กิโลเมตร ,, ทีแรกก็เล็งๆ รถม้าไว้แหละ แต่พอไปถามเจ้าไหนๆ เค้าก็บอกว่าเต็มหมดแล้ว พวกคุณต้องจองก่อนล่วงหน้านะจ๊ะ (จะให้จองยังไง เพิ่งมาถึง!!!)

สุดท้าย ลงตัวที่การเช่าจักรยาน 7 คัน ได้ราคา 20,000 จ้าด (เค้าคิดคันละ 3000 จ้าด หรือราวๆ คันละร้อยต่อวัน ต่อราคาเจ็ดคันลดได้พันจ้าด) ,, เอาเป็นว่า ค่อยๆ ปั่นปุเลงๆ ไปแหละครับ

ทีแรกก็กะนั่งรถม้าแบบนี้ไปแหละครับ แต่ว่าทุกคันเต็มหมดเลย ต้องจองก่อนอะ...
ทีแรกก็กะนั่งรถม้าแบบนี้ไปแหละครับ แต่ว่าทุกคันเต็มหมดเลย ต้องจองก่อนอะ…
สุดท้ายก็เลยต้องพึ่งจักรยานแม่บ้านนี่แหละ..
สุดท้ายก็เลยต้องพึ่งจักรยานแม่บ้านนี่แหละ..
ก็ค่อยๆ ปั่นปุเลงๆๆ ลุยไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน :)
ก็ค่อยๆ ปั่นปุเลงๆๆ ลุยไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน 🙂

ปั่นมาประมาณครึ่งทาง เห็นเจดีย์น่าสนใจข้างทางที่มีฝรั่ง+ไกด์เดินไปเดินมาข้างใน ร่วมกับเริ่มเหนื่อยล้าจากการปั่นรถจักรยาน เลยขอพักเยี่ยมชมโบราณสถานไม่ทราบชื่อแห่งนี้ซักหน่อย

จริงๆ ตรงนี้ดูเผินไม่มีอะไรมานะครับ มีเจดีย์ 3-4 องค์+มีลานอิฐบนเนิน, มีน้องสาวชาวพม่ามาขายเครื่องลงรักและของที่ระลึกนิดหน่อย แต่ผมว่าตอนปีนขึ้นไปบนยอดวิหารที่นี่วิวสวยดีนะ แม้จะไม่สูงมากแต่ก็แอบเห็นทะเลเจดีย์เบาๆ

เค้าว่ากันว่า ที่พุกาม เจดีย์เค้าจะก่อมาจากอิฐจนเป็นทรง จากนั้นก็จะเคลือบผิวข้างนอกด้วยเงินหรือทอง เวลามีแสงอาทิตย์มาต้องก็จะแวววับระยิบระยับจับตาน่าดูชม เชื่อว่าสมัยก่อนมีเจดีย์ที่นี่มากกว่าสี่พันสี่ร้อยองค์ แต่หลังจากโดนกองทัพกุบไลข่านของท่านเจงกิสข่านบุกมาตีอย่างย่อยยับ (แถมมาตีแบบงงๆ ด้วยนะ แบบว่าตีชนะเสร็จก็อยู่เมืองนี้ไม่ได้ เพราะที่นี่เป็นเมืองร้อน อยู่ได้ไม่นานเลยต้องอพยพทัพกลับไป) รวมทั้งมีแผ่นดินไหวด้วย ทำให้เจดีย์ถล่มไปบ้างส่วน เท่าที่เหลือตอนนี้ก็คงราวๆ 2,217 กว่าองค์ แถมเงินทองที่เคยเคลือบไว้ก็โดนลอกไปเกือบหมดแล้ว เหลือแต่อิฐเปล่าๆ

แต่อยากบอกว่าแค่นี้ก็สวยมากๆ แล้ว ,, บางทีอยากย้อนเวลาไปซัก 1000 ปีก่อนเหมือนกันว่ามันจะสวยซักแค่ไหน

ปั่นไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พักเที่ยวเจดีย์สองข้างทาง
ปั่นไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พักเที่ยวเจดีย์สองข้างทาง
มีสาวพม่ามาขายของที่ระลึกด้วยแฮะ
มีสาวพม่ามาขายของที่ระลึกด้วยแฮะ
วิวจากบนเนินสวยมากๆ เลย ขนาดไม่สูงมากยังเห็นเจดีย์เพียบ
วิวจากบนเนินสวยมากๆ เลย ขนาดไม่สูงมากยังเห็นเจดีย์เพียบ

ไหนๆ ก็บ่นเรื่องนี้มาแล้ว ก็ขอบ่นเรื่องพุกามซึ่งถือว่าเป็นอาณาจักรและราชวงค์แห่งแรกของประเทศพม่าอีกหน่อยเลยละกัน

พุกามเนี่ยรุ่งเรืองประมาณพันปีก่อนแล้ว โดยครองความรุ่งเรืองกว่า 250 ปี ยุคของพุกามนี่ก่อนที่จะถึงยุคเจ้าขุนศรีอินทราทิศแห่งกรุงสุโขทัยของเราเสียอีกนะ (อาณาจักรที่รุ่งเรืองเทียบๆ กับพุกามช่วงนี้ก็คงเป็นขอมแหละ ถ้าของไทยน่าจะเป็นทวาราวดีอะ…) แต่จะให้เล่าถึงดินแดนแห่งนี้คงต้องย้อนไปราวประมาณหลายพันปีก่อน

สมัยนั้นชนกลุ่มแรกที่มาตั้งรกรากที่ลุ่มแม่น้ำอิรวดีแห่งนี้ก็คือชาวมอญครับ ต่อมาก็มีชาวปยูกับพม่าเข้ามาผสมอยู่ด้วย แล้วสุดท้ายก็มีการสู้รบกันระหว่างชนชาติและเพื่อนบ้านข้างเคียง สู้ไปสู้มาสุดท้ายก็มีชาวพม่าเข้ามายึดพุกามและสร้างเป็นอาณาจักรเป็นของตัวเอง จากนั้นพุกามก็เริ่มไปตีเมืองนั่นเมืองนี่ แต่ที่สำคัญคือไปตีเมืองมอญของพระเจ้ามนูหะ ลากเอาเชลยชาวมอญมาเป็นจำนวนมาก (ราวๆ สามหมื่นคนเลยทีเดียว) ซึ่งเชลยชาวมอญเหล่านี้ชำนาญเรื่องการเผาอิฐและทำอิฐมอญนี่แหละครับ พวกวิหารและเจดีย์ต่างๆ เค้าก็เลยก่อด้วยอิฐ ซึ่งคอนเฟิร์มว่าอิฐมอญแข็งแรงจริง อยู่กันมาพันปียังแข็งแรงโคตรๆ

ซึ่งนอกจากแรงงานแล้ว พม่ายังได้อารยธรรมทางด้านศาสนา, วัฒนธรรม และอักขระภาษาจากชาวมอญ พูดง่ายๆ คือ อารยธรรมต่างๆ ของพุกาม (โดยเฉพาะในช่วงแรก) ล้วนได้อิทธิพลจากมอญแทบทั้งนั้น และเมื่อเวลาผ่านไปจึงได้ประยุกต์มาเป็นของพม่าเองภายหลัง

เพราะสภาพอากาศที่ร้อนชื้น บ้านเรือนและพระราชวังแถบนี้เค้าจึงไม่ทำด้วยอิฐนะครับ แต่ส่วนมากทำด้วยไม้แทน ซึ่งเวลาผ่านมาพันปีก็คงเสียหายไปหมดแล้วล่ะครับ (เท่าที่เห็นคงเหลือพระราชวังไม้ก็จะมีแต่พระราชวังชเวนันดอร์ที่มัณฑะเลย์อะครับ นี่ขนาดเป็นอาณาจักรหลังๆ ของพม่า+เป็นไม้สักทองทั้งหลังก็ยังทรุดโทรมมากแล้ว)

หนทางยังอีกไกล เราไปต่อกันเถอะครับ :)
หนทางยังอีกไกล เราไปต่อกันเถอะครับ 🙂

จริงๆ การเที่ยวเจดีย์ในพุกามเค้าแบ่งเป็นทิศนะครับ ดงนี้

  • ทิศเหนือ หลักๆ ก็มี เจดีย์ติโลมินโล, วัดอโลพยี, เจดีย์กุพโยกคยี, และเจดีย์ชเวสิกอง
  • ทิศตะวันออก หลักๆ ก็มี เจดีย์มหาโพธิ์, เจดีย์สัพพัญญู, เจดีย์อนันดา, เจดีย์ธรรมยางจี, และเจดีย์ชเวสันดอว์
  • ทิศใต้ หลักๆ ก็มี วัดมนูหะ, เจดีย์นันปยะ, เจดีย์ธรรมยสิกะ, และเจดีย์โลกนันท์

แต่ผมว่ามันดูยากลำบากไปหน่อยสำหรับทริปนี้หากจะเก็บให้ครบทุกเจดีย์ดังที่กล่าวมาไว้ เอาเป็นว่า เราเน้นเจดีย์สำคัญๆ ก็แล้วกันเนอะ

ว่าแล้วค่อยๆ ปั่นปุเลงๆ กันต่อเหอะครับ

มาชมพระอึดอัด ที่วัดมนูหะ หรือวัดคับแค้น

ปั่นมาเรื่อยๆ เจอวัดทางซ้ายมือ ลองส่องเข้าไปดูมีชาวพม่าเข้าไปค่อนข้างเยอะเลย แถมมีรถทัวร์จอดด้วย เฮ้ยๆๆๆ เราก็ขอแจมมั่ง หันไปดูป้าย อ้อ!!! วัดนี้มีชื่อว่า Manuha Phaya หรือวัดมนูหะนั่นเอง

วัดนี้แอบมีความเป็นมาที่สำคัญนิดนึง คือเป็นวัดของพระเจ้ามนูหะซึ่งเป็นกษัตริย์ของชาวมอญสร้างไว้ ที่มาก็คือ สมัยนั้นพระเจ้าอนิรุทธ์ที่ปกครองพม่าจะมาขอพระไตรปิฎกจากพะะเจ้ามนูหะแห่งเมืองมอญ ทีนี้พระเจ้ามนูหะไม่ให้ เพราะถือว่าบ้านเมืองมอญของตัวเองมีอารยธรรมดีกว่า พวกพม่ามันป่าเถื่อน เอาสิครับ ดูถูกเค้าแบบนี้ก็เป็นเรื่องไงครับ พม่าจึงบุกมาตีเมืองจนแตก และจับชาวมอญมาเป็นเชลยช่วงสงครามหลายหมื่นคน ส่วนพระเจ้ามหูหะและครอบครัวก็โดนจับขังเช่นกัน ทีนี้พระเจ้ามนูหะก็ขายอัญมณีออกขายเพื่อสร้างพระสององค์และวัดนี้ขึ้นเพื่อแสดงให้ถึงความอึดอัดและขับข้องใจของชาวมอญและกษัตริย์ของมอญที่โดนจับขังไว้และภาวนาให้ตนเองไม่แพ้และไม่ถูกจองจำอีกในชาติต่อๆ ไป

โฮๆๆๆ มันมีสตอรี่~~

แวะมาวัด Manuha Phaya หรือที่คนไทยเรียกว่า วัดคับแค้น
แวะมาวัด Manuha Phaya หรือที่คนไทยเรียกว่า วัดคับแค้น
ไม่ว่าวัดไหนก็มีชาวพม่าแห่มาทำบุญอย่างเยอะ
ไม่ว่าวัดไหนก็มีชาวพม่าแห่มาทำบุญอย่างเยอะ
คนที่นี่เค้าก็ปีนเอาดอกไม้ไปใส่บาตรยักษ์กัน
คนที่นี่เค้าก็ปีนเอาดอกไม้ไปใส่บาตรยักษ์กัน

เดินเข้าไปวนดูก็อึดอัดดีจริงๆ วิหารภายในนี่แทบจะพอดีกับองค์พระเลย ช่องว่างที่เหลือระหว่างผนังกับองค์พระแทบจะพอดีให้คนเดินผ่านหนึ่งคนพอดี

เดินขึ้นบันได เข้าวิหาร ไปดูพระอึดอัดปางมารวิชัยกัน
เดินขึ้นบันได เข้าวิหาร ไปดูพระอึดอัดปางมารวิชัยกัน
นอกจากนั่ง ด้านหลังยังมีพระปางไสยาสน์ด้วย
นอกจากนั่ง ด้านหลังยังมีพระปางไสยาสน์ด้วย
บางทีก็อึดอัดแทนพระเหมือนกัน...
บางทีก็อึดอัดแทนพระเหมือนกัน…

ออกมาจากความอัดอัด ก็มีสาวพม่าเข้ามาเติมความสดใสให้ไอ้เสือเพื่อนผมเลยนะครับ แหม่~~

แหม่~~ ไอ้เสือนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ สาวพม่ายังติด
แหม่~~ ไอ้เสือนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ สาวพม่ายังติด

ปั่นไปกันต่อครับ

เข้าสู่ส่วน Old Bagan และเจดีย์อนันดาครับ

ปั่นมาเรื่อยๆ ตามทางก็จะถึงยังส่วนที่เป็น Old Bagan ครับ ,, ซึ่งวัดแรกที่เราจะไปเยี่ยมชมคือวัดอนันดา วัดที่ทุกคนบอกว่าเป็นวัดที่เป็นสุดยอดสถาปัตยกรรมและเป็นวัดที่สวยงามที่สุด

แค่เข้ามาในเขตวัดก็มีผู้คนพลุกพล่านมากๆ ทั้งนักท่องเที่ยวและพ่อค้าแม่ค้าชาวพม่าเสียงดังอื้ออึงเต็มปากทางเข้าวัด ,, จากนั้นเราก็จอดจักรยานแล้วเดินเข้าไปตามโถงครับ ซึ่งสองฟากของโถงก็เต็มไปด้วยร้านขายของที่ระลึกอีกเช่นกัน

ปั่นจักรยานมากว่า 5 กิโลก็เข้าสู่เขต Old Bagan แล้วครับ
ปั่นจักรยานมากว่า 5 กิโลก็เข้าสู่เขต Old Bagan แล้วครับ
แวะมายังเจดีย์ที่สวยและสำคัญที่สุดของพุกาม ,, นั่นคือเจดีย์อนันดาครับ
แวะมายังเจดีย์ที่สวยและสำคัญที่สุดของพุกาม ,, นั่นคือเจดีย์อนันดาครับ
หน้าทางเข้าเจดีย์อนันดา
หน้าทางเข้าเจดีย์อนันดา
ระหว่างทางเข้าก็มีขายของที่ระลึกเพียบอะ...
ระหว่างทางเข้าก็มีขายของที่ระลึกเพียบอะ…

ผู้คนในวิหารมีเยอะมากๆ ผมเลยเลือกเดินออกมาลานวัดข้างนอกก่อน

ข้างนอกของวิหารอนันดานี่สวยงามและใหญ่อลังการมากๆ ทั้งวิหารของตัววัด (ที่มองจากข้างนอกนี่โคตรใหญ่มากๆ) และพวกงานปูนปั้นต่างๆ ตั้งแต่สมัยอดีต ผมว่าสวยดีนะ

ภายนอกของอนันดาครับ ,, ใหญ่โตอลังการมากๆ
ภายนอกของอนันดาครับ ,, ใหญ่โตอลังการมากๆ
ข้างนอกมีทั้งสิงห์และเครื่องปูนปั้นต่างๆ สวยงามมากๆ
ข้างนอกมีทั้งสิงห์และเครื่องปูนปั้นต่างๆ สวยงามมากๆ

จากนั้นก็เดินเข้าไปในวิหารเพื่อเดิมชมสถาปัตกรรมภายในครับ

ลักษณะของภายในวิหารอนันดานั้นเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีช่อง 4 ทิศ แต่ละช่องประดิษฐานอดีตพระพุทธเจ้าทั้ง 4 องค์ ได้แก่ พระกกุสันธะในทิศเหนือ, พระโกนาคมน์ในทิศตะวันออก, พระศรีศากยมุนีในทิศตะวันตก, และพระกัสสปะในทิศใต้ (ซึ่งพระในทิศเหนือและทิศใต้เป็นพระเก่าอายุเกือบพันปี แต่พระในทิศตะวันออกและตะวันตกเป็นพระใหม่เนื่องจากพระเดิมเสียหายจากเหตุไฟไหม้) โดยพระแต่ละองค์สูงกว่า 10 เมตร สีทองอลังการสวยงามมากๆ

โดยเฉพาะองค์พระกัสสปะในทางทิศใต้จะมีไฮไลท์อีกอย่างคือ เวลายืนไกลๆ จะเห็นองค์พระยิ้ม แต่ว่าพอเดินเข้าใกล้ๆ แล้วจะกลายเป็นหน้าบึ้งแทน

ออๆๆ อีกอย่าง ถ้าเป็นผู้ชายสามารถขึ้นไปกราบพระองค์ใหญ่ข้างบนได้ แต่ถ้าเป็นผู้หญิงทำได้แค่กราบองค์ใหญ่ด้านล่างและปิดทองเฉพาะองค์พระองค์เล็กด้านล่าง เค้าไม่ให้ปีนขึ้นมาน่ะ (จริงๆ ผมว่ากราบข้างล่างก็โอเคละนะ ผมก็ไม่ได้ปีนขึ้นไปเช่นกัน)

นอกจากนั้นภายในวิหารวัดยังมีทางเดิน 2 ชั้น ทางเดินทั้งสองชั้นค่อนข้างมืดมาก แต่ระหว่างหว่างผนังสองข้างนั้นมีสิ่งน่าสนใจเยอะมากๆ ตั้งแต่ผนังที่เจาะเป็นช่องแล้วบรรจุพระพุทธรูปหลายพันช่อง, ลายจิตรกรรมฝาผนังต่างๆ และงานศิลปะอื่นๆ (ถ้าเตรียมไฟฉายไปด้วยจะดีมาก) นอกจากนั้น ที่นี่ ผมว่าช่องแสงสวยมากๆ เลย (เห็นเค้าว่าที่นี่มีชั้นสองด้วย แต่ปิดตายไว้…)

ข้างในเจดีย์มีพระพุทธรูปสี่ปางในทั้งสี่ทิศ (ทิศตะวันตก-ทิศเหนือ)
ข้างในเจดีย์มีพระพุทธรูปสี่ปางในทั้งสี่ทิศ (ทิศตะวันตก-ทิศเหนือ)
แต่องค์ทำจากไม้สัก สูงกว่าสิบเมตร สวยงามมากๆ (ทิศใต้-ทิศตะวันตก)
แต่องค์ทำจากไม้สัก สูงกว่าสิบเมตร สวยงามมากๆ (ทิศใต้-ทิศตะวันตก)
ผนังด้านข้างยังมีเจาะรูแล้วใส่พระพุทธรูปไว้ข้างใน นับรวมกว่า 1,800 องค์
ผนังด้านข้างยังมีเจาะรูแล้วใส่พระพุทธรูปไว้ข้างใน นับรวมกว่า 1,800 องค์
อยู่ในเจดีย์อนันดารู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก
อยู่ในเจดีย์อนันดารู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก
นั่งดูเด็กๆ เล่นที่อนันดา ,, ก่อนที่เราจะไปหาอะไรกินกัน
นั่งดูเด็กๆ เล่นที่อนันดา ,, ก่อนที่เราจะไปหาอะไรกินกัน

รายละเอียดของวัดมีค่อนข้างมาก ผมทำการบ้านมาค่อนข้างน้อย แถมความสวยงามบางอย่างก็ไม่สามารถเก็บมาด้วยการถ่ายภาพได้ ต้องมาชมเองถึงจะฟินอะครับ

เติมพลังที่ Star Beam

หิวๆ ก็หาร้านอาหารแถววัดอนันดากินกัน (เพราะคงไม่มีแรงไปไกลกว่านี้แล้ว)

ปั่นจักรยานมาสักพักเพื่อนก็แนะนำว่าให้ไปกินที่ Star Beam ครับ ซึ่งร้านนี้ได้รับคะแนนจาก TripAdvisor ในระดับดีมากถึงขั้นเป็นร้านอันดับหนึ่ง (จาก 44 ร้านที่ได้รับการแนะนำมา) ในเมืองพุกามเลยทีเดียว ,, เจอโฆษณาแบบนี้ต้องลองหน่อย

วนเข้าซอยมานิดนึงก็เจอร้าน Star Beam ละครับ

หิวจัดๆ เลยแวะมาร้าน Star Beam ข้างๆ เจดีย์อนันดา
หิวจัดๆ เลยแวะมาร้าน Star Beam ข้างๆ เจดีย์อนันดา
แม้ว่าจะเป็นร้านเพิงๆ หน่อย แต่เค้าก็แต่งร้านก็ดูดีนะ
แม้ว่าจะเป็นร้านเพิงๆ หน่อย แต่เค้าก็แต่งร้านก็ดูดีนะ

มองดูร้านจากภายนอกนี่ผมว่าโคตรเฉยๆ เลยนะ อารมณ์ร้านแบบเพิงๆ กลางพื้นที่ฝุ่นและดินแดง ท่ามกลางวิวที่เป็นเจดีย์รายล้อม มีกลิ่นขี้ม้าโชยมาเป็นพักๆ (ทั้งม้าของนักท่องเที่ยวที่มาจอด และคิวรถม้าแถวๆ นั้นด้วย) เมนูก็เป็นกระดาษแข็งแผ่นครึ่ง แผ่นนึงเป็นเมนูอาหาร อีกครึ่งแผ่นเป็นเมนูเครื่องดื่ม

เอาน่า ดีกว่าไม่มีอะไรกิน

ส่วนวิวนอกร้านเหรอครับ ,, เจดีย์ไงครับ :)
ส่วนวิวนอกร้านเหรอครับ ,, เจดีย์ไงครับ 🙂
เมนูเรียบง่ายมากๆ แค่กระดาษแข็งแผ่นครึ่งเอง
เมนูเรียบง่ายมากๆ แค่กระดาษแข็งแผ่นครึ่งเอง

ขณะที่ไปนั่งที่ร้านก็มีลูกค้าประมาณ 3-4 โต๊ะรออาหารอยู่ก่อนเรา ซึ่งแอบบ่นนึดนึงว่าที่ร้านนี้รออาหารค่อนข้างนานมาก แต่ระหว่างที่รอ เด็กเสิร์ฟเค้าก็ยกขนมปังอบร้อนๆ มาให้จานนึง หอมมากๆๆๆ บรรเทาอาการหิวและหงุดหงิดจากการรอไปได้ไม่น้อยเลย

ครึ่งชั่วโมงกว่าๆ ผ่านไป อาหารก็ค่อยๆ ทยอยมาเสิร์ฟละครับ อ่า….

มีขนมปังอบใหม่ของทางร้าน หอมมากๆ มาให้กินระหว่างรอด้วย
มีขนมปังอบใหม่ของทางร้าน หอมมากๆ มาให้กินระหว่างรอด้วย

กินไปกินมา ผนวกกับความหิว ผมว่าอาหารที่นี่เค้าอร่อยนะ แลดูสะอาดดี มีกลิ่นอายความเป็นพม่าอยู่ในตัวแต่ว่าไม่แรงส์จนเกินไป ฝรั่งกินได้ คนไทยกินดี ทั้งเมนูปลาและแกงกะหรี่ต่างๆ ก็ทำได้ดีมากๆ เลย ประทับใจมากๆ สมแล้วที่เค้าได้คะแนนเยอะแบบนั้น กับข้าวแต่ละอย่างลงโต๊ะแป๊บเดียวหมดๆ

อยากจะสั่งเพิ่มอีกแต่เกรงว่าจะได้กับข้าววันพรุ่งนี้เช้า แล้วขอเช็คบิลเลย ซึ่งพวกเรากินไปเยอะมากๆๆๆๆ แต่แค่ 30,000 จ้าดเท่านั้น (ราวๆ พันกับห้าสิบบาท)

อ่าห์... ข้าวสวยร้อนๆ
อ่าห์… ข้าวสวยร้อนๆ
แกงกะหรี่แบบพม่า อร่อยมากๆๆๆ
แกงกะหรี่แบบพม่า อร่อยมากๆๆๆ
Rakhine Fish อารมณ์ค้ลายๆ สเต๊กปลาเอามากินกะข้าว ,, อร่อยดีมากๆๆ
Rakhine Fish อารมณ์ค้ลายๆ สเต๊กปลาเอามากินกะข้าว ,, อร่อยดีมากๆๆ
จานนี้จำไม่ผิดเป็นไก่ผัดเม็ดมะม่วง ,, มันก็คล้ายๆ บ้านเรานะ
จานนี้จำไม่ผิดเป็นไก่ผัดเม็ดมะม่วง ,, มันก็คล้ายๆ บ้านเรานะ

เฉลี่ยๆ คนละ 150 เองอะ… เทียบกับราคาแล้วคุ้มสุดๆ

นั่งรถม้า ไปยังชเวสิกอง

หลังจากซัดข้าวเที่ยงกันเต็มหลอด จุดหมายต่อไปของเราคือเจดีย์ชเวสิกองครับ ซึ่งเจดีย์แห่งนี้เป็นเจดีย์องค์แรกที่ถูกสร้างในเมืองพุกาม ใครต่อใครก็บอกว่ามันสวยงามมากในระดับที่ไม่ไปไม่ได้

แต่จากที่ที่เรายืนอยู่ตอนนี้จะไปชเวสิกองเนี่ย ต้องไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร ครั้งจะปั่นจักรยานก็รู้สึกอิ่มและจุกและง่วงนอนและร้อนและเมื่อยและเหนื่อยและกลัวดำและอยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้างและอยากลองนั่งรถม้าดูและจะได้ถ่ายรูปข้างทางและท่ารถม้าก็อยู่แถวนั้นและมันก็ว่างอยู่และบลาๆๆๆๆ

กินอิ่มก็เริ่มง่วง, ปั่นไปก็กลัวจุก ,, หารถม้านั่งดีกว่า เปลี่ยนบรรยากาศด้วย
กินอิ่มก็เริ่มง่วง, ปั่นไปก็กลัวจุก ,, หารถม้านั่งดีกว่า เปลี่ยนบรรยากาศด้วย

ด้วยเหตุผลล้านแปด เราจึงไปเช่ารถม้าไปพาเราไปกลับเจดีย์ชเวสิกอง เค้าคิดเราคันละ 8,000 จ้าด สามคันก็ 24,000 จ้าด ,, เออๆๆ เอาก็เอาๆ แอบสงสารม้าเหมือนกันนะ ผอมกะหล่องเลยอะ ฮือๆๆๆ สองหมื่นสี่ก็สองหมื่นสี่ ช่วยน้องม้าละกันเนาะ

ว่าไป นั่งรถม้านี่ก็สบายดีเหมือนกันเนอะ เผลอหลับไปหลายทีเหมือนกัน 🙂

คุณโดนเสือยิ้มเข้าให้ล่ะครับ...
คุณโดนเสือยิ้มเข้าให้ล่ะครับ…

ประมาณเกือบๆ ยี่สิบนาที่ผ่านไป เราก็มาถึงหน้าเจดีย์ชเวสิกอง ,, ทักทายกับสิงห์ตัวใหญ่สีขาว และเดินเข้าโถงทางเดินที่มีของที่ระลึกขายเพียบ จากนั้นเราก็จะโผล่มาที่หน้าเจดีย์แล้วครับ

เห็นเจดีย์ครั้งแรกนี่ผงะเลยครับ เพราะเจดีย์สีทององค์นี้ใหญ่และดูอลังการมากๆ

ถึงหน้าเจดีย์ชเวสิกองแล้วครับ
ถึงหน้าเจดีย์ชเวสิกองแล้วครับ
ระหว่างทางเดินเข้าเจดีย์ก็ยังจะมีร้านขายของอีก
ระหว่างทางเดินเข้าเจดีย์ก็ยังจะมีร้านขายของอีก
เจดีย์ชเวสิกองนี่ยิ่งใหญ่มาก สีทองอร่ามเลย
เจดีย์ชเวสิกองนี่ยิ่งใหญ่มาก สีทองอร่ามเลย

นอกจากความอลังการของเจดีย์แล้ว ที่นี่ยังมีพรอพเก๋ๆ อีกหลายอย่าง ทั้งนัตโบราณ, ระฆังบุเรงนอง, ม้ากัณฑกะ, เสาหงส์, สิงห์ต่างๆ

แต่ที่แปลกๆ อีกอย่างเป็นหลุมและมีน้ำอยู่ เค้าเรียกกันว่าหลุมสมดุลครับ บ้างก็ว่าเอามาให้ช่างเล็งเงาขณะก็สร้าง, บ้างก็ว่าเอาให้กษัตริย์พม่ามองเงาสะท้อนของยอดเจดีย์ เพราะว่าถ้าแหงนหน้ามองยอดเจดีย์ พวกเครื่องมงกุฎจะหล่นลงมา ,, ส่วนพวกเราเพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ก็ส่องไปตามธรรมเนียมครับ อิอิ

ส่วนนัตนี่ประมาณผีบ้านผีเมือง เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพม่านับถือกันก่อนที่จะมีพระพุทธศาสนาครับ นัตเนี่ยก็จะมีหลายสิบองค์ (จำไม่ผิดมีประมาณสามสิบนิดๆ นะครับ) ทีนี้พอพระพุทธศาสนาเข้ามายังพม่า การแทรกแทรงความเชื่อเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย กษัตริย์พม่าเค้าเลยมีอุบายบอกให้ว่าพระอินทร์เป็นนัตองค์สุดท้ายและเป็นนัตองค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นัตองค์นี้เป็นที่นับถือของนัตทุกองค์ แถมนัตองค์ที่เป็นพระอินทร์นี้ยังนับถือพระพุทธศาสนาด้วย

ส่วนนัตที่เจดีย์ชเวซิกองนี่เป็นนัตแห่งความร่ำรวย (สังเกตจากเงินที่เหน็บเต็มตัวนัตเลย)

ความเชื่อเรื่องนัต (อารมณ์ผีป่าเจ้าที่) กับพระพุทธศาสนาดูลงตัวกันดีนะ
ความเชื่อเรื่องนัต (อารมณ์ผีป่าเจ้าที่) กับพระพุทธศาสนาดูลงตัวกันดีนะ
เงาของยอดเจดีย์ชเวสิกองสะท้อนน้ำ
เงาของยอดเจดีย์ชเวสิกองสะท้อนน้ำ
เป็นสถานที่หนึ่งที่ห้ามพลาดเลยหากมาที่พุกามครับ
เป็นสถานที่หนึ่งที่ห้ามพลาดเลยหากมาที่พุกามครับ

จริงๆ ระหว่างทางมายังเจดีย์ชเวซิกอง ผมเห็นเค้ามีให้เช่าบอลลูนลอยฟ้า ชมทะเลเจดีย์จากมุมสูงด้วย ฟังดูน่าสนใจนะ แต่เห็นราคา 250 เหรียญแล้ว ผมก็ขอถอยดีกว่า ไปไล่ปีนเจดีย์เอาก็ได้

นั่งรถม้า กลับไปปั่นรถถีบต่อ

ปุเลง ปุเลง ไปเจดีย์อื่นๆ กันต่อ

ปั่นไปปั่นมา มองไปทางไหนก็มีแต่เจดีย์ หลงทางทีคงลำบาก ปุเลงๆๆๆ

ว่าแล้วเดี๋ยวเราแวะไปยังเจดีย์สัพพัญญู หรือตะเบียงนิว (Thatbyinnyu Phaya) ซึ่งถือว่าเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดของพุกาม

ปั่นจักรยานผ่านเจดีย์กอดอว์ปาลินไป...
ปั่นจักรยานผ่านเจดีย์กอดอว์ปาลินไป…

เจดีย์องค์นี้ดูใหญ่อลังการ ตั้งแต่ลานข้างนอกที่มีพวกสิงห์ที่เป็นปูนปั้นอยู่ มองเจดีย์จากภายนอกเหมือนจะมีสองชั้นเลย ดูแล้วน่าสนใจดีมากๆ เลยขอเก็บภาพความยิ่งใหญ่ด้านนอกและซื้อดอกไม้เอาไปไหว้พระภายในซักหน่อย

มายังเจดีย์ตะเบียงนิว หรือวิหารสัพพัญญูครับ
มายังเจดีย์ตะเบียงนิว หรือวิหารสัพพัญญูครับ
ด้านหน้าขอเจดีย์ดูใหญ่มากๆ อลังการมากๆๆๆ
ด้านหน้าขอเจดีย์ดูใหญ่มากๆ อลังการมากๆๆๆ
มีเด็กๆ มาขายออกไม้ไปไหว้พระด้านในกันครับ
มีเด็กๆ มาขายออกไม้ไปไหว้พระด้านในกันครับ

แต่พอเข้ามาแล้วผมว่าข้างในนี่เฉยๆ นะ เทียบความยิ่งใหญ่กับด้านนอกไม่ได้เลย ข้างในเท่าที่เห็นก็มีแค่พระพุทธรูปประจำอยู่ที่ตามด้านต่างๆ ขององค์เจดีย์ แล้วก็มีจิตรกรวาดภาพขายระหว่างลูกกรงช่องแสงของเจดีย์ ผมพยายามหาทางขึ้นชั้นสองแต่ก็หาไม่เจอ ก็เลยไหว้พระข้างล่างนั่นแหละละกัน

ข้างในเงาแสงสวยมากๆ แต่รายละเอียดภายในไม่ได้เยอะมากๆ เหมือนที่อื่น
ข้างในเงาแสงสวยมากๆ แต่รายละเอียดภายในไม่ได้เยอะมากๆ เหมือนที่อื่น
แต่ไอ้เสือก็ไม่พลาดที่จะเก็บรายละเอียดในทุกๆ จุด
แต่ไอ้เสือก็ไม่พลาดที่จะเก็บรายละเอียดในทุกๆ จุด
ระหว่างช่องของเจดีย์ ก็มีชาวพม่ามาวาดรูปขาย สวยมากๆ เลย
ระหว่างช่องของเจดีย์ ก็มีชาวพม่ามาวาดรูปขาย สวยมากๆ เลย
เรารีบไปที่อื่นกันต่อเถอะครับ เดี๋ยวไม่ทันพระอาทิตย์ตก
เรารีบไปที่อื่นกันต่อเถอะครับ เดี๋ยวไม่ทันพระอาทิตย์ตก

รีบไปที่อื่นกันต่อๆๆๆ

แวะเจดีย์ธรรมยางจีอีกซักที่

ก่อนที่จะไปปีนเจดีย์ชเวสันดอว์ เราก็มาแวะวัดธรรมยางจี หรือที่ใครๆ เรียกกันว่าปิรามิดนั่นแหละครับ ซึ่งวิหารแห่งนี้ นอกจากจะเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดของพุกามแล้วก็มีสตอรี่ไม่แพ้ที่ใดของพุกามเช่นกัน อิอิ

ฝ่าทะเลทราย แวะมาเจดีย์ธรรมจางยี
ฝ่าทะเลทราย แวะมาเจดีย์ธรรมจางยี

มันเริ่มมาตั้งแต่สมัยนานมาละ โหรของพุกามเคยทำนายว่าถ้าใครสร้างเจดีย์องค์ใหญ่เกินไป กษัตริย์แห่งพุกามองค์นั้นก็จะพบกับหายนะ ,, ยาวนานจนกระทั่งมาถึงยุคสมัยของกษัตริย์นรปติสิธูครับ กษัตริย์องค์นี้โคตรโหด เพราะพระองค์ได้สังหารบิดาและพี่ชายของตน และผลักดันตัวเองจนได้เป็นกษัตริย์แทน ทีนี้แกเลยต้องการทำบุญล้างบาปขนานใหญ่ด้วยการสร้างเจดีย์ขนาดใหญ่ ซึ่งเจดีย์นี้นอกจากความใหญ่โตแล้วยังโคตรเนี๊ยบอีกด้วย อิฐกว่าล้านก้อนที่เอามาเรียงต่อกันต้องแนบกันสนิทชิดเชื้อกันแบบมากๆ ในระดับที่พระเจ้านรปติสิธูสามารถเอาเข็มมาจิ้มลอดระหว่างรูอิฐสองก้อนได้ นายช่างผู้นั้นก็จะถูกตัดมือและประหารชีวิตในที่สุด

ระหว่างเจดีย์นี้กำลังสร้างในปีที่สาม นอกจากเชือดช่างฝีมือแล้ว พักหลังๆ พระเจ้านรปติสิธูยังเจี๋ยนผู้คนไม่เลือกหน้า เรียกว่า แกไม่ชอบหน้าใครนี่เรียกมาเจี๋ยนหมด แต่เคราะห์กรรมของแกที่ดันไปสั่งประหารชีวิตพระมเหสีองค์นึงที่เป็นธิดาของกษัตริย์อินเดีย ทีนี้พอรู้ถึงหูคุณพ่อแกก็เลยโกรธแค้น ว่าจ้างกองทัพอินเดียและนักลอบสังหารมาสังหารพระเจ้านรปติสิธู และเจดีย์แห่งนี้เลยสร้างไม่เสร็จซักที มีแค่อิฐเปลือยๆ ไม่มีปูนฉาบ ไม่มีจิตรกรรมฝาผนังอย่างที่อื่นๆ

ข้างนอกนี่ดูใหญ่มากๆๆ ขนาดมีบางส่วนที่เหมือนจะถล่มลงมานะ
ข้างนอกนี่ดูใหญ่มากๆๆ ขนาดมีบางส่วนที่เหมือนจะถล่มลงมานะ
ข้างในก็มีพระธรรมดานี่แหละ  ไม่ได้ตื่นเต้นมากเท่าไหร่
ข้างในก็มีพระธรรมดานี่แหละ ไม่ได้ตื่นเต้นมากเท่าไหร่

เข้ามาข้างในนอกจากแท่นตัดมือแล้วผมว่าที่นี่ไม่ค่อยมีอะไรนะ แต่ลักษณะทางเดินภายในเป็นสองชั้นของที่นี่คล้ายๆ กับที่อนันดานะ (แต่ข้างในไม่มีพระ หรือช่องที่เจาะอะไร) ถ้ามีเวลาก็แวะมาหน่อยก็ดี ถ้าไม่มาก็ไม่ว่ากัน

เป็นที่วางแขนเพื่อตัดของช่างที่ก่อสร้างวัดแล้วผิดพลาด
เป็นที่วางแขนเพื่อตัดของช่างที่ก่อสร้างวัดแล้วผิดพลาด

เร่งไปให้ถึงชเวสันดอว์ ก่อนที่พระอาทิตย์จะตกกันเถอะ

ปีนชเวสันดอว์เพื่อดูพระอาทิตย์ตก

ใครๆ ก็บอกว่าจุดชมพระอาทิตย์ตกบนชเวสันดอว์ห้ามพลาดเลย

แม้ว่าเจดีย์ส่วนมากเค้าห้ามปีนขึ้นไป แต่ว่าทางการพม่าก็ยังมีจุดผ่อนปรนอยู่ ซึ่งจุดที่เค้าแนะนำมาก็มีการดูพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าที่เจดีย์เมเงียงโก และจุดชมพระอาทิตย์ตกยามเย็นที่ชเวสันดอว์ (จริงๆ เห็นว่าที่วิหารชเวกูจี (Shwegugyi) และธรรมยสิกะ (Dhamma Yazika) ก็ขึ้นไปดูได้ แต่ไม่ทราบรายละเอียดเท่าไหร่)

ไม่ต้องห่วงครับ เราคงไม่ได้ไปเมเงียงโกแน่ๆ แต่เราจะไม่พลาดชเวสันดอว์เช่นกัน

เจดีย์ชเวสันดอว์แปลเป็นไทย แปลว่าเส้มผมสีทอง เล่ากันว่าที่นี่มีพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าอยู่ (ส่วนที่เป็นพระเกศธาตุ) ,, ลักษณะเจดีย์เป็นฐานทรงแปดเหลี่ยม 5 ชั้น และมีเจดีย์ทรงระฆังคว่ำอยู่ด้านบนครับ

คนปีนขึ้นไปเยอะมากๆ แถมทางก็ชันมากๆ ด้วยเช่นกัน
คนปีนขึ้นไปเยอะมากๆ แถมทางก็ชันมากๆ ด้วยเช่นกัน

โม้มานาน เราก็เบียดฝูงชนปีนขึ้นไปบนเจดีย์ ซึ่งแต่ละขั้นนี่ชันมากๆ ต้องเก็บกล้องแล้วค่อยๆ ใช้มือเกาะเหล็ก+จับฐานอิฐเพื่อปีนขึ้นไป ,, เอาวะ ค่อยๆ ปีนกันขึ้นไป มองขึ้นไปเห็นคนที่ชั้นที่ห้าเยอะมากๆๆๆ เลยกะว่าถ่ายวิวแค่ชั้นสี่พอละ แม้ว่าภาพที่ได้จะไม่ค่อยมีคนมาบังวิวเท่าไหร่ แต่พอดูรูป+ดูวิวจริงๆ ไม่ฟินมาก ให้ตายเหอะ ไหนๆ ก็มาแล้ว ยังไงก็ขอปีนขึ้นชั้นที่ห้าให้ได้

พอถึงชั้นที่ห้า แม้จะต่างกันชั้นเดียว แต่ความฟินและความเสียวต่างกันมาก วิวข้างบนสวยกว่าจริงๆ อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนที่เสียวคือคนโคตรจะเบียดกัน ระเบียงชั้นนี้ก็กว้างประมาณเมตรครึ่งได้ ที่กั้นตรงขอบระเบียงก็สูงไม่ถึงครึ่งแข้ง คนแม่งประมาณร้อย แออัดโคตรๆ เสี่ยงตายสุดๆ ถ้าหากโดนเบียดหรือโดนผลักนี่มีตกเจดีย์ได้เลย

ข้างบนคนแน่นมากๆ + เสียวตกเจดีย์โคตรๆ
ข้างบนคนแน่นมากๆ + เสียวตกเจดีย์โคตรๆ
แต่วิวข้างบนสวยมาก สมแล้วที่เค้าเสี่ยงตายกันขึ้นมาดู
แต่วิวข้างบนสวยมาก สมแล้วที่เค้าเสี่ยงตายกันขึ้นมาดู
แสงสุดท้ายของวันนี้ กับทะเลเจดีย์ที่พุกาม
แสงสุดท้ายของวันนี้ กับทะเลเจดีย์ที่พุกาม

แม้ว่าจะทุลักทุเลกับพื้นที่แคบๆ เท่าลูกแมวดิ้นตาย แต่บรรยากาศทะเลเจดีย์ตอนพระอาทิตย์ตกนี่ฟินเว่อครับ

ละก็จะมาเสียวอีกรอบก็ตอนลงฮะ เพราะทุกคนแม่งแห่กันลง แสงก็เริ่มลดน้อยลง ทางก็ชันโคตรๆ บรื๋อๆๆ เสียวตกๆ

ผมว่า ที่เสียวสุดๆ นี่ตอนลงนี่แหละ....
ผมว่า ที่เสียวสุดๆ นี่ตอนลงนี่แหละ….

ปั่นจักรยานกลับที่พัก ในบรรยากาศแทบจะมืดสนิท

เติมพลัง เพื่อเตรียมเดินทางต่อ

จากนั้นเราก็ปั่นรถถีบกลับมา New Bagan ครับ

แต่การปั่นขากลับนี่ไม่ได้ง่ายเหมือนขาไปนะครับ เพราะมันมืดมาก หนทางก็มองไม่เห็น เพื่อนก็หาเจอ ข้างทางก็ไม่ได้มีไฟส่องถนนดีเหมือนบ้านเรา, ไหนจะพวกรถยนต์รถตู้รถทัวร์ที่แห่กันกลับพร้อมๆ กันก็มาเบียดด้วย, ฝุ่นก็ตลบกว่าเดิมอีก (แต่ไอ้รถพวกนี้ทำให้เราเห็นทางดีขึ้นจากไฟหน้าของพวกเค้านะ อิอิ)

กว่าทุกคนจะรวมตัวกันได้ยังร้านเช่าจักรยานก็ทุลักทุเลน่าดู เสื้อผ้านี่อาบด้วยสีแดงของดินลูกรัง ฝุ่นสีดำเกาะเต็มรูจมูก ปั่นมาก็โคตรเหนื่อย หิวก็หิว เอาเป็นว่ากินร้าน Green Elephant หน้าปากซอยละกัน ร้านดูสะอาดและน่าจะปลอดภัยจาก Travelers diarrhea

มากินข้าวเย็นที่ Green Elephant ข้างๆ โรงแรมครับ
มากินข้าวเย็นที่ Green Elephant ข้างๆ โรงแรมครับ
บรรยากาศในร้านก็โอเคนะ แอบมืดไปนิดนึง
บรรยากาศในร้านก็โอเคนะ แอบมืดไปนิดนึง

บรรยากาศค่อนข้างมืดมาก เลยไม่ได้ถ่ายรูปมา ส่วนราคาที่นี่ค่อนข้างแพงเลยแหละ แต่เราก็สั่งมาเยอะมากเหมือนกันเพราะโคตรหิว ฮาๆๆๆ สุดท้าย มื้อนี้เราเลยต้องจ่ายค่าเสียหายไป 127,500 จ้าด และน่าจะเป็นการจ่ายค่าเสียหายที่แพงที่สุดของทริปนี้เลยก็ว่าได้

เป็นการกินที่หนักสุดในทริปละครับ ,, ตกคนละเกือบ 600 บาท
เป็นการกินที่หนักสุดในทริปละครับ ,, ตกคนละเกือบ 600 บาท

เหนื่อยนักก็พักก่อน เพราะพรุ่งนี้ต้องรีบตื่นเช้า

แหกขี้ตา เตรียมไปหลั่นล้าที่อินเล

นอนไปได้ประมาณ 4 ชั่วโมงก็สะดุ้งตื่นจากเสียงนาฬิกาปลุกและสบถในใจว่า “อิเหี้ยเอ้ย ต้องตื่นแล้วเหรอวะ” จะขี้เกียจต่อไม่ได้ครับ เดี๋ยวตกเครื่องบินแล้วจะลำบาก ,, ตีห้ากว่าๆ จึงต้องเติมความสดชื่นกันด้วยการฝ่าลมหนาวมาอาบน้ำอุ่น

ฟ้ายังไม่ทันแจ้งดี รถตู้ที่เราจองไว้เมื่อคืนในราคา 10,000 จ้าด (เท่ากับขามา) ก็มารอเราแล้ว จากนั้นก็รีบเก็บสัมภาระขนใส่รถตู้และก็เร่งออกเดินทางทั้งๆ ที่ไม่ได้กินอาหารเช้าของโรงแรม ฮือๆๆ ทั้งหิว ทั้งเสียดาย

แต่พอมาถึงสนามบินเท่านั้นแหละ แอบตกใจเบาๆ เลย สนามบินนี่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปเมืองอื่นๆ (โดยเฉพาะมัณฑะเลย์) จนแทบจะไม่มีที่ยืนเลยทีเดียว ,, แต่พอเรารอไปเรื่อยๆ ความตื่นเต้นก็ลดลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน เพราะนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ เดินทางไปกันจะหมดแล้ว แต่ว่าเครื่องของเรามาเลทเกือบชั่วโมง โธ่ๆๆๆๆ (บ่นในใจว่าจะแหกขี้ตาตื่นมาทำไมวะ ถ้าจะมาเลทช่วยบอกกันหน่อยสิ อิอิ)

แหกขี้ตาตื่น ขนของขึ้นรถ เพื่อไปสนามบิน หาววววว~~~~
แหกขี้ตาตื่น ขนของขึ้นรถ เพื่อไปสนามบิน หาววววว~~~~
กลับมายองอู เพื่อเตรียมไปเฮโฮต่อครับ ,, คนเยอะมากๆ เลย (ฝรั่งทั้งนั้น)
กลับมายองอู เพื่อเตรียมไปเฮโฮต่อครับ ,, คนเยอะมากๆ เลย (ฝรั่งทั้งนั้น)
เจอกันต่อตอนหน้านะครับ :)
เจอกันต่อตอนหน้านะครับ 🙂

แล้วเจอกันที่ทะเลสาบอินเลนะจ๊ะ 🙂