ส่งท้ายปี กับพม่าสี่เมือง :: ตอนที่ 1 ที่ย่างกุ้ง

ผมเคยเป็นคนที่โคตรเบื่อกับการเรียนประวัติศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก…

ให้ตายเถอะ ผมไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้เลย แม้ว่าวันนี้เพื่อนๆ ผม (นำทีมโดยเสือรัฐ) จะชวนไปเที่ยวพม่า และหลายๆ คนเค้าก็แนะนำมาว่าควรอ่านประวัติศาสตร์ไปก่อนจะทำให้เที่ยวได้สนุกมากขึ้นมากๆๆๆๆ

ก่อนที่จะพร้อมไปพม่า

หลังจากได้ยินคำแนะนำผมก็น้อมรับ และก็หลับต่อไป หนังสือเที่ยวพม่าที่เคยคิดจะซื้อมาก็ยังวางอยู่บนชั้นที่ร้านซีเอ็ดเหมือนเดิม ทีแรกเคยคิดนะว่าจะไปกับเค้าดีมั้ย เพราะดูตัวเองไม่ได้เตรียมพร้อมอะไรซักอย่างเลย แต่ด้วยเพื่อนๆ ทุกคน+ครอบครัวสนับสนุนให้ไป จนสุดท้ายผมก็เลยไปพม่าตั้งแต่ช่วง 28 ธ.ค. 55 – 1 ม.ค. 56 โดยจะไปเที่ยวย่างกุ้ง, พุกาม, อินเล และมัณฑะเลย์ โดยทีมมีทั้งหมดเจ็ดคนครับ

ซึ่งครั้งนี้ต้องขอบคุณเสือรัฐที่เรียกว่าแทบจะเป็นผู้จัดการทริปนี้ไปเลย ตั้งแต่เตรียมเอเจนซี่ จองตั๋วเครื่องบิน, จองโรงแรม, ช่วยทำวีซ่าที่พม่าให้ด้วย ,, ซึ่งถ้าไม่มีเสือรัฐ ผมคงไปพม่าได้ไม่เกินตรงแม่สายเท่านั้นแหละ (จริงๆ เสือรัฐเค้าทำสรุปการท่องเที่ยวทริปนี้ไปให้ด้วยนะ อ่านแบบละเอียดๆ ของเค้าก็ได้) เพราะ้ถ้าถามผมว่าไปพม่าครั้งนี้เท่าไหร่ ผมจำได้คร่าวๆ แค่ว่า โอนให้ไอ้เสือไปเกือบสองหมื่น ซึ่งเงินจำนวนนั้นเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าโรงแรม, และค่าเดินทางรระหว่างเมืองที่พม่า (ส่วนค่าวีซ่าที่เมืองไทย, กินค่าเที่ยวอื่นๆ, ค่าเดินทางด้วยแท๊กซี่และค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ต้องจ่ายทีหลังอีกที)

เอาเป็นว่า ผมเริ่มการเดินทางของผมจากอู่นครชัยแอร์เชียงใหม่ในคืนวันที่ 27 ธันวากับอีกสองเสือจากเชียงใหม่ลงไปกทม.เลยละกัน

แฮ่ๆๆๆ ออกเดินทางกันเถอะ
แฮ่ๆๆๆ ออกเดินทางกันเถอะ

ตื่นเต้นเหมือนกันแฮะ

เช้าตรู่ที่ดอนเมือง

หลัวจากลงรถทัวร์ที่รังสิตราวๆ ตีห้า เราก็ออกเดินทางต่อไปยังสนามบินดอนเมืองเพื่อให้ทันกับไฟลท์เจ็ดโมงเช้าของแอร์เอเซียที่จะเดินทางไปยังย่างกุ้ง ใช้เวลาบินจากดอนเมืองประมาณสองชั่วโมงนิดๆ โดยพอถึงสนามบินที่ย่างกุ้งก็อย่างลืมปรับนาฬิกาของเราให้เพิ่มขึ้นครึ่งชั่วโมง

คนรอเช็คอินกันเยอะมากๆ ขนาดตอนหกโมงเช้านะเนี่ย
คนรอเช็คอินกันเยอะมากๆ ขนาดตอนหกโมงเช้านะเนี่ย
คราวนี้บินของแอร์เอเซียไปลงย่างกุ้ง :)
คราวนี้บินของแอร์เอเซียไปลงย่างกุ้ง 🙂
  • สิ่งนึงในการไปเที่ยวพม่าที่ต่างจากประเทศอื่นๆ คือเงินจ้าด (Kyat) ของพม่าครับ
  • เพราะว่าเค้าบอกว่าเงินจ้าดนั้นไม่มีแลกที่ไหนนอกจากพม่า และเงินจ้าดเมื่อออกนอกประเทศนั้นก็คือเศษกระดาษ เพราะว่าไม่มีที่ไหนรับแลกคืนเช่นกัน เค้าบอกว่าเงินปลอมที่นี่ค่อนข้างเยอะมาก (บางคนขู่ด้วยนะว่าถ้าแลกจ้าดไปเยอะๆ แล้วเหลือเนี่ยเค้าไม่รับแลกคืนเป็นดอลล่าด้วย)
  • ส่วนตัวแนะนำว่าจะไปเที่ยวพม่าให้แลกเป็นดอลล่าจากไทยไป (อย่าคิดว่าเงินบาทของไทยยิ่งใหญ่มากนะ เพราะสถาบันการเงินที่นั้นเค้าไม่รับแลกเงินไทยเป็นเงินจ้าด) แล้วค่อยเอาดอลล่าไปแลกเป็นจ้าดอีกที โดยช่วงที่ผมไป 1 ดอลเนี่ยจะมีมูลค่าราวๆ 850 จ้าด (หรือจะเอาดอลล่าไปใช้ร้านค้าต่างๆ ในพม่าก็ได้นะ แต่อาจโดนกดราคาลงอีกเช่น เหลือแค่ 800 จ้าด)
  • แนะนำให้แลกเงินที่สนามบินได้เลย เพราะราคาที่สนามบินพอๆ กับที่ตลาดมืดในเมืองครับ
  • แนะนำเพิ่มว่า ถ้าเราแลกแบงค์ร้อยดอล จะได้มูลค่าจ้าดมากกว่าสิบดอลหรือดอลเดียวนะครับ (เช่น บางทีถ้าเรามีแบงค์ 100 ดอล จะให้ดอลละ 850 จ้าด, แต่ถ้าเราแลกแบงค์ 20 ดอล บางที่เค้าจะให้แค่ 830 จ้าดก็มี) ,, ดังนั้น การมีแบงค์ดอลใหญ่ๆ อย่าคิดว่าแตกยากหรือใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์อะไรนะ
  • ออๆๆ อีกอย่าง ผมยังไม่เจอร้านไหนในพม่าที่เค้ารับบัตรเครดิตเลยนะ

ทริปนี้นอกจากเงินราวๆ สองหมื่นที่ผมโอนไปให้ไอ้เสือมันก่อนหน้านี้ ผมยังพกเงินเผื่อไว้ราวๆ เจ็ดพัน ซึ่งคิดเป็นเงินราวๆ 226 ดอล (ถึงนู่นผมใช้เกินจากที่แลกไปหน่อย ราวๆ พันกว่าบาท ,, ถ้าแลกเตรียมไปซักหมื่นนึงนี่น่าจะพอดีกว่านี้)

ลงเครื่องมาเสร็จ จุดแรกที่แวะไปก็คือซุ้มแลกเงินจ้าดนี่แหละ
ลงเครื่องมาเสร็จ จุดแรกที่แวะไปก็คือซุ้มแลกเงินจ้าดนี่แหละ
ได้มาละครับ เงินจ้าดหนึ่งปึกใหญ่ๆ จาก 100 เหรียญ
ได้มาละครับ เงินจ้าดหนึ่งปึกใหญ่ๆ จาก 100 เหรียญ
สนใจมาสร้างรายได้กับผมมั้ยครับ แฮกๆๆๆ
สนใจมาสร้างรายได้กับผมมั้ยครับ แฮกๆๆๆ

ออกมาจากสนามบิน เป้าหมายแรกของเราคือการไปโรงแรม Yoma Hotel ที่เอเจนซี่จองไว้ให้ตรงใจกลางเมืองย่างกุ้ง โดยครั้งนี้เราใช้แท๊กซี่รถตู้สนามบินเป็นยานพาหนะ สนนค่ารถตู้แท๊กซี่ราคา 15000 จ๊าด หรือตกราวๆ เกือบห้าร้อยบาทแหนะ (ตกประมาณคนละ 70 บาท ก็พอรับได้อยู่นะกับราคานี้)

แท๊กซี่รถตู้จากสนามบินมายังโรงแรมของเราครับ
แท๊กซี่รถตู้จากสนามบินมายังโรงแรมของเราครับ

พอออกมาจากสนามบินแล้วผมโคตรงงเลยครับ… การจราจรที่นี่ประหลาดมากถึงมากที่สุด กล่าวคือ รถบ้านเค้าเป็นพวงมาลัยขวาเหมือนบ้านเรา แต่ดันไปขับรถชิดขวาซึ่งตรงข้ามกะบ้านเรา ทีนี้งงเลยครับ ไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน (คือบ้านเราพวงมาลัยขวาแต่ขับชิดซ้ายนะ) ,, เพื่อนๆ เค้าเล่าตำนานแปลกๆ ของการจราจรแบบนี้ว่าเมื่ออดีต พม่าก็ขับรถชิดซ้ายแบบบ้านเรานี่แหละ แต่มีครั้งหนึ่งโหรเค้าทำนายว่ามันจะไม่ดีจะเป็นกาลกิณีต่อบ้านเมือง ต้องแก้เคล็ดโดยการเปลี่ยนฝั่งเป็นขับชิดขวา เค้าก็เลยเปลี่ยนฝั่งเลยครับ… เออ แบบนี้ก็มีเนอะ

อีกอย่างนึง คือที่เมืองย่างกุ้งจะไม่มีจักรยานยนต์ครับ (แต่เมืองอื่นๆ ก็มีตามปกตินะ) สาเหตุเพราะในอดีตมีคนขับมอเตอร์ไซค์ไปชนกับรถยนต์ของนายพลระดับบิ้กท่านนึง ทีนี้ ท่านนายพลจึงสั่งไม่ให้มีการขี่มอเตอร์ไซค์ในเมืองย่างกุ้งอีก ทำให้ที่นี่มีเพียงจักรยานและรถยนต์

รถยนต์ที่นี่ถือว่าไม่น้อยเลยนะ (เหตุเพราะไม่มีมอไซตามที่บอก) ทำให้รถติดมากๆๆๆ แถมสภาพรถยนต์ส่วนมากนี่ต้องบอกว่าโคตรเก่า โดยเฉพาะรถแท๊กซี่หรือรถขนส่งมวลชนนี่เก่ามากๆ เห็นแล้วคิดถึงรถคันเก่าสมัยพ่อผมที่ไปส่งผมตอนเรียนประถม วิทยุฟังได้บ้างไม่ได้บ้าง แอร์เออไม่ต้องพูดถึง กระจกมือหมุนเป็นหลัก ไม่มีเทคโนโลยีอะไรทั้งนั้น แค่สตาร์ทติดก็บุญแล้ว หรือรถโดยสารก็อัดกันแน่นยิ่งกว่าแน่น รถเมล์บ้านเราที่ว่ายืนกันเบียดๆ เนี่ย พอไปเจอเค้าแล้วจะรู้สึกว่ารถเมล์เราโล่งมากๆๆ

นั่งรถตู้เกือบครึ่งชั่วโมงก็มาถึง Yoma Hotel ครับ

อัดกันแน่นมากๆๆ เกินห้ามใจจริงๆ เห็นแล้วเสียวตกแทน
อัดกันแน่นมากๆๆ เกินห้ามใจจริงๆ เห็นแล้วเสียวตกแทน
ถึงแล้ววว... โรงแรม Yoma Hotel ที่ย่างกุ้ง
ถึงแล้ววว… โรงแรม Yoma Hotel ที่ย่างกุ้ง
จริงๆ สภาพห้องก็โอเคนะ ประมาณโรงแรมดาวครึ่งบ้านเรา
จริงๆ สภาพห้องก็โอเคนะ ประมาณโรงแรมดาวครึ่งบ้านเรา

พักผ่อนซักพัก จากนั้นเราก็มาวางแผนการท่องเที่ยวสำหรับเมืองนี้กันครับ เอาเป็นว่า ซูมเข้าไปดูแผนที่ด้านล่างเองละกันนะ เดี๋ยวผมจะไล่เล่าเรื่องราวไปแต่ละที่ไปด้วยเลยละกัน


View ส่งท้ายปี กับพม่าสี่เมือง :: ตอนที่ 1 ที่ย่างกุ้ง in a larger map

เติมพลังกันที่ Monsoon

เพราะตั้งแต่เช้าที่ผมลงจากนครชัยแอร์จนมาเหยียบย่างกุ้งนี่ยังไม่มีอาหารที่เป็นชิ้นเป็นอันตกลงมายังกระเพาะผมเลย ดังนั้นที่แรกที่เราสมควรจะไปก็คือร้านอาหารนี่แหละ สอบถามพนักงานที่โรงแรมเค้าก็แนะนำร้าน Monsoon ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากโรงแรมมาก ประมาณ 1 กิโลเมตร (พอดินเท้าไหวอยู่), อาหารสะอาด และถูกปากนักท่องเที่ยวระดับ tripadvisor แนะนำด้วย

ที่สั่งมากินหลักๆ ก็เป็นพวกแกงกะหรี่ต่างๆ และแกงต่างๆ/อาหารพื้นเมืองของพม่า กับของหวานนิดหน่อย (เป็นกล้วยหอมทอดราดไซรัปกับไอศครีมวนิลลาสองแก่น)

หน้าร้าน Monsoon ครับ ,, ดูหรูมากๆๆๆๆๆ
หน้าร้าน Monsoon ครับ ,, ดูหรูมากๆๆๆๆๆ
เข้ามาข้างในนี่หรูกว่าเดิมอีกอะ... มื้อแรกจะแดกกันหมดเงินเลยหรือเปล่า
เข้ามาข้างในนี่หรูกว่าเดิมอีกอะ… มื้อแรกจะแดกกันหมดเงินเลยหรือเปล่า
เมนูอร่อยของที่นี่... ก็คือแกงกะหรี่ครับ (ที่พม่านี่ขายแกงกะหรี่กันเยอะมากๆๆๆ)
เมนูอร่อยของที่นี่… ก็คือแกงกะหรี่ครับ (ที่พม่านี่ขายแกงกะหรี่กันเยอะมากๆๆๆ)
แกงกะหรี่ที่นี่จะมีกลิ่นแปลกๆ หน่อยๆ ไม่ค่อยค้ายบ้านเราเท่าไหร่
แกงกะหรี่ที่นี่จะมีกลิ่นแปลกๆ หน่อยๆ ไม่ค่อยค้ายบ้านเราเท่าไหร่
ของหวานเป็นไอศครีมวนิลา และกล้วยทอด ราดน้ำเชื่อม
ของหวานเป็นไอศครีมวนิลา และกล้วยทอด ราดน้ำเชื่อม

เท่าที่ลองชิมอาหารของที่นี่ผมว่าโอเคนะ เครื่องเทศน่าจะใช้คล้ายๆ กับบ้านเราแหละ แต่กลิ่นบ้านเค้าเหมือนจะแปลกๆ กว่าบ้านเราหน่อย ส่วนรสชาติที่ร้านเค้าบอกว่าทำรสไม่จัดมาก เหมาะให้ฝรั่งมากิน (ซึ่งที่นี่ลูกค้าหลักก็น่าจะเป็นฝรั่งและนักท่องเที่ยวแหละ) ,, ส่วนสนนราคาที่กินไปก็แปดหมื่นกว่าจ้าด หารเฉลี่ยๆ ต่อคนนี่ตกคนละสามร้อยกว่าบาทเลย…. ราคาไม่เบาๆ

มื้อแรกก็กินกันไปแปดหมื่นกว่าแล้ว...
มื้อแรกก็กินกันไปแปดหมื่นกว่าแล้ว…

กินอิ่มเราก็เดินชมเมืองกันนิดนึงครับ

เดินชมเมืองย่างกุ้งนิดหน่อย

อดีตเมืองหลวงที่มีประชากรอาศัยกันอยู่อย่างแออัดอย่างย่างกุ้งเนี่ย มีสิ่งสวยงามเยอะพอตัวเลยนะ ไล่มาตั้งแต่สถาปัตยกรรมแนวตะวันตก, วิถีชีวิตแบบชาวพม่าที่มีพุทธศาสนาแทรกในแทบทุกจุด, การดำรงชีวิตที่เรียบง่าย, ชีวิตบนท้องถนนที่อุดมไปด้วยเสียงแตรในแทบทุกเสียววินาที บางครั้งก็คล้ายความขัดแย้งและแตกต่างทางวัฒนธรรมที่ดูผสานกันอย่างไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่ ฮาๆๆๆ

จริงๆ คิดไปคิดมาความสุขก็อยู่รอบตัวเรานี่แหละ ,, ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกหยิบมันขึ้นมารึเปล่า

อันนี้เป็นรัฐสภาเก่า (ถ้าจำไม่ผิดนะ)
อันนี้เป็นรัฐสภาเก่า (ถ้าจำไม่ผิดนะ)
ช่วงบ่ายๆ ก็ยังเห็นพระมาบิณบาตอยู่เนืองๆ
ช่วงบ่ายๆ ก็ยังเห็นพระมาบิณบาตอยู่เนืองๆ
เห็นหนุ่มสาวที่นั่นดูชอบกินกันนะ ,, กลิ่นคล้ายๆ พะโล้
เห็นหนุ่มสาวที่นั่นดูชอบกินกันนะ ,, กลิ่นคล้ายๆ พะโล้
เดินชมสภาพบ้านเมืองของเค้าอีกนิดละกัน :)
เดินชมสภาพบ้านเมืองของเค้าอีกนิดละกัน 🙂

เวลามีน้อยครับ เดี๋ยวเที่ยวไม่ครบ

เจดีย์สุเล

จากนั้นเราก็โบกรถแท๊กซี่จากที่พักไปยังเจดีสุเลใจกลางเมืองครับ (แนะนำให้ดูแผนที่ข้างบนควบคู่ไปด้วย) ที่นี่เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม ส่วนตัวผมมองเจดีย์นี้คล้ายๆ เป็นวงเวียนเลยนะ คือมีถนนวนรอบเจดีย์แล้วก็มีถนนที่แตกออกจากเจดีย์ในสี่ทิศ โดยรอบมีผู้คนพลุกพล่าน มีร้านค้ามากมาย เทียบๆ คงคล้ายๆ อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิบ้านเรา

ที่นี่ไม่เสียค่าเข้าชมครับ

ไปเยี่ยมชมเจดีย์สุเลกันครับ ,, ตรงกลางเมืองเลย
ไปเยี่ยมชมเจดีย์สุเลกันครับ ,, ตรงกลางเมืองเลย
ด้านหน้าของเจดีย์สุเลครับ
ด้านหน้าของเจดีย์สุเลครับ

ขึ้นมาส่วนตัวผมว่าความตื่นตาตื่นใจของที่นี่อยู่ในระดับเฉยๆ นะ จะมาก็ได้ ไม่มาก็ไม่เป็นไร ,, แต่ที่นี่มีชาวพม่ามานั่งไหว้พระทำบุญสรงน้ำพระกันอย่างเยอะเลย บางครั้งคล้ายกับว่าพระพุทธศาสนาเหมือนจะเป็นส่วนนึงในชีวิตของคนพม่าจนแทบแยกออกจากกันไม่ได้เลยทีเดียว

ขึ้นมาข้างบนก็สวยดีนะครับ ไม่เสียค่าเข้าแต่อย่างใด
ขึ้นมาข้างบนก็สวยดีนะครับ ไม่เสียค่าเข้าแต่อย่างใด
คนพม่าเข้าวัดและกราบไหว้ทำบุญกันเยอะมากๆ
คนพม่าเข้าวัดและกราบไหว้ทำบุญกันเยอะมากๆ
วิถีชีวิตคนพม่ากับวัดนี่แทบจะแยกออกจากกันไม่ได้เลย
วิถีชีวิตคนพม่ากับวัดนี่แทบจะแยกออกจากกันไม่ได้เลย
ความน่ามาของที่นี่อยู่ในระดับเฉยๆ นะ ไม่ค่อยตื่นเต้นมาก
ความน่ามาของที่นี่อยู่ในระดับเฉยๆ นะ ไม่ค่อยตื่นเต้นมาก

แวะตลาด New Bogyoke Aung San

หรือเรียกอีกชื่อว่า Scott Market ครับ

เราที่แวะที่นี่เพราะมันอยู่ระหว่างทางผ่านพอดี ส่วนตัวผมว่าที่นี่เฉยๆ นะ ด้านในตัวตึกนี่โดยรวมให้อารมณ์ประมาณกึ่งๆ เจเจผสมกับ MBK นะ หลักๆ เท่าที่ดูเค้าขายพวกของฝากและงานศิลปะต่างๆ ทั้งเครื่องเงิน, ผ้าปัก, ไม้แกะสลัก, ภาพวาดต่างๆ ฯลฯ ส่วนด้านรอบนอกนี่ให้อารมณ์คล้ายๆ คลองถมเลย แบกะดินขายไปเรื่อยอย่างเพียบ

พวกของกินก็มีนะ แต่ระวัง Traveler’s diarrhea หน่อยละกัน

มาตลาด New Bogyoke Aung San ครับ ,, รอบๆ อารมณ์คลองถม ข้างในอารมณ์ MBK
มาตลาด New Bogyoke Aung San ครับ ,, รอบๆ อารมณ์คลองถม ข้างในอารมณ์ MBK
หลักก็เห็นขายพวกเสื้อผ้า, งานศิลปะ, เครื่องเงิน, งานแกะสลักนะ
หลักก็เห็นขายพวกเสื้อผ้า, งานศิลปะ, เครื่องเงิน, งานแกะสลักนะ
บรรยากาศตลาดบ้านเค้าจริงๆ ก็คล้ายกับบ้านเราพอตัวนะ
บรรยากาศตลาดบ้านเค้าจริงๆ ก็คล้ายกับบ้านเราพอตัวนะ

หลากหลายดีครับ 🙂

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพม่า

ที่นี่มีค่าธรรมเนียมเข้าชมคนละ 5 ดอลล่าส์ หรือ 4500 จ้าด เปิดให้บริการตั้งแต่ 10.00-15.00 น. ,, ภายในเป็นตึก 5 ชั้น เก็บรวบรวมสิ่งของต่างๆ ที่สำคัญในอดีตและเล่าประวัติศาสตร์, พัฒนาการและความเป็นมาของประเทศพม่า ส่วนตัวผมว่าไม่ค่อยน่าเข้าชมมากเท่าไหร่ ได้เข้าก็ดี ไม่มีเวลาก็ข้ามไปได้ ยิ่งทีมที่ไม่มีไกด์นำอย่างผมนี่ลำบากเลย เพราะส่วนมากเค้าเขียนเป็นภาษาพม่าทั้งหมด แถมระยะทางเดินค่อนข้างไกล+ใช้เวลาเดินทั่วค่อนข้างมากอยู่

ที่สำคัญ ภายในเค้าห้ามถ่ายรูปนะครับ

แวะพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพม่า ,, เดินกันจนขาลากห้าชั้น
แวะพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพม่า ,, เดินกันจนขาลากห้าชั้น

แวะวัดเจาทัตยี

นี่ก็เป็นอีกที่ที่ไม่เสียค่าชมครับ

เราเรียกแท๊กซี่ให้นำทางเรามา เค้าก็พาเรามาปุเลงๆ เข้าตรอกซอกซอยมาโผล่ที่วัดนี้ครับ แค่มองจากภายนอกก็เห็นองค์พระนอนขนาดใหญ่มากๆๆ สีขาวนวล ยิ้มแบบใจดี ขนตายาว+ตาหวานจ๋อย ,, ถึงแม้เป็นพระพุทธไสยาสน์เหมือนกัน แต่ผมว่ามันให้อารมณ์คนละแบบกับพระนอนที่วัดโพธิ์บ้านเราเลย (แต่องค์นี้ใหญ่กว่าบ้านเราอะ…)

เห็นเค้าบอกว่าเมื่อก่อนพระไม่ใช่พระนอนแต่เป็นพระยืน (ไม่ทราบปางค์) แต่แล้วเกิดมีแผ่นดินไหวแล้วองค์พระเดิมถล่มเสียหาย สุดท้ายองค์พระจึงได้รับการบูรณะเป็นปางไสยาสน์แทน

แวะวัดเจาทัตยี (Chauk Htat Gyi) ครับ ,, ข้างในมีองค์พระนอนใหญ่มาก
แวะวัดเจาทัตยี (Chauk Htat Gyi) ครับ ,, ข้างในมีองค์พระนอนใหญ่มาก
ไม่ว่าจะไปวัดไหนในย่างกุ้งก็มีคนพม่าเต็มวัดเลย
ไม่ว่าจะไปวัดไหนในย่างกุ้งก็มีคนพม่าเต็มวัดเลย
ปิดท้ายกับมุมเต็มองค์ของพระนอนที่วัดเจาทัตยีครับ
ปิดท้ายกับมุมเต็มองค์ของพระนอนที่วัดเจาทัตยีครับ

ได้เวลาก็ไปยังชเวดากองกันครับ

เดินทางไปยังชเวดากอง ,, ไฮไลท์ของวันนี้

จากนั้นก็แวะไปยังเจดีย์ชเวดากองครับ

จริงๆ ที่นี่มีรายละเอียดเยอะมาก (หลังจากที่กลับไปเปิดหนังสืออ่านดู) แต่พอดีผมมาแบบไม่ได้อ่านหรือรับรู้อะไรมามากเท่าไหร่ ก็ขอเล่าบรรยากาศที่นี่แบบคนที่ไม่รู้อะไรเลยละกัน

เริ่มตั้งแต่มาถึงที่นี่ก็จะเจอสิงห์ใหญ่ 2 ตัวยืนอยู่ทางปากประตูครับ จากนั้นก็ฝากรองเท้าแล้วเดินขึ้นบันไดมาตามโถงเรื่อยๆ ราวๆ ร้อยขั้น นอกจากความหรูหราของโถงทางเดินแล้ว ด้านสองข้างทางนี่ก็จะรายล้อมด้วยร้านขายของต่างๆ ทั้งพระพุทธรูปและของที่ระลึกต่างๆ ,, จากนั้นเดินทางถึงทางออกด้านบนก็พบเจ้าหน้าที่เชิญไปจ่ายค่าธรรมเนียมของที่นี่ ตกคนละ 5 USD หรือ 4500 จ้าด

แท๊กซี่นี่ถือเป็นยานพาหนะหลักของทริปย่างกุ้งครั้งนี้เลย
แท๊กซี่นี่ถือเป็นยานพาหนะหลักของทริปย่างกุ้งครั้งนี้เลย
ปิดท้ายด้วยไฮไลท์อย่างเจดีย์ชเวดากอง ,, อันนี้หน้าทางขึ้นครับ
ปิดท้ายด้วยไฮไลท์อย่างเจดีย์ชเวดากอง ,, อันนี้หน้าทางขึ้นทางทิศใต้ครับ
ระหว่างทางขึ้นก็มีขายของครับ ,, ค่าตั๋วราคาคนละ 4500 จ้าด
ระหว่างทางขึ้นก็มีขายของครับ ,, ค่าตั๋วราคาคนละ 4500 จ้าด

จ่ายเงินเสร็จก็เดินขึ้นมาพบความอลังการข้างบน วัดหรือเจดีย์บ้านเราอะไรที่ว่าใหญ่ๆ อลังๆ มาเจอที่นี่นี่เทียบกันไม่ได้เลย ที่นี่สวยกว่ามากๆ (ในความคิดผมนะ) ไล่ตั้งแต่พื้นหินอ่อนที่ปูพื้น, ความวิจิตรงดงามของวิหารต่างๆ , เจดีย์น้อยที่อยู่รายรอบตัวเจดีย์หลัก ไปจนถึงความสวยงามและใหญ่ของเจดีย์ชเวดากอง

เสียดายที่เค้ามีเจดีย์บางส่วนที่กำลังบูรณะและห่อผ้าคลุมไว้ ทำให้ไม่ได้แสดงแสนยานุภาพความงามได้อย่างเต็มที่ ฮือๆๆๆ ไว้คราวหน้ามาใหม่ละกัน

จริงๆ ในอาณาเขตของชเวดากองมีไอเทมน่าสนใจเยอะมากๆ ที่จขบ.ไม่ได้เยี่ยมชม ทั้งพระประจำวันเกิด, ต้นศรีมหาโพธิ์, ระฆังศักดิ์สิทธิ์, วิหารและพระภายในในแต่ละทิศ, และงานสถาปัตยกรรมต่างๆ ,, ซึ่งถ้าเป็นไปได้ ควรอ่านหนังสือและเก็บรายละเอียดก่อนไปนะจ๊ะ

โผล่มาจากทางขึ้น ก็ได้แต่ตะลึงกับความอลังการของที่นี่
โผล่มาจากทางขึ้น ก็ได้แต่ตะลึงกับความอลังการของที่นี่
มาถึงแล้ว... บรรยากาศที่เจดีย์ชเวดากองอลังการมากๆๆ
มาถึงแล้ว… บรรยากาศที่เจดีย์ชเวดากองอลังการมากๆๆ
บรรยากาศรอบๆ เจดีย์ชเวดากองนี่สวยงามอลังการมากๆ
บรรยากาศรอบๆ เจดีย์ชเวดากองนี่สวยงามอลังการมากๆ
เย็นๆ ก็มีชมรมแม่บ้านชาวพม่ามากวาดลานวัดด้าย
เย็นๆ ก็มีชมรมแม่บ้านชาวพม่ามากวาดลานวัดด้าย

ระหว่างเก็บรูปไปเรื่อยๆ ก็มีทั้งชาวพม่าเข้ามาไหว้พระทำบุญและนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมแทบจะไม่ขาดสาย รอจนตกเย็นที่แสงอาทิตย์เบาบางลง จะได้เก็บภาพเจดีย์ชเวดากองเปล่งแสงเหลืองทองอร่ามออกมาแทน ซึ่งผมว่ามันอลังมากๆ เลยนะ ท้องฟ้าสีม่วงครามตัดกับเจดีย์สีเหลืองทอง ,, มันสมบูรณ์แบบมากๆ เลย

ยามพลบค่ำที่ชเวดากองนี่เปล่งแสงทองเหลืออร่าม
ยามพลบค่ำที่ชเวดากองนี่เปล่งแสงทองเหลืออร่าม
เสียดายที่เจดีย์น้อยรอบๆ เค้ากำลังอยู่ในช่วงบูรณะ ,, แต่แค่นี้ก็สวยมากๆ แล้ว
เสียดายที่เจดีย์น้อยรอบๆ เค้ากำลังอยู่ในช่วงบูรณะ ,, แต่แค่นี้ก็สวยมากๆ แล้ว

สมแล้วที่เป็นสถานที่ที่เรียกว่าห้ามพลาดเลยครับ

มื้อเย็นแบบหนักๆ ที่ Sharky’s

วันแรกของทริปค่อนข้างเหนื่อยมาก ก็ขอจัดอะไรหนักๆ ซักยกตอนเย็นหน่อย

ทีแรกน้องรีเซปชั่นที่โรงแรมโยมาแนะนำร้านนึงมา บอกว่าอร่อยมาก แถมเดินมาจากชเวดากองไม่ไกลมาก เลี้ยวนั่นเลี้ยวนี่ เดี๋ยวแป๊บเดียวถึง แต่ด้วยความมืดและความไม่ชินเส้นทาง เราเลยหามันไม่เจอครับ ซ้ำผนวกกับความหิวของเสือทั้งเจ็ด เราจึงเลี้ยวเข้าไปในร้าน Sharky’s ซึ่งเป็นร้านที่ดูดีที่สุดในละแวกนั้นครับ

ภายในร้านมีสองชั้น ชั้นล่างจะขายพวกไอศครีม, แฮม, เบค่อน, เกลือ, ชีส และเบเกอรี่ต่างๆ ,, ส่วนด้านบนเป็นโต๊ะกินข้าว มีบาร์เครื่องดื่มเล็กน้อย ซึ่งอาหารที่ขายที่นี่ก็จะเป็นพวกอาหารฝรั่งต่างๆ อย่างพิซซ่า, สเต๊ก, สลัด, พาสต้าต่างๆ เป็นต้น

ปิดท้ายมื้อเย็นที่ร้าน Sharky's ละกันครับ
ปิดท้ายมื้อเย็นที่ร้าน Sharky’s ละกันครับ

จริงๆ เราก็จัดมาหลายอย่างนะ ตั้งแต่สปาเก็ตตี้คาโบนารา, สปาเก็ตตี้ซอส, ทูน่าสลัด, สเต๊กปลา แต่ที่เด็ดคือเจ้า Golden Tenderloin ขนาด 100 กรัมครับ ,, คือเค้าจะเอาเนื้อไปย่างไฟในระดับที่สุกแบบ Medium rare แล้วก็จะหั่นเป็นชิ้นๆ เอาชีสวางด้านหน้าและโรยเกลือหน่อยๆ โอยยยย โคตรแหล่มอะ หอมอร่อยมากๆ เนื้อนุ่มโฮกๆๆ ,, สนนราคาจานนี้ 8000 จ้าดครับ….

ส่วนที่แนะนำอีกอย่างคือไอศครีมครับ อร่อยมากๆ อร่อยกว่าบางร้านที่เมืองไทยอีก อย่างที่ผมสั่งรัมเรซิ่นต้องบอกเลยว่ามันเข้มข้นมาก กลิ่นรัมหอมและลงตัวตัวเนื้อไอศครีมและลูกเกดแบบสุดๆ รวมไปถึงตัวโคนก็หอมและกรอบอร่อยมากๆ

โอยยยยย สเต๊กเนื้อเทนเดอร์ลอยน์อร่อยโฮกๆๆๆ
โอยยยยย สเต๊กเนื้อเทนเดอร์ลอยน์อร่อยโฮกๆๆๆ
จานผมเป็นคาโบนาราครับ ,, อร่อยใช้ได้เลย
จานผมเป็นคาโบนาราครับ ,, อร่อยใช้ได้เลย
ไอติมที่นี่เด็ดมากๆ อร่อยจนนึกว่าไม่ได้อยู่พม่า
ไอติมที่นี่เด็ดมากๆ อร่อยจนนึกว่าไม่ได้อยู่พม่า

ที่นี่อร่อยมากๆ ครับ กินกันชิลๆ หมดไปหนึ่งแสนสี่พันจ้าด หรือตกคนละเกือบห้าร้อยบาท (อันนี้ไม่รวมค่าไอติมนะ) ,, ค่าครองชีพที่นี่ไม่เบาเลยทีเดียว เหอๆๆๆๆ

หมดเวลาแห่งย่างกรุง ,, เตรียมบินเข้ากรุงพุกาม

หลังจากหลับไปเกือบๆ ห้าทุ่มก็ต้องรีบแหกขี้ตาตื่นมาตั้งแต่ตีสี่ครึ่งเพื่อไปสนามบินให้ทันกับเที่ยวบินของเราที่จะไปเมืองพุกามกันครับ

ชเวดากองเปล่งสีทองยามรุ่งสาง ,, สวยงามมากๆ (ขนาดถ่ายเบลอนะเพราะอยู่บนรถ)
ชเวดากองเปล่งสีทองยามรุ่งสาง ,, สวยงามมากๆ (ขนาดถ่ายเบลอนะเพราะอยู่บนรถ)

เราก็กลับมาที่สนามบินนานาชาติย่างกุ้งที่เมื่อวานเคยมาครับ แต่วันนี้เข้าฝั่งบินภายในประเทศ ซึ่งพูดตรงๆ ว่าบรรยากาศต่างกับที่เราไปมาเมื่อวานโดยสิ้นเชิง ภาพสนามบินหรูๆ ทั้งหลายมลายหายไปทั้งหมด ตอนนี้มันกลายเป็นหมอชิตบ้านเราดีๆ นี่เอง มันเหมือนหมอชิตไปเสียทุกจุดตั้งแต่ตั๋วเครื่องบิน, ร้านค้าภายในสนามบิน, บรรยากาศภายในสนามบินไปจนถึงตัวเครื่องบินเลย

นั่งเครื่องไปพุกาม แนะนำนั่งติดหน้าต่างนะครับ เพราะว่าเราจะเห็นทะเลเจดีย์ของพุกามซึ่งผมว่าเป็นวิวที่สวยมากๆ และหาดูไม่ได้ที่ไหนง่ายๆ แน่ๆ ถ้าไม่อยู่บนเครื่องบิน

สนามบินฝั่งภายในประเทศทีนี่คล้ายๆ กับหมอชิตบ้านเราชัดๆ
สนามบินฝั่งภายในประเทศทีนี่คล้ายๆ กับหมอชิตบ้านเราชัดๆ
เจอกันอีกที ที่พุกามนะเธอว์
เจอกันอีกที ที่พุกามนะเธอว์

ลองนั่งเมียนมาร์แอร์ไลน์ซักครั้งเถอะครับ แล้วจะคิดถึงนครชัยแอร์~~~