Afternoon Tea ที่ 137 Pillars House ครับ

เป็นอีกตอนที่จะพาไปหาขนมกินกันครับ

วันนี้จะแวะไปที่โรงแรม 137 Pillars House ครับ ซึ่งเป็นโรงแรมที่เอาบ้านเก่ากว่า 150 ปีมาดัดแปลงและประยุกต์อีกที ,, แม้ว่าโรงแรมจะดูกว้างขวางและไฮโซมากๆ แต่มีนี่กลับมีห้องให้บริการเพียง 30 ห้องเอง (แอบไปดูที่เค้ารีวิวในพันทิปแล้วต้องบอกว่าแต่ละห้องอลังเว่ออะ)

วันนี้แวะมาทาน Afternoon Tea ที่ 137 Pillars House ครับ

น่าสนๆๆๆ

ประวัติบ้าน137เสา

หลังจากไปเสาะหาประวัติของบ้าน 137 เสามา อ่านดูแล้วน่าสนใจมากๆ เลยขอเก็บเอาไว้หน่อย (แต่ถ้าหิวก็เลื่อนลงมาด้านล่างได้เลย :))

“บ้าน137เสา” สร้างขึ้นในปี 1889 (พ.ศ 2432) และถูกใช้เป็นบ้านพักของผู้จัดการบริษัทอีสบอร์เนียวจากัด ซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติที่ได้รับพระราชานุญาตให้ทาป่าไม้ในเชิงพาณิชย์ ในขณะนั้นผู้จัดการบริษัทสาขาเชียงใหม่คนแรก คือคุณหลุยส์ ลีโอโนเว่นส์ (ลูกชายคุณแอนนา ลีโอโนเว่นส์ ผู้เป็นอาจารย์ถวายการสอนภาษาอังกฤษในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5 ในช่วง20ปีก่อนหน้า) คุณ หลุยส์ ลีโอโนเว่นส์ได้เข้าร่วมทางานกับ บริษัทอีสบอร์เนียวจากัดในปี1886 และเริ่มสร้างออฟฟิศแรกที่เชียงใหม่ในปี1889 ซึ่งในขณะนั้นเชียงใหม่ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าต้นสัก

ในสมัยนั้น เชียงใหม่ได้แบ่งเขตที่อยู่อาศัยระหว่างชาวต่างชาติและชาวเชียงใหม่ โดยได้จัดให้ชาวต่างชาติอาศัยอยู่ฝั่งตะวันออก(ฝั่งวัดเกตในปัจจุบัน) ส่วนชาวไทยอาศัยอยู่ด้านฝั่งตะวันตก

ในปี1896 บ้าน137เสาได้ถูกย้ายจากที่เดิมบนฝั่งตะวันตกไปยังฝั่งวัดเกตและยังคงตั้งอยู่ที่เดิมจนถึงปัจจุบันนี้ บ้าน137เสาถูกใช้เป็นบ้านสาหรับผู้จัดการของบริษัทอีสบอร์เนียวจากัดอยู่จนกระทั่งปี1927 เมื่อครั้งเกิดสงครามโลกครั้งที่สองในตอนที่กองทัพญี่ปุ่นเข้าควบคุม เป็นเหตุให้ผู้จัดการบริษัทอีสบอร์เนียวจากัดต้องหลบหนีไปอยู่ที่พม่าและปล่อยบ้านทิ้งไว้

หลังสงคราม ชายชาวสก็อตแลนด์ชื่อคุณคุณวิลเลี่ยม เบน ได้ซื้อบ้านหลังนี้ไว้และได้แต่งงานสร้างครอบครัวกับสาวลูกครึ่งชาวอังกฤษ-มอญ หลายปีต่อมา ลูกชายของคุณวิลเลี่ยมชื่อคุณแจ็ค เบน (หรือที่รู้จักกันในนาม Uncle Jack ก็ได้สร้างครอบครัวของท่านเองที่บ้านหลังนี้ ปัจจุบันลุงแจ็คอายุ 92 ปีและพักอาศัยอยู่ข้างๆบ้าน137เสานั่นเอง


View 137 Pillars House in a larger map

ว่าแล้วก็เข้าไปดูของจริงดีกว่าครับ

เดินเข้าโรงแรม

ตั้งแต่ยืนอยู่หน้าโรงแรมสีขาวแห่งนี้ก็รับรู้เลยว่าที่นี่ไฮโซมาก ตึกและสิ่งก่อสร้างต่างๆ จะทำด้วยไม้ หรือไม่ก็กึ่งไม้กึ่งปูน เก็บงานภายนอกตัวตึกได้ประณีตดีมาก แถมภายในโรงแรมก็เต็มไปด้วยสุมทุมพุ่มไม้ใหญ่น้อยที่จัดไว้อย่างลงตัวเต็มไปหมด ,, แถมยังมีสระว่ายน้ำระดับไฮโซมากให้แขกว่ายเล่นด้วย (อย่าลืมว่าวันนี้เรามากินขนมอย่างเดียวครับ!!!)

ข้างในดูร่มรื่นและหรูหรามากๆ เลย เอิ้กๆๆๆ
ีีนว่ยน่ยนรยายนายนา
นางแบบกับสระว่ายน้ำไฮโซของโรงแรม

เดินเข้ามาเรื่อยๆ จนมาถึงบ้าน 137 เสาที่กล่าวไว้ข้างต้นครับ ซึ่งปัจจุบันตัวบ้านทำหน้าที่เป็นบาร์และห้องสมุดของโรงแรมครับ ดูจากภายนอกว่าใหญ่โตอลังการแล้ว เข้าไปดูข้างในนี่ใหญ่มาก + ผมว่าเค้าเก็บรายละเอียดงานภายในได้ดีมากๆ เลยนะ ตั้งแต่ตรงระเบียงบาร์และห้องอาหาร ตรงโซนที่จิบชาด้านใน หรือที่ไฮโซสุดๆ คงต้องเป็นห้องสมุดที่ผมว่าอลังการมากๆ จริงๆ ไล่ตั้งแต่พรมปูพื้นยันฝ้าเพดานเลย

นี่คือบ้านไม้สัก 137 เสา อันเป็นแลนด์มาร์กของที่นี่ครับ
บรรยากาศในบ้าน 137 เสานี่หรูหราไฮโซมากเลย…
เราเลือกจิบชาในบรรยากาศสบายๆ ด้านนอกก็ได้นะครับ
แต่วันนี้เราจะมาจิบชาในห้องสมุดครับ ,, อลังการมาก
นอกจากที่ห้องสมุดจะมีหนังสือแล้วก็ยังมีพวกเกมให้เล่นด้วย

หมดครึ่งบล๊อกแล้ว เรายังไม่ได้เห็นของกินอะไรเลยนะ!!!

ว่าแล้วก็สั่ง Afternoon Tea มาลองซักชุด

หลังจากทวงถามเมนูพนักงาน เราก็ค้นพบว่าชุด Afternoon Tea ของที่นี่มีให้เลือก 2 แบบครับ คือแบบมาตรฐานทั่วๆ ไป (อันด้านซ้าย) กับแบบที่เน้นขนมไทยเป็นหลัก (อันด้านขวา) สนนราคา 600 บาท/คน หรือ 1000 บาท/สองคน (แพงพอตัวเลยนะ สำหรับขนมเฉยๆ) ซึ่งผมและผองเพื่อนพร้อมใจกันเลือกเมนูอันซ้าย ,, ซึ่งวันนี้มากันหลายคน เลยได้จัดชุดเซต 2 คน + เครื่องดื่ม + ขนมมาเพิ่มครับ

โดยรวมชาที่สั่งไปมีชาร้อน 3 สไตล์ (เอิร์ลเกรย, ชามินท์, ชาตะไคร้) ซึ่งชาร้อนเค้าจะชงมาให้ในกาขนาดใหญ่มาก เทเอาเองได้เลย, ส่วนกาแฟเย็นจะมาเป็นแก้วเล็กๆ ให้อารมณ์โอเลี้ยงมากๆ, ส่วนอีกอันที่สั่งที่เป็นกาแฟไบเล่ท์ราคา 250 บาทมีนิดเดียว ทีแรกเห็นก็งงว่าทำไมมันแพงจังวะ แต่พอชิมเข้าไป อ๋อ…. มันผสมเหล้า Baileys’ ลงไปด้วยนี่เอง เอิ้กๆๆๆ กินไปมึนไป

เมนู Afternoon Tea มีสองแบบครับ ,, แบบซ้ายจะออกแนวฝรั่งๆ หน่อย, ส่วนแบบขวาจะเป็นขนมไทย
ชุดถ้วยชาสีขาวสวยดีนะ ปล.กาน้ำชาอันใหญ่มากกกกกกก~
สามชาสามสไตล์ —
สั่งกาแฟ Bailey’s ไป เพิ่งรู้ว่ามันผสมเหล้า ,, ก็ว่า เพลินเลย แฮ่ๆๆ

รออีกสักพัก ชุดขนมสามชั้นของเราก็มาแล้ว

เท่าที่สังเกต รายการขนมที่เราได้รับไม่ค่อยตรงกับเมนูที่เขียนเท่าไหร่แฮะ ,, เอาเป็นว่า สรุปเลยละกันนะครับ

  • ชั้นบนสุดเป็นสโคน 4 ก้อน เสิร์ฟพร้อมแยมสตรอเบอร์รี่, Lemon curd และ(จำไม่ผิด)เป็นคัสตาร์ดนะ ,, คหสต. ผมว่าก็ตัวเนื้อสโคนก็หอมอร่อยใช้ได้นะ แต่ไม่ได้ถึงขั้นฟินมากเท่าไหร่
  • ชั้นกลางประกอบไปด้วยทาร์ต+มูส+คุ๊กกี้, กับทาร์ทสตรอเบอร์รี่ที่มีฐานเป็นโอริโอ้อย่างละสองชิ้น (รวมเป็น 4 ชิ้น) ,, ส่วนตัวชอบอันที่เป็นสตรอเบอร์รี่มากกว่าหน่อยนึงครับ เนื่องจากมันไม่เลี่ยนจนเกินไปครับ
  • ส่วนชั้นล่างสุดมีคีชแซลม่อน, ปอเปี๊ยะทูน่า, คุ๊กกี้+เลมอนเคิร์ด+ถั่ว, และขนมปังทูน่า+เห็ดอย่างละสองชิ้น (รวมเป็น 8 ชิ้น) ,, ส่วนตัวผมชอบเจ้าคีชแซลม่อนกับขนมปังเห็ด+ทูน่านะ
แฮ่ๆๆ ในที่สุด ขนมในชุด Afternoon Tea ก็มาแล้ววววว~~
ดูให้ชัดๆ อีกที กับ Afternoon Tea สามชั้น 🙂
เริ่มต้นด้วย Scone ในชั้นบนสุด ,, ใช้ได้เลยนะ
ชั้นที่ 2 มีขนมคล้ายๆ ทาร์ต+มูส+คุ๊กกี้, กับทาร์ทสตรอเบอร์รี่
ชั้นล่างมีคีชแซลม่อน, กับขนมปังเห็ด+ทูน่า สองอันนี้ผมว่าอร่อยดีนะ
ชั้นล่างยังมีปอเปี๊ยสดทูน่า (ให้ความรู้สึกแบบนี้จริงๆ), กับแครกเกอร์อีกอย่าง จำไม่ได้แล้ว

และเนื่องด้วยปริมาณสมาชิกจำนวนค่อนข้างหลายคน เราเลยจัดเค๊กมาอีกซักก้อนนึง…

ซึ่งเค๊กที่ได้รับเลือกในยกนี้คือสตรอเบอร์รี่ชีสเค๊ก ราคาอาจดูสูงไปนิดแต่โดยรวมผมว่าเค้าทำได้ดีมาก+อร่อยมากเลยนะ เนื้อเค้กอร่อย หอมชีส ส่วนตัวสตรอเบอร์รี่แอปเปรี้ยวไปนิดแต่ว่าตัดเลี่ยนได้ดีมากๆ เลย ประทับใจมากครับ (จริงๆ มีเค๊กมะพร้าวน่ากินมากเลย แต่เสียดายที่ได้โควตาจากกรุ๊ปมาแค่ก้อนเดียว)

ปิดท้ายด้วย Strawberry Cheese Cake อีกซักชิ้น
ผมว่าเค้กเค้ารสชาติใช้ได้เลยนะ

หารๆ เฉลี่ยแล้ว ตกคนละสามร้อยกลางๆ แหนะ…

ที่มากินที่นี่

โดยรวมนะ ผมว่า Afternoon Tea แอบแพงไปพอตัวเลย (เมื่อเทียบกับชาและขนมที่ได้นะ) ส่วนที่ผมว่าโอเคและน่าลองของที่นี่น่าจะเป็นพวกขนมเค๊กมากกว่า เค๊กที่นี่ดูๆ แล้วออกแนวเค๊กมาตรฐานที่เราพอจะเดารสชาติมันได้ ราคาไม่ได้แพงมากในระดับโรงแรมหรูๆ หรือร้านเค้กดีๆ แต่อร่อยกว่าหลายๆ ที่ที่เคยไปกินมานะ ,, แต่ที่ประทับใจสุดๆ คือบรรยากาศในโรงแรมครับ สวยจริงๆ 🙂

ว่างๆ ลองมาเปลี่ยนบรรยากาศมาจิบชาแบบหรูๆ บ้าง 🙂

ระหว่างเดินออกมาก็เปรยกับตัวเองว่าอยากมาพักที่นี่เหมือนกันแฮะ 🙂