ສະບາຍດີ ຫຼວງພຣະບາງ ตอนที่ 2

หลังจากผ่านตอนแรกของการไปเยี่ยมชมเมืองหลวงพระบางมาแล้วก็จะมาต่อกันที่ตอนที่ 2 ซึ่งตอนนี้หลักๆ จะเป็นการเที่ยวเล่นในตัวเมืองหลวงพระบางซะมากกว่า โดยเราจะใช้แผนที่ใช้อันเดียวกับตอนที่แล้วเลย แต่ซูมให้เห็นชัดนิดนึง (ขี้เกียจปักหมุดหลายรอบแล้ว ขอก๊อปมาดื้อๆ เลยละกัน)

แนะนำว่าเที่ยวหลวงพระบางให้ทั่วควรมียานพาหนะ เพราะกะจะเดินไปแต่ละที่ก็ไกลพอตัว หรือจะนั่งรถตุ๊กๆ ก็แพงอยู่ ,, ซึ่งยานพาหนะที่ผมแนะนำก็คือเจ้ารถถีบนี่แหละ มีให้เช่าแทบจะทุกซอย สนนราคาจะประมาณ 80-100+ บาทต่อวันแล้วแต่สภาพรถ ซึ่งผมว่าถ้ามีแรง+ไปกะเพื่อนหลายๆ คนนี่สนุกดีมากนะ แต่ถ้าขี้เกียจมากๆ หรือไปกะคนแก่ จะเช่ามอไซก็ไม่ว่ากัน

อย่าลืมนะครับ คนลาวเค้าขับรถคนละฝั่งกับเรา

เช่ารถถีบมา ต้องปั่นให้คุ้ม #แฮกๆๆๆๆ


View หลวงพระบาง in a larger map

เริ่มกิจกรรมกันตั้งแต่เช้าครับ

ตักบาตรข้าวเหนียว

หลังจากที่เที่ยวกันมาอย่างเหน็ดเหนื่อยกันในตอนที่แล้ว เราก็กะว่าจะไปใส่บาตรข้าวเหนียวกันซักหน่อย ซึ่งมีหลายๆ คนแนะนำว่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

คนลาวตอนเช้าเค้าจะตื่นมาตักบาตรข้าวเหนียวกัน 🙂

จนเมื่อถึงรุ่งเช้า เราก็ถูกปลุกให้ตื่นโดยเพื่อนข้างห้องที่มันดันตื่นก่อน ตอนนั้นจำได้ว่าอยู่ดีๆ ก็มีคนพรวดเข้าห้องมาแล้วก็มาบอกว่าพวกมึงตื่นสายกันจัง กูไปก่อนนะ (แล้วเราก็งีบต่ออีกแป๊บนึง) กว่าจะเริ่มสร่างได้สติบ้างก็คนพบว่าเพื่อนทุกคนได้หนีหายกันไปหมดแล้ว มองนาฬิกาก็หกโมงกว่าๆ เกือบเจ็ดโมงแล้ว แล้วทริปตักบาตรข้าวเหนียวที่เราแพลนเราล่ะ จะล่มสลายไปหรือไม่… ,, ผมกับสนุ๊กเกอร์ (เพื่อนที่อยู่ห้องเดียวกัน) ก็รีบแบกกล้องและตาลีตาเหลือกออกจากเกสต์เฮ้าท์แบบสะลึมสลือ (แบบว่าลงจากเกสต์เฮาท์มายังไม่รู้ว่าทางไหนทางซ้ายหรือทางขวา)

แหกขี้ตามาชมหลวงพระบางยามเช้า + รอใส่บาตรข้าวเหนียว

ทันใดนั้น ก็มีแม่ค้าชาวลาววิ่งพรวดเข้ามาถามเราว่าตักบาตรไปกันหรือยัง อีกทั้งยังชวนไปใส่บาตรด้วยเพราะว่าเป็นวันพระใหญ่ (ช่วงนั้นน่าจะตรงกับวันพระพอดี) เราก็ตอบไปทั้งๆ ที่เมาขี้ตาว่าไปด้วย ซึ่งแม่ค้าก็โบกรถตุ้กตุ้กแล้วก็หอบหิ้วเราไปพร้อมสัมภาระของแก ,, จนพอถึงที่หมาย แกก็จัดการปูเสื่อแล้วก็เสิร์ฟกระติ้บข้าวเหนียวร้อนๆ กับกล้วยดิบและขนมห่อเล็กๆ ให้เราใส่บาตรพระ (ซึ่งน่าจะเป็นพระกลุ่มสุดท้ายแล้ว) ซึ่งพระที่นี่เดินเร็วมากๆๆๆ เวลาจะใส่บาตรนี่ต้องพร้อมเลยนะ มือนึงจกข้าวเหนียว อีกมือเตรียมหยิบกล้วย พอพระมาถึงท่านจะแง้มฝาบาตร เราต้องรีบใส่ตอนนั้นเลย จะมาเหยิมๆ ใจเย็นๆ ต่อนยอนต๊ะต่อนยอนนี่ไม่ได้เลยนะ ถ้าจกข้าวเหนียวไม่ทันพระที่ผ่านท่านก็จะปิดบาตรแล้วเดินจากเราไปเลย แล้วอีข้าวเหนียวนี่นะอยากบอกว่าร้อนมากๆๆๆ จกเรื่อยๆ รัวๆ แบบคอมโบยี่สิบองค์ต่อกันนี่เอามือแทบสุก ,, กว่าจะตักบาตรเสร็จนี่เหนื่อยมาก

และปริศนาทุกอย่างก็ไขกระจ่างเมื่อแม่ค้าแกควักเครื่องคิดเลขแล้วก็กดๆๆๆๆๆ ข้าวเหนียวติ้บละหมื่นกีบ กล้วยถาดสองหมื่นกีบ ฯลฯ บวกไปบวกมาแล้วก็บอกว่าสรุปที่ใส่บาตรไปน่ะคนละเจ็ดหมื่นกีบบวกกับค่ารถอีกหมื่นกีบรวมทั้งหมดก็แสนห้าหมื่นกีบ เห็นราคาแล้วแอบตกใจ นั่นมันเป็นการตักบาตรที่ราคาแพงที่สุดที่เคยใส่มาเลยนะนั่น!!!!! (จริงๆ คิดแล้วจะตกประมาณคนละ 300 บาท)

ก็ว่า แม่ค้าที่ไหนทำไมใจดีให้ใส่บาตรฟรีแถมโบกรถให้ ,, ทางที่ดีตื่นเช้าแล้วเตรียมมาใส่บาตรเองจะดีกว่าครับ

จริงๆ ก็จะมีคนขายข้าวเหนียว+จัดแพคเกจใส่บาตรข้าวเหนียวให้ด้วยนะ
อีกหนึ่งกิจกรรมสุดฮิตครับ ,, ตักบาตรข้าวเหนียว
ตักบาตรข้าวเหนียวนี่คนเยอะมากๆ เลยนะ

นอกจากนั้นก็มีทัวร์ลากเอาฝรั่งตาน้ำข้าวมาใส่บาตรด้วย ทีแรกก็ดูน่ารักดีนะ แต่พอวนๆ ไปในเมืองเรื่อยกลับพบว่าคนท้องถิ่นจริงๆ เค้าไม่ได้มองว่ามันน่ารักสักเท่าไหร่ แถมแอบไม่ค่อยชอบด้วยที่เอาการตักบาตรซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่สวยงามของเค้ามาทำเป็นการค้าโดยเฉพาะกับผู้คนที่ไม่ได้เข้าใจความสำคัญที่แท้จริงกับการใส่บาตรเลย (ลองอ่านที่เป็นภาษาอังกฤษดูนะครับ)

มีทัวร์ลากเอาฝรั่งมาตักบาตรด้วย
การตักบาตรของเค้าเป็นอะไรที่มากกว่าการเอาข้าวใส่บาตรนะครับ

เอาเป็นว่าใส่บาตรเสร็จก็หิวพอดี

หาอะไรกินที่ตลาดเช้า

ท่ามกลางฝนพรำยามเช้าหลังจากใส่บาตรเสร็จ ผมกับเพื่อนๆ ก็เดินฝ่าฝนไปที่ตลาดเช้าครับ

อารมณ์ตลาดเช้าเนี่ยมัยจะประมาณตลาดนัดปนกับตลาดสดบ้านเราที่เอาขายของสองข้างถนนนี่แหละครับ ของที่ขายนี่มีสารพัด ตั้งแต่สากกระเบือยันเรือแจว ทั้งของสด ของแห้ง อาหารปรุงสำเร็จ ของฝาก ฯลฯ มีที่นี่หมด เดินไปก็ดูเพลินๆ (แต่ของบางอย่างเห็นแล้วก็แอบตกใจ มีสัตว์เลี้อยคลานโดนชำแหละมาขายก็มี แต่ก็ดูสดดีนะ) เดินไปเดินมาหิวเจออะไรก็ซื้อได้เลย

อย่างอันแรก (ก่อนเดินเข้าตลาด) ก็เจอ Baguette ที่ผ่านการ Modify แบบชาวลาว แม่ค้าบอกว่าคนลาวเค้ากินแบบนี้กัน ไอ้พวกกินกับไข่ดาวนั่นฝรั่งกินกัน ไม่อร่อยหรอก ของเราอร่อยกว่า ,, เจอโฆษณาแบบนี้ผมกับเพื่อนๆ ก็เลยจัด Baguette แบบลาวมาสักดุ้น (ประมาณครึ่งท่อนของขนมปังฝรั่งเศส) เห็นเค้าใส่เครื่องเยอะเลย ทั้งแจ่วบอง, แตงกวา, แฮม, ฯลฯ เหยาะแม๊กกี้นิดหน่อยแล้วปิดท้ายด้วยการราดน้ำจิ้มไก่พันท้ายนรสิงห์ ,, ลองชิมแล้วผมว่าอร่อยมากเลย รสชาติจัดจ้านทั้งหวานเค็มเผ็ด แถมมีกลิ่นแจ่วบองที่ละมุนและเติมเต็มความเป็นลาวบนขนมปังฝรั่งเศสได้ดีมากๆ

ชิ้นละหมื่นกีบจ้า 🙂

เติมพลังด้วย Baguette แบบลาวสไตล์~
ผมว่า Baguette แบบลาวนี่ถูกปากผมมากว่าแฮะ...

จากนั้นก็เดินลุยตลาดครับ เห็นอะไรก็อยากซื้อไปหมด แต่สุดท้ายผมก็ซื้อแค่ข้าวเหนียวเนื้อปิ้งหมูปิ้ง อร่อยดีเหมือนกัน ,, ส่วนที่เหลือก็ไปแย่งกินกับเพื่อนๆ นี่แหละทั้งข้าวจี่ และขนมแป้งๆ ใส่มะพร้าวขูด (ผมว่าข้าวจี่เค้าอร่อยดีนะ เค็มๆ ดี)

จริงๆ ตลาดเช้าบ้านเค้านี่ก็คล้ายๆ ตลาดสดบ้านเราอะนะ ,, แต่ hardcore กว่า
ขอให้วันนี้ขายดีๆ ด้วยเถ้อะ~~~
ถอยข้าวจี่มากินเล่น ,, เค็มๆ อร่อยดีนะ
ขนมอันนี้ก็คล้ายๆ ขนมบ้านเราเหมือนกันนะ

อิ่ม~~~~~~~~~

ปั่นรถถีบแอ่วหลวงพระบาง

พออิ่มท้อง เราก็ออกเดินทางกันต่อครับ พูดเหมือนไปไกล แต่จริงๆ ก็ปั่นรถถีบเล่นแถวนั้นแหละครับ

เริ่มที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง เก็บค่าเข้า 30,000 กีบ (ถ้าจะเข้าไปดูข้างในอะนะ) ที่นี่เดิมเคยเป็นวังเก่าไปก่อนแต่ตอนนี้ถูกดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บพวกของเก่าๆ ของเมืองหลวงพระบางไว้ ลืมบอกไปว่าด้านในห้ามถ่ายรูปนะครับ ,, ส่วนด้านนอกจะมีโรงละครพระลักษมณ์พระรามอยู่ด้านซ้าย และมีสิ่งก่อสร้างคล้ายวิหารอยู่ด้านขวา (เค้าบอกว่าที่นี่มีพระบางประดิษฐานอยู่ด้วย แต่พอเข้าไปดูก็ไม่มีอะไร) และด้านหลังเป็นโรงจอดรถเก่าที่เจ้าของเมืองลาวเคยใช้มาก่อนครับ

ปั่นรถถีบเที่ยวเมืองหลวงพระบางนี่ก็สะดวกดีนะ
พิพิธภัณฑ์ของหลวงพระบางครับ ,, เสียค่าเข้า 30000 กีบ
เค้าบอกว่าที่นี่เดิมเคยเป็นวังเก่า ,, แต่ตอนนี้ปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ไปแระ
เค้าบอกว่าพระบางประดิษฐานที่นี่ ,, แต่พอเข้าไปก็ไม่เห็นมีนะ

ออกจากพิพิธภัณฑ์มาก็ไปหาร้านของฝากชื่อว่าร้าน Kobnoi ครับ (น่าจะอ่านว่ากบน้อยนะ) ที่นี่จะรวมของฝากจากทั่วเมืองลาวเลย พวกผ้าต่างๆ ก็จะเป็นเกรดดีหน่อย งานจะปราณีตกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ราคาขายนี่ถือว่าแพงมากเมื่อเทียบกับร้านอื่นๆ หรือถนนคนเดิน อย่างผ้าพันคอผืนนึงก็สามสี่ร้อย เสื้อเชิ้ตตัวนึงก็ห้าหกร้อยแล้ว หรือถ้าเป็นผ้าไหมนี่ตัวนึงหลายพันบาทเลย

ร้านขายของที่ระลึกที่นี่เป็นบ้านเก่า ตกแต่งสวยดีมาก
สุดท้ายมาหยุดที่ร้านขายของที่ระลึกไฮโซ (จำไม่ผิดชื่อ Kobnoi นะ)
ของที่นี่จะประณีตกว่าข้างนอกหน่อย แต่ราคาอัพขึ้นเยอะเหมือนกัน
ปั่นจักรยานข้ามฝั่งมาดูบ้านสไตล์โคโลเนียลสวยๆ

จริงๆ เค้ามีหลายที่ที่แนะนำไปนะ อย่างเช่นพระธาตุพูสีที่ใครๆ ก็บอกว่าถ้าไม่ได้ไปเนี่ยก็ถือว่าไปไม่ถึงหลวงพระบางนะ ซึ่งผมขี้เกียจปั่นขึ้นดอยไปเยี่ยมชม แค่ปั่นเที่ยวด้านล่างนี่ก็ยังไม่ทั่วเลย (แอบเสียดายนิดๆ เห็นเพื่อนเอารูปให้ดูนี่สวยดีนะ)

กินแบบลาวๆ

ปั่นจักรยานมาเหนื่อย เห็นแม่ค้าคั้นน้ำอ้อยขาย เราก็เลยซื้อเค้าถุงนึง 5000 บาท (ประมาณ 20 บาท) แบบว่าได้เยอะมาก ถ้าเทียบกับน้ำอ้อยที่ขายที่เจเจคงได้ประมาณ 6-7 ขวดเล็กเลย

จากนั้นก็แวะข้างทาง เจอคุณป้าขายเฝอและข้าวซอยลาว เริ่มต้นที่ข้าวซอยลาวก่อน ซึ่งข้าวซอยลาวบ้านเค้าก็ประมาณขนมจีนน้ำเงี๊ยวใส่เส้นก๋วยเตี๋ยวเส้นเล้กแทนเส้นขนมจีน รสชาติผมว่ากลางๆ นะ ไม่ค่อยโดนมาก (ส่วนนึงคงเพราะผมถูกปากกับเส้นขนมจีนมากกว่า) จำไม่ผิดถ้วยนึงประมาณหมื่นกีบแต่แบบว่าได้เยอะมากๆ เพราะทีแรกว่าจะลองสั่งเฝอมาด้วย แต่ไม่ไหวแล้วจริงๆ

น้ำอ้อยคั้นสด ถุงละหมื่นกีบ (ยี่สิบบาท) ,, อร่อยดีนะ แต่มีผมกล้ากินคนเดียว ฮาๆ
สั่งข้าวซอยลาวมากิน
ประมาณขนมจีนน้ำเงี้ยวฟิวชั่นกับก๋วยเตี๋ยวนี่เอง

เวลามีน้อย เที่ยวต่อดีกว่า

จากนั้นก็มาเที่ยววัดที่หลวงพระบาง

วัดที่หลวงพระบางผมว่าคล้ายๆ กับวัดบ้านเราแหละนะ แต่จะเข้าวัดที่นี่จะต้องเสียเงินด้วย เท่าที่สำรวจดูจะตกประมาณ 20,000 กีบ (คิดเป็นเงินไทยได้แปดสิบบาท) บางที่เก็บเฉพาะเวลาเข้าวิหาร แต่บางที่ก็เก็บตั้งแต่หน้าวัดเลย ด้วยความงกไอ้เราก็พยายามดูเฉพาะส่วนที่ไม่เก็บเงิน

ไปวัดไหนๆ ก็จะเจอป้ายบอกว่าเก็บเงินนักท่องเที่ยวที่เข้าวัด
แวะวัดแสนสุวรรณาราม ,, เข้าวัดฟรีแต่เข้าวิหารสองหมื่นกีบ
เป็นส่วนของเจดีย์ของพระมหาธาตุครับ
ไม่ได้เข้าไปในวิหารน่ะ ,, เค้าเก็บเงิน

สุดท้าย ด้วยความอยากรู้และความคาใจ เลยยอมเสียตัง 20,000 กีบเข้าวัดเซียงทอง ซึ่งหลายๆ คนบอกว่าเป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมแบบลาวและถือเป็นแลนด์มาร์กของที่นี่เลย อืมมมม ข้างในก็สวยจริงแหละ แต่ยังไงผมว่ามันก็คล้ายๆ วัดบ้านเราอยู่ดี

สุดท้ายต้องยอมเสียสองหมื่นกีบให้วัดเซียงทอง
วัดเซียงทอง ,, ซึ่งหลายๆ คนบอกว่าเป็นไฮไลท์ของการมาที่นี่

บ้านเราวัดเข้าฟรี นานๆ ทีถึงจะเข้า….

หาอะไรกินปิดท้ายก่อนกลับ

ปั่นจักรยานเที่ยวเมืองจนเหนื่อย ขอกินอะไรหรูๆ บ้างเหอะ

แวะร้านแรกคือร้าน Le Cafe Ban Vat Sene ครับ ร้านนี้อยู่ตรงข้ามกับวัดแสนสุขารามเลย ,, หลักๆ เลยที่ร้านจะขายอาหารแนวฝรั่งๆ จึงคงไม่แปลกนักที่ลูกค้าส่วนมากก็เป็นฝรั่ง ที่วันนี้ลองสั่งมามีหลายอย่าง ส่วนมากเป็นพวกเบเกอรี่และชาต่างๆ ทีแรกผมสั่งชาหมากต้วมเพราะชื่อมันน่าสนใจและดูแปลกใหม่สุดในเมนู แต่สุดท้ายมันคือชามะตูม…. นอกจากนั้นก็มีมัฟฟินแอปเปิ้ลเนื้อร่วนไปหน่อยกับทาร์ทมะนาวเปรี๊ยวจี๊ดเลย ส่วนจานที่ผมว่าถูกปากผมที่สุดคือคีชผักโขมครับ (แต่ยังงั้ยยังไงผมว่าที่บ้านเราอร่อยกว่านะ) แถมราคาก็ไม่ได้ถูกนะ อย่างชาหมากต้วมเนี่ยกานึงก็หกสิบบาทเลย หรือขนมชิ้นนึงก็เป็นร้อยเลยเหมือนกัน

เริ่มที่ร้านสวยๆ อย่าง Le Cafe Ban Wat San ครับ
คีชผักโขม ,, รสชาติโอใช้ได้ แต่สู้บ้านเราไม่ได้
มื้อนี้มีชาร้อน, ขนมปัง, มัฟฟินแอปเปิ้ล, และทาร์ตมะนาวรสเปรี้ยว

ร้านกาแฟอีกร้านที่ไปชื่อร้านกาแฟดาวครับ ร้านนี้ดูจากภายนอกแล้วแบบว่าหรูโคตรๆ ทีแรกคิดนานมากว่าจะมากินดีหรือเปล่า พอเดินเข้าแล้วแบบว่าหรูกว่าเดิมอีก แต่พอดูราคาทั้งเครื่องดื่มและกาแฟนี่ก็กลางๆ ไม่ได้แพงมากอย่างที่คิด อย่างกาแฟก็ตกประมาณ 15,000-20,000 กีบ ซึ่งรสชาติผมว่าโอมากๆ เลย เท่าที่ลองชิมกาแฟของเพื่อนๆ นี่อร่อยทุกแก้วเลย ส่วนขนมที่แนะนำเนี่ยต้องให้ทาร์ทผลไม้รวมเลยครับ อร่อยมากๆ (ผมสั่งทาร์ทมะนาวมาด้วยนะ แต่ก็เปรี้ยวจี๊ดมากไปหน่อย)

อีกร้านที่ไปคือ Dao Coffee ,, ร้านหรู แต่ราคาไม่ได้แพงมาก
แนะนำทาร์ทผลไม้ที่นี่ครับ อร่อยดี ,, พวกกาแฟก็อร่อยนะ

อิ่มแล้วก็เตรียมกลับกันครับ

สรุปคร่าวๆ ก่อนกลับ

ผมว่าหลวงพระบางเนี่ยเป็นเมืองที่แบบว่ามาแบบช้าๆ แล้วอยู่นานๆ มาแบบสองวันสามวันแบบผมผมว่ามันอัดไปหน่อยนะ ถ้าจะมาเที่ยวหลวงพระบางเนี่ยมาซักสองอาทิตย์ผมว่ากำลังดี (ถ้าผมจะมานานขนาดนี้ก็คงโดนไล่ออกไปแล้ว) มาเที่ยววันละที่สองที่ เดินเล่นแถวๆ น้ำโขง, เที่ยววัดนู้นออกวัดนี้, ไปน้ำตกนู้นน้ำตกนี้วันละที่เดียวพอ เที่ยวเหนื่อยก็หาอะไรกินในเมือง จากนั้นก็นั่งรถไปเที่ยววังเวียงอีกสักสามสี่วันแล้วค่อยกลับ

ส่วนของนี่ไม่ต้องเอามาเยอะครับ พวกเสื้อผ้าก็เอามาที่จำเป็นก็พอ (อันนี้แล้วแต่ฤดูกาลด้วยนะ) , รองเท้าใส่สบายๆ, กระเป๋าควรเป็นแบ๊คแพค, เสื้อผ้าไม่พอก็หาซื้อเอาแถวๆ ถนนคนเดินนั่นแหละ ตัวนึงหกสิบเจ็ดสิบบาท (แต่แมร่งงงไซส์เสื้อไม่มาตรฐานเลย ตัวนึงเป็น L เราใส่ได้ อีกตัว XL แต่ฟิตเกิน) ส่วนที่แนะนำให้เอามาด้วยคือครีมทากันยุง, ถ้าจะมาเที่ยวเฉยๆ ก็เอากล้องคอมแพคเล็กๆ แบตทนๆ มาพอแล้ว แต่ถ้าจะมาถ่ายรูปจริงจัง ผมแนะนำว่าเอาขาตั้งกล้อง (เป็น Monopod ก็ดีนะเพราะไม่ต้องแบกหนักมาก) มาด้วย เพราะมีวิวน้ำตกให้ถ่าย แถมวิวกลางคืนที่ลาวก็สวยนะ

ส่วนเงินที่เตรียมมานี่แล้วแต่เลยนะ ก็มาช่วง Hi Season อาจต้องจ่ายเยอะหน่อย ถ้าเฉลี่ยๆ ที่ผมมานี่ตกวันละประมาณ 600 บาท (ไม่รวมค่าเดินทางไปกลับประเทศไทยกับของฝากนะ)

ขากลับกับรถทัวร์เชียงใหม่-หลวงพระบาง

ใครคิดว่าการขึ้นรถทัวร์กลับเชียงใหม่เป็นการเดินทางที่ถูกและสบายๆ รถออกหกโมงเย็น นอนบนรถชิลๆ คืนนึง เดี๋ยวตื่นเช้ามาก็ถึงพอดี ,, ใครคิดแบบนี้แม่ง คิดผิดมหันต์ครับ

ค่ารถทัวร์ไปกลับหลวงพระบาง-เชียงใหม่เนี่ย ราคาประมาณ 1200 บาท ครับ (อาจโดนขูดรีดเล็กน้อยหากซื้อกับร้านทัวร์ทั่วไปตามหลวงพระบาง) ,, ถ้าพูดตรงๆ แล้วรถทัวร์เนี่ยถูกกว่าเรือเร็วอีกนะ ไม่ต้องโต้ลมท้าแดดเสี่ยงฝนอีก แถมยังไม่ต้องเสียเงินอีกต่อเพื่อเดินทางจากเชียงรายไปเชียงใหม่ด้วย

หกโมงเย็นตามเวลานัด ผมและพรรคพวกก็มาถึงสถานีขนส่ง สภาพรถเป็นรถทัวร์ฮุนไดเก่าๆ แอร์อับๆ หน่อย (เท่าที่สำรวจดูไม่เห็นห้องน้ำบนรถทัวร์นะ) ใครขึ้นมาก็เลือกที่นั่งก่อนเลย กว่ารถจะออกนี่ประมาณหกครึ่ง โอเคๆ เลทนิดหน่อยเรารับได้ แต่หลังจากนั้นแหละครับ…. หลังจากที่พระอาทิตย์เริ่มคล้อยตัวต่ำลง เราก็เดินทางออกไปยังดินแดนที่กันดารขึ้น แสงอาทิตย์หายไปกลับเปลี่ยนเป็นเสียงอ๊วกแทน เพราะถนนนอกจากจะเป็นลูกรังที่ไต่ไปตามภูเขาสูงๆ ต่ำๆ ที่หลุมเป็นบ่อเป็นดินเป็นเลนสลับกับถนนลาดยางเป็นช่วงๆ แล้ว คนขับนี่แหละครับเหวี่ยงซ้าย เหวี่ยวขวา เบรคจึ๊ก เบรคจึ๊ก ขนาดคนที่ไม่เมารถอย่างผมแม่งยังโคตรมึนเลย เชื่อมั่นว่าคนเมารถนี่ไม่รอดแน่ๆ ครับ ,, แนะนำว่าถ้าใครขี้เมารถให้กินยาแก้เมาพร้อมถุงใส่อ้วกพร้อมหูฟัง+ไอพอดไว้เลย

หลังจากนั้นผมก็ถูกปลุกให้ตื่นมาแบบงงๆ (น่าจะสักสามทุ่มกว่า) เค้าบอกให้มากินข้าว (ใจนึงเราก็หิวนะแต่ อีกใจก็แม่งกลัวอ๊วกบนรถ) ลงไปนี่แบบว่านี่กูอยู่ส่วนไหนของโลกเหรอ พื้นเป็นดินเลนแฉะๆ กับร้านกับข้าวตามสั่งข้างทาง (ห้องน้ำที่ร้านเป็นส้วมซึมบุสังกะสีไม่มีกลอนนะครับ) มีอาหารตามสั่งดูแห้งๆ เก่าๆ ผมกลัวจะท้องเสียบนรถเลยสั่งมาม่ามากิน รถชาติแบบว่า มาม่าที่คุ้นเคยมากๆ (ก็มาม่านี่นา)

พออยู่ท้องแล้วก็ขึ้นไปเมารถกันต่อ

สภาพรถทัวร์ฝั่งลาว ซึ่งจะไปส่งเราที่ห้วยทรายครับ
เป็นช่วงถนนที่ดีมากๆๆๆๆ ของที่ลาวแล้วครับ
แบบว่า.... มันนานมากกกกกๆ นั่งจนกระดูกทรุดเลย

ทั้งคืนนี่เรียกว่าไม่ได้นอนเต็มอิ่มเลย เขย่าๆ สลับกับเบรคจึ๊กๆ แต่สุดท้ายผทก็แอบงีบหลับไป

แสงอาทิตย์ที่แยงตากับรถที่เขย่า (แม่งทั้งคืน) ทำให้ผมรู้ตัวอีกทีประมาณเกือบเจ็ดโมง ,, ที่เราเคยคิดว่าตื่นมาแล้วถึงท่ารถเลยนั้นผิดสนิทเลยครับ เราลืมตามาอยู่ท่ามกลางป่าเขาบนรถที่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมาอีกประมาณชั่วโมงกว่าๆ กว่าจะถึงท่ารถก็ประมาณแปดโมง โอยยยยย กระดูกสันหลังป่นหมดแล้ว

ถึงท่ารถแล้วก็ใช่ว่าจะจบนะครับ เราต้องต่อรถกระป๊อเพื่อที่จะไปยังท่าเรือข้ามฟาก ซึ่งจุดนี้เราจะต้องเตรียมพาสปอร์ตให้ตม. จากนั้นก็เตรียมไปขึ้นเรือข้ามฟากได้ (ตรงนี้มี Duty free ด้วยนะครับ ประมาณมินิมาร์ทบ้านเราเลย) ,, กว่าจะถึงฝั่งไทยก็เกือบเก้าโมงเช้าแล้ว เดินไปเดินมาเจอรถทัวร์ไทยแล้วน้ำตาจะไหล (แบบป.1 ธรรมดานี่แหละครับ แต่สภาพดีกว่ารถทัวร์ฝั่งลาวมากๆ)

ถึงบขส. ตรงแขวงบ่อแก้วแล้ว ,, ก็ต้องนั่งรถต่อไปขึ้นเรือ
กำลังนั่งรถกระป๊อไปที่ท่าเรือข้ามฟากแบบงงๆๆ
ถึงแล้วๆๆ ,, เห็นฝั่งตรงข้ามก็คือดินแดนไทยแล้ว
จัดการเรื่องเอกสาร+พาสปอร์ตเสร็จก็ขึ้นเรือได้เลยครับ
กำลังค่อยๆ ข้ามแม่น้ำโขงอย่างช้าๆ ,, ดูชาวบ้านหาปลาในวันฝนพรำ
คิดถึงรถทัวร์ (ระดับป.1) ของบ้านเรามากๆ ครับ

กว่าจะกลับถึงบ้านบ่ายสองพอดี…. จบสิ้นกับการเดินทาง 20 ชั่วโมง (นานกว่าที่คิดมากๆ)