ສະບາຍດີ ຫຼວງພຣະບາງ ตอนที่ 1

ช่วงนี้มีแต่ท่องเที่ยว ไม่ค่อยจะมีชวนไปหาอะไรกินเหมือนก่อนๆ สักเท่าไหร่

ครั้งนี้ผมก็มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยียนเมืองที่ยูเนสโกยกย่องว่าเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่ยังมีลมหายใจอยู่ใกล้ๆ บ้านเราอย่างหลวงพระบาง ,, ซึ่งจริงๆ ช่วงที่เป็น High season ของที่นี่คือช่วงหน้าหนาว จินตนาการว่าอากาศประมาณ 20 องศา มีหมอกนิดๆ บรรยากาศสบายๆ เช้าๆ เดินพ่นควันตามทางมาหาอะไรกินที่ตลาด ใส่เสื้อแขนยาวบางๆ เดินชิลหรือปั่นจักรยานก็ไม่เหนื่อยมาก ,, น่าสนใจดีมากๆ

แต่ทั้งหมดมันเป็นจินตนาการครับ เพราะในช่วงที่ผมไปนั่นเป็นช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ที่นั่นมีแต่อากาศร้อนสลับกับฝนตก แค่ยืนหายใจเฉยๆ เหงื่อก็ท่วมตัวแล้ว ประมาณว่าถ้าตัวมึงไม่เปียกเหงื่อก็จงเปียกฝนไปซะ

หลวงพระบาง~ เมืองในฝันของหลายๆ คน

จริงๆ เรื่องราวในหลวงพระบางของผมกับเพื่อนๆ ที่แบคแพคกันไปเองสามวันสองคืนกว่าๆ นั้นไม่ได้มีอะไรมากเท่าไหร่ครับ แต่รูปมันค่อนข้างเยอะมาก เลยขออนุญาตแบ่งเป็น 2 ตอนละกัน เดี๋ยวจะโหลดโหดเกินไป ส่วนเนื้อหาหลักๆ จะเป็นการเดินทางจากเชียงใหม่ไปหลวงพระบางนะครับ (ไม่ได้เริ่มจากกรุงเทพฯ นะเธอว์)

เริ่มต้นที่การเดินทาง

หากพูดถึงการเดินทางไปลาว หลายๆ คนจะคิดถึงการนั่งเรือจากตรงชายแดนไทย-ลาว บริเวณอำเภอเชียงของ จ.เชียงรายกับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ของลาว ซึ่งก็แบ่งได้เป็น

  • เรือเร็ว อันนี้เป็นประมาณเรือหางยาวบ้านเรา นั่งกันได้ประมาณ 7-8 คน สวมหมวกกันน๊อคแต่ชูชีพสวมบ้างไม่สวมบ้าง (งงๆ กะคอนเซพนี้เหมือนกัน) ทุกคนนั่งสะท้านลมที่เข้ามาปะทะและแดดที่ร้อนเปรี้ยงตลอดเวลา ถ้าฝนตกก็ทนๆ หน่อยง่อ~ (แนะนำว่าให้อ่าน Blog ของ Nichieme เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น) ใช้ระยะเวลาเดินทาง 7 ชั่วโมงจากเชียงของถึงหลวงพระบาง โดยพักครึ่งทางประมาณ 1 ชั่วโมงให้กินข้าวและหายใจหายคอที่ปากแบง ราคาประมาณ 1500 บาท
  • เรือช้า อันนี้ใช้เวลา 2 วัน 1 คืนในการเดินทาง ราคาประมาณ 900 บาท ,, มีญาติผมคนนึงแกมีโอกาสขึ้นเรือช้า แกบอกว่ามันเหมาะกับคนไม่รีบ มีเวลาเหลือเฟือที่จะไปหลวงพระบาง (ลืมบอกว่าคนไทยสามารถเข้าประเทศลาวโดยไม่ต้องใช้วีซ่าได้เป็นระยะเวลา 30 วัน) ข้อดีคือได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติ แต่ข้อเสียคือเสียเวลาค่อนข้างมาก, ฝรั่งเยอะแถมสูบบุหรี่กันค่อนลำเรือ (หรืออาจทั้งลำเรือ), ส่วนวิวนั้นพอดูนานๆ ก็รู้สึกซ้ำๆ เดิม
  • อย่าลืมนะ ว่านั่งเรือแล้วมันลงแค่เชียงของ ถ้าจะไปเชียงใหม่ก็ต้องต่อรถอีก (ประมาณ 4-5 ชั่วโมงถึงจะถึง)
แอบเห็นเค้านั่งเรือเร็วนี่น่าตื่นเต้นดีนะ

นอกจากนั่งเรือจากเชียงของแล้ว อีกวิธีที่สามารถไปหลวงพระบางจากตัวเมืองเชียงใหม่ได้นั่นคือนั่งรถทัวร์ครับ นั่งจากอาเขตเชียงใหม่ ไปจนถึงอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย แล้วนั่งเรือข้ามฟากไปเปลี่ยนรถที่ห้วยทราย แล้วจึงนั่งรถัวร์ของฝั่งลาวยาวไปยังหลวงพระบาง ใช้เวลาประมาณ 20 ชั่วโมง (เป็นเวลาเดินทางที่ลาวประมาณ 15 ชั่วโมง, เปลี่ยนฝั่ง 1 ชั่วโมง และเชียงราย-เชียงใหม่อีก 4 ชั่วโมง) ซึ่งขอเล่าในตอนที่ 2 ละกันนะ ส่วนค่าใช้จ่ายของการขึ้นรถทัวร์ทั้ง 2 ฝั่งและเรือข้ามฟากสนนราคา 1200 บาทถ้วน (หากซื้อกับบริษัททัวร์อาจโดนขูดรีดเล็กน้อย เป็น 1250-1300 บาท)

ส่วนวิธีที่ผมเลือกสำหรับขาไปสำหรับทริปนี้คือการนั่งเครื่องบินของสายการบินลาวจากเชียงใหม่มุ่งตรงสู่หลวงพระบาง สนนราคาประมาณหนึ่งล้านสองแสนห้าหมื่นกีบ เห็นราคาแล้วอาจตกใจว่านั่งเครื่องบินไปดาวอังคารหรือไงราคาถึงเป็นล้าน แต่หากคำนวณกลับเป็นเงินไทยแล้วจะตกราวๆ 5000 บาท ใช้เวลาบิน 1 ชั่วโมง แป๊บเดียวถึงเลย เร็วมากๆ แต่เครื่องแอบเป็นเครื่องบินใบพัด บินไม่ได้สูงมากนัก พอมองเห็นวิวด้านล่างอยู่ ,, ซึ่งถ้าใครมีตังหน่อย เวลาค่อนข้างจำกัด และไม่อยากดูดดื่มกับธรรมชาติมากนัก ผมว่าเครื่องบินนี่เป็นอะไรที่ตอบโจทย์ได้ดีมาก

น้องๆ แอร์โอสเตสบนเครื่องบินน่ารักมากๆ
สนามบิน, เครื่องบิน และวิวจากบนเครื่อง...

จ้างรถจากสนามบินมาส่งกลางเมือง แล้วเรามาหาที่พักกัน 🙂

เข้าหาที่พักกัน

ที่พักภายในเมืองหลวงพระบางมีเยอะมาก เยอะจนแบบว่าเขตเมืองเก่าเนี่ยเต็มไปด้วยเกสต์เฮ้าท์ กวาดสายตาไปหาบ้านซัก 10 หลังนี่เป็นเกสต์เฮ้าท์ไปเสียกว่าครึ่ง ยิ่งถ้าใครไปช่วง Low season อย่างที่ผมไปเนี่ยไม่จำเป็นต้องจองที่พักก็ได้นะ เดินหาเอาแถวๆ ริมแม่น้ำ/ตามตรอกซอกซอยต่างๆ มีให้เลือกอย่างเพียบ ทั้งโรงแรมไฮโซแบบคืนละหลายร้อยดอลลาร์ หรือแบบเกสเฮาส์ธรรมดาคืนละไม่กี่ร้อยบาท

อย่างที่ผมไปพักครั้งนี้ผมก็เดินหาเกสเฮาส์กับเพื่อนๆ กันเอง โดยมีข้อกำหนดว่าที่พักจะต้องมีแอร์, มี wifi และราคาไม่แพงเกินไป ,, ก็เดินเข้าซอยนั้นออกซอยนี้ ทีแรกเจอเกสต์เฮ้าท์บ้านไม้จำชื่อเป๊ะๆ ไม่ได้ สวยเหมือนกัน ราคาประมาณ 500 บาทต่อวัน แต่รู้สึกว่าไม่ลงตัวยังไงไม่รู้ เลยเดินหาไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายด้วยข้อกำหนดที่ระบุไว้ตั้งแต่ทีแรกและความเหน็ดเหนื่อย+ความร้อนที่ทำให้อยากอาบน้ำแล้ว จึงลงตัวกับที่ Chitlatda 2 guesthouse ในราคาประมาณ 500 บาท/2คืน (ประมาณ 250 บาทต่อคืน)

พอมาถึงก็มาศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ,, แต่ปิด
อารมณ์ตุ๊กๆ บ้านเรา แต่บรรทุกของได้เยอะกว่า
สองข้างทางนี่มีแต่เกสต์เฮ้าท์ ,, เยอะมากๆ
ที่พักสำหรับทริปนี้ครับ ,, กับที่ Chitlatda 2
ตั่งเตียงข้างในดูดีมากกกกกก คืนละ 200 จริงเหรอ!!!

แม้สภาพภายนอกและสภาพเตียงนอนทั้งหลายจะดูดีมากเว่อไม่สมกับราคาคืนละ 250 บาทเท่าไหร่ แต่จริงๆ แล้วแอร์แม่งไม่เย็นครับ เปิดแอร์ 20 องศาแต่ร้อนกว่าอากาศข้างนอก แถม wifi ก็ช้าเป็นเต่าถุย แต่เอาเถอะครับ กับทำเลที่ติดแม่น้ำ, ไม่ไกลจากสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ มากนัก และราคาที่ถูกได้ใจ เลยให้อภัยไปตามระเบียบ

อาบน้ำเสร็จก็มาปักหมุดที่เที่ยวกันหน่อยละกันครับ


View หลวงพระบาง in a larger map

ยามเย็นที่แม่น้ำคาน ,, สวยดีมากๆ

พร้อมแล้วก็ออกเดินทางกัน 🙂

เริ่มที่ร้านกาแฟ Joma

จริงๆ เป็นร้านที่เล็งไว้ตั้งแต่ช่วงที่เดินหาเกสต์เฮ้าท์แล้วว่าจะต้องมากินให้ได้ ,, และเมื่อจัดการเรื่องที่พักและข้าวของทุกอย่างเรียบร้อย เราก็ได้มีโอกาสเข้ามาเยี่ยมร้านกาแฟและได้แตกเงินบาทเป็นเงินกีบครั้งแรกครับ (เพราะว่าลืมแลกเงินจากฝั่งไทยไป) ซึ่งที่ลาวนั้น เราสามารถเลือกใช้ได้ทั้งเงินบาทและเงินกีบนะครับ อัตราแลกเปลี่ยนช่วงที่ผมไปนี่ประมาณ 1 บาทต่อ 25 กีบ หรือคิดง่าย 20 บาทต่อ 5000 กีบ (มีแต่คนถามว่าง่ายตรงไหนวะ!!! — แต่ผมว่าง่ายนะ!!!)

ส่วนกาแฟและขนมที่ร้าน Joma มีให้เลือกเยอะดีครับ แต่เห็นราคาแล้วแอบตกใจ กินกาแฟกะขนมทีนึงตั้งสี่หมื่นกีบ เรายื่นแบงค์พันบาทไปให้ ได้ทอนมาสองแสนกว่ากีบ โอยยยยย งงจังเว้ยยยยย ,, ยอมรับเลยครับว่างงมากกับอัตราแลกเปลี่ยนและหน่วยเงินกีบ กว่าจะคิดได้นี่แทบหยิบเครื่องคิดเลขมาจิ้มไม่ทัน

หน้าร้าน Joma cafe ,, แบว่า ดูเก๋มากอะ
บลูเบอร์รี่ชีสเค๊ก ,, ความอร่อยกลางๆ นะ แต่ราคานี่ไม่ใช่ถูกเลยนะ

จริงๆ เห็นเมนูก็อยากสั่งหลายอย่าง ก็เลยต้องเบรคตัวเองไว้ก่อน เพราะราคาคุณเธอนี่ใช่ย่อยเลยนะ อย่างเค้กชิ้นนึงหรือกาแฟเอสเปรสโซ่เย็นแก้วนึงราคาประมาณ 70-80 บาท ,, ส่วนรสชาติเนี่ย เท่าที่ลองสั่งกาแฟและขนมมา ผมว่าปานกลางนะ พอให้หายอยากได้แต่ไม่ฟิน บ้านเราอร่อยกว่าในราคาที่เท่ากัน

กับร้าน Joma cafe ,,

กับถนนคนเดินเมืองลาว

จากร้านกาแฟเราก็เดินย้อนไปอีกนิดนึงเพื่อที่จะไปตลาดกลางคืน ซึ่งที่นี่ให้อารมณ์คล้ายๆ ถนนคนเดินท่าแพ แต่คนไม่เยอะเท่านะ ซึ่งมองเผินๆ ของที่เอามาขายที่นี่ก็คล้ายๆ บ้านเราแหละ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นตระกูลผ้าปักหรือสิ่งทอนี่แหละ ทั้งผ้าลายพื้นเมือง, กระเป๋า, เสื้อ, กางเกง, ผ้าพันคอ ฯลฯ แถมแต่ละร้านก็มีของขายซ้ำๆ กัน ส่วนราคาก็พอๆ กับที่ถนนคนเดินเชียงใหม่ ซึ่งถ้าชอบ+อยากซื้อจริงๆ ลองต่อราคากับแม่ค้าดูได้นะ

แลกเงินมาซักหน่อย เผื่อจะเจออะไรที่ถูกใจที่บ้านเราไม่มี (ซึ่งไม่เจอ…)

ถ้าหากว่าต้องการจัดระเบียบการเงินตอนไปเที่ยวตอนไปลาวแล้ว แนะนำว่าให้แลกเงินกีบไว้ติดตัวเสมอ เพราะแม้ว่าจะที่ลาวนั้นจะใช้เงินบาทได้ แต่การที่หยิบใบหนึ่งร้อยบาทให้แล้วได้ทอนมาแปดหมื่นสี่พันห้าร้อยกีบนี่งงเอาเสียมาก แถมอัตราแลกเปลี่ยนของร้านอาหารหรูๆ มักไม่ได้เป็นเลขลงตัว บางร้านอิงอัตราแลกเปลี่ยนรายวัน เช่น 1 บาท = 24.80 กีบ ซึ่งเวลาเราได้เงินทอนกลับจะรู้สึกเหมือนที่ร้านเค้าทอนเงินไม่ถูก

แลกเงินไทย 500 บาท ,, ได้เงินกีบมาแบบว่าเยอะมาก นึกว่าเล่นเกมเศรษฐีไงงั้น
บรรยากาศถนนคนเดิน ,, แบบว่า คล้ายๆ บ้านเรานะ
เห็นขายกันเยอะเหมือนกัน ,, เค้าบอกว่าเอาไปใส่บาตร
โดยมากของคล้ายๆ กัน ของที่แปลกหน่อยคงเป็นเสื้อเบียร์ลาว/ฟอนต์ลาว
แวะกินขนมครกเมืองลาว พบว่ารสชาติคล้ายขนมครกเมืองไทย...
แอบแวะวัดใหม่ฯ มาถ่ายรูปหน่อย
มีร้านหนังสือแผงลอยด้วย น่ารักดีนะ

กว่าจะเดินเสร็จก็มืดแล้ว… ซึ่งกลางคืนที่หลวงพระบางเงียบมาก ไม่มีรถราวิ่ง ร้านรวงต่างๆ นี่ปิดเกือบหมด ไม่มีเซเว่นด้วย อยากซื้ออะไรนี่แนะนำให้ซื้อตรียมไว้ตั้งแต่ตอนเย็นจะปลอดภัยสุดๆ ส่วนผับนี่เพื่อนผมที่เคยมาบอกว่าที่นี่เค้าก็มีนะ แต่เค้าจะ zoning ไว้ ซึ่งแอบไกลจากที่พกนิดนึง (แต่ผมก็ไม่ได้ไปนะ ขี้เกียจน่ะ)

นอนเหอะ พรุ่งนี้คิวเที่ยวเยอะ

หาอะไรลงท้อง ก่อนออกทริป…

ตื่นเช้ามาก็ไปหาอะไรกินครับ

เดินออกมาตรงหัวมุมก็เห็นชื่อร้านประชานิยม ขายพวกกาแฟ, Baguette และพวกอาหารพื้นเมืองต่างๆ คืออารมณ์ตอนนั้นนี่ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่า Baguette นี่เค้าเอามากินยังไง เพราะอย่างขนมปังฝรั่งเศสบ้านเราเค้าก็จะกินเข้าชุดแบบอาหารฝรั่ง แต่นี่แบบ เฮ้ย หมูปิ้งไก่ปิ้งน้ำพริกหนุ่ม มันจะเข้ากันเหรอวะ…

คิดไปตั้งนาน เลยถูกเพื่อนลากไปกินอีกร้าน ทีนี้มาแบบอเมริกันเบรคฟาสต์แต่เปลี่ยนจากขนมปังปิ้งเป็นขนมปังฝรั่งเศสครึ่งดุ้น (ซึ่งเยอะมาก) กับแฮม, ชีส, น้ำส้ม, กาแฟลาว และไข่ดาวอีกสองฟอง รสชาติโดยรวมถือว่างั้นๆ ตามมารตรฐานของอเมริกันเบรคฟาสต์

ตรงหัวมุมแถวๆ โรงแรมมีขาย Baguette กับหมูปิ้งใส้อั่ว ,, แปลกดี
สุดท้ายจบลงที่อาหารเช้าแบบฝรั่งที่คุ้นเคย แต่เป็น Baguette แทนขนมปัง

ตั้งใจว่าวันพรุ่งนี้จะหา Baguette สไตล์ลาวให้กินจงได้

เที่ยวถ้ำติ่ง และชม Whiskey ลาว

พออิ่มท้องแล้ว เราก็เหมารถสองแถวไปเที่ยวตามที่แพลนไว้คือน้ำตกกวางสีและถ้ำติ่ง ตกลงราคาที่ประมาณ 1500 บาทกับการเหมาทั้งวัน ซึ่งพวกเราก็ Accept นะ เพราะว่าทั้งสองที่นี่เรียกว่าคนละทิศละทางกันเลย แถมหารต่อคนแล้วก็ตกคนละประมาณ 300 บาท แต่เนื่องด้วยอากาศที่ร้อนระดับหูดับตับไหม้ เราเลยเลือกจะไปที่ถ้ำติ่งก่อน แล้วช่วงบ่ายๆ ค่อยไปเล่นน้ำตกกวางสีกัน

ไปไหว้พระที่ถ้ำติ่ง

ถ้าพูดถึงถ้ำติ่งลอยๆ หลายคนอาจคิดว่ามีถ้ำแล้วก็มีติ่ง อะไรประมาณนี้ แล้วมันน่าสนใจยังไงเหรอ.. (ซึ่งผมคิดแบบนี้จริงๆ) ,, ซึ่งจริงๆ ถ้ำติ่งเนี่ย เป็นถ้ำที่อยู่บนภูเขา ภายในมีพระพุทธรูปเก่าๆ องค์เล็กๆ วางไว้อยู่ตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ประหนึ่งเป็นสถานที่สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว (จริงๆ มันมีเยอะกว่านี้นะ แต่ผมขี้เกียจเล่า ลองหาอ่านเองนะ)

ถ้าจะไปเที่ยวถ้ำติ่ง นอกจากจะเสียค่าตั๋วราคา 20000 กีบแล้ว ยังจะต้องเสียค่าเรือข้ามฟากด้วย (จำไม่ผิด 10000 กีบนะ) ,, ซึ่งถ้ำติ่งมีถ้ำบนและถ้ำล่าง แนะนำให้ไปเยี่ยมชมทั้งสองที่ แต่ว่า การที่จะเดินขึ้นถ้ำบนนั้นจะต้องอาศัยแรงและพละกำลังพอสมควร อย่างตัวผมเอง กว่าจะแบกสังขารอันใหญ่เทอะทะของตัวเองให้ขึ้นไปถึงถ้ำบนนี่เรียกได้ว่าเกือบตาย

หนทางที่ไปถ้ำติ่ง... แบบว่าลูกรังเลยล่ะ
ข้ามแม่น้ำไปก็จะเห็นถ้ำติ่ง ,, เป็นคล้ายๆ ถ้ำที่ชาวลาวเอาพระเข้าไปไว้ข้างในเยอะๆ
จากนั้นก็นั่งเรือข้ามฟากเพื่อไปที่ถ้ำติ่ง...
มีชาวประมง (เยอะด้วยนะ) ทอดแหหาปลากัน
ถึงถ้ำติ่งแล้ว ,, เสียค่าตัว 20000 กีบ
ก็มีคนมาทยอยไหว้พระเรื่อยๆ นะ ,,
อันนี้ส่วนถ้ำติ่งบน ต้องเดินขึ้นมาอีกหน่อย แต่เหนื่อยมาก

ขานั่งเรือกลับจากถ้ำติ่งอากาศมันร้อนมากๆ ซึ่งประจวบเหมาะว่าผมเห็นเด็กๆ กระโดดน้ำเล่นด้วย (อันนี้ถอดเสื้อแล้วกระโดดเล่นจริงๆ นะ) ซึ่งมันคลายร้อนได้ดีมากกกกกก แต่เสียดายเล่นได้แค่แป๊บเดียว เพราะอยู่ดีๆ ก็มีเรือมาจอดเทียบฝั่งตั้งนาน จะรอเล่นแม่น้ำคานก็กลัวจะไม่ได้ไปน้ำตกกวางสี

ไหนๆ มาถึงแล้ว ก็ขอกระโดดน้ำเล่นซักหน่อย 🙂

หมู่บ้าน Whiskey ลาว

และก่อนที่เราจะไปน้ำตกกวางสี พี่คนขับรถกะป๊อก็พาไปแวะหมู่บ้านชาวลาวที่เค้าต้มเหล้า (ซึ่งผมว่ามันน่าจะมีกันแทบทุกหมู่บ้านแหละ เห็นขายกันเยอะมากเลย) ถ้าบ้านเราคงประมาณต้มเหล้ากันเอง แล้วเอางูบ้าง ตะขาบบ้าง แมงป่องบ้าง มาใส่ อารมณ์คล้ายๆ กับยาดองบ้านเรานี่แหละ

ส่วนตัวผมว่ามันเอามาเป็นของฝากหรือของตกแต่งมากกว่าที่จะเอามาเปิดกินนะ

ถ้าเทียบแล้วคงประมาณยาดองบ้านเราแหละ

จริงๆ ในหมู่บ้านนี่ไม่ได้ขายแต่เหล้านะ พวกผลิตภัณฑ์อื่นๆ ก็มีขายอยู่บ้าง ก่อนจะกลับผมก็เลยถือโอกาสซื้อผ้าทอจากแม้ค้าชาวลาวเอามาแต่งบ้าน+เอามาเป็นของฝาก ราคาไม่แพงเท่าไหร่ แถมสวยดีด้วย

ซื้อผ้าเค้าก็เลยเรียกเค้ามาช่วยทอให้ดู

รีบไปน้ำตกกันเถอะ

น้ำตกตาดกวางสี ,, อ่านว่า ตาด-กวาง-สี นะจ๊ะ

จากนั้นเราก็นั่งรถกระป๊อย้อนลงมาทางใต้ครับ ผ่านตัวเมืองย้อนลงมาเรื่อยๆ …

ผมว่านั่งรถกระป๊อไปน้ำตกเที่ยวนี้เป็นการเดินทางที่ยาวนานบนถนนหนทางที่ไม่ค่อยดีนัก ทีแรกคิดว่าการเหมารถโดยมีค่าใช้จ่ายคนละ 300 บาทนี่เป็นสิ่งที่แพง แต่พอเห็นระยะทางแล้วก็ยอมให้เหมือนกัน (ส่วนนึงต้องยอมรับด้วยว่าไม่รู้จะไปน้ำตกยังไงถ้าไม่เหมารถไป) ซึ่งกว่าจะถึงน้ำตกก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายโมงครึ่งแล้ว และเรายังไม่ได้กนข้าวเที่ยงเลย (บอกให้คนขับจอดที่ร้านอาหารที่อร่อยๆ แต่แกไม่จอด สุดท้ายถึงเข้าใจว่าแกจะให้ไปกินร้านตรงหน้าทางเข้าน้ำตกเลย)

หิวมาก เลยสั่งอาหารชุดใหญ่มาก ,, และไหนๆ มาถึงลาวแล้ว ก็ขอส้มตำแบบลาวๆ ด้วย ซึ่งผมว่าอร่อยดีนะ ไม่ได้กลิ่นปลาร้ารุนแรงตามที่จินตนาการไว้ แต่ผมว่ากลิ่นปลาร้ามันกลมกล่อมและละมุนไปกับส่วนประกอบอื่นๆ มาก ซึ่งหนึ่งในนั้นที่น่าจะมีคือกะปิ รวมทั้งผมว่ารสชาติมันลงตัวดีเว่อๆ ไม่เค็มปี๋ แต่กลับเป็นเค็มละมุนๆ ปนหวานหน่อยๆ

เลยจัดไปสองจาน สำหรับคนไม่ค่อยชอบปลาร้าเท่าไหร่อย่างผม

แวะเติมพลังก่อนเล่นน้ำตก ด้วยตำลาวแบบลาวที่เมืองลาว

พออิ่มท้องก็ถึงเวลาเที่ยวต่อครับ ,, จ่ายค่าตั๋ว 20000 กีบแล้วเข้าไปในน้ำตกกันได้เลย

พอดีวันที่ไปเนี่ยเป็นวันเสาร์ที่เรียกว่าร้อนระดับหูดับตับไหม้ ทั้งคนลาวเองและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติก็ต่างพร้อมใจกันไปคลายร้อนที่น้ำตก คนแบบว่าแม่งงงงง เยอะมากกกก กะจะโดดเล่นน้ำตกซักหน่อยนี่แทบจะไม่เหลือมุมให้แทรกตัวเลย ,, แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่าน้ำตกที่นี่สวยดีมากๆ น้ำแบบว่าสีฟ้าอ่อนๆ น่าเล่นมากๆ ถ้ามีโอกาสไม่ควรพลาดที่จะมาเยี่ยมชม (จริงๆ บ้านเราก็มีนะน้ำตกที่เป็นหินปูเนี่ย แต่ที่นี่สวยกว่าจริงๆ)

ถึงน้ำตกแล้ว ,, ค่าเข้าอีก 20000 กีบ
น้ำตกสีฟ้าสวยดีนะ นักท่องเที่ยวทั้งคนลาวและฝรั่งนี่เยอะมาก
แอบดูสาวๆ อาบน้ำ อิอิ
เป็นน้ำตกหินปูนที่สวยมากๆ ที่นึงที่เคยมาเลย
ช่วงร้อนๆ แบบนี้ ใครๆ ก็มาพักผ่อนกันที่น้ำตก
มีเดินขึ้นไปชั้นสูงสุดด้วยนะ ,, แต่สังขารตอนนี้ไม่ไหวแระ...

ตอนนี้ขอเอาแค่นี้ก่อนละกัน เดี๋ยวเหลือตอนหน้าอีกตอนนึง กลัวจะไม่มีอะไรเขียน