ครั้งหนึ่งในชีวิต พิชิตดอยหลวงเชียงดาว ตอนที่ 1

ระหว่างทางที่ผมเดินทางไปกลับระหว่างที่ทำงานกับบ้านของผมนั้นจะต้องเจอดอยหลวงเชียงดาวตั้งเด่นอยู่ทุกครั้งเวลาขับผ่านอำเภอเชียงดาว ทุกครั้งที่ผ่านไปผมก็คิดถึงคำสัญญาที่ผมมีกับเพื่อนๆ intern ฝางด้วยกันเสมอ

ไม่มีอะไรมากหรอกครับ…. จริงๆ แล้วผมกับเพื่อนๆ ที่เป็น intern 1 ที่ฝางด้วยกันเนี่ย เคยสัญญาและตั้งใจกันว่าจะไปดอยหลวงเชียงดาวกันตั้งแต่การเดินทางผ่านเจ้าภูเขาหินปูนลูกนี้ด้วยกันครั้งแรกแล้ว ,, สมัยนั้นเรานั่งรถฮอนด้าแจ๊สของหมอนุ๊กอัดกัน 5 คน พร้อมกับสัมภาระเต็มหลังรถ …จากเชียงใหม่ ผ่านแม่ริม และแม่แตงด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้ถึงฝางเร็วๆ แต่พอถึงอำเภอเชียงดาว พวกเราต่างมีมติให้หยุดรถ ถ่ายรูปและชื่นชมดอยหลวงเชียงดาวเพียงจากพื้นราบ มีเพียงสัญญาและความหวังที่สักวันเราจะได้ขึ้นไปถ่ายรูปและชื่นชมจากส่วนยอดดอย

ดอยหลวงเชียงดาว... ตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเด่น
รูปนี้เป็น inspiration ของการเดินทางในทริปนี้ 🙂

ด้วยภารกิจการงานที่เยอะในทุกๆ วันจนแทบจะไม่มีเวลาพัก มันช่างลำบากที่จะทำให้ทุกคนว่างพร้อมกัน เพื่อไปขึ้นยอดเขาที่เราเคยวาดฝันเอาไว้ว่าจะไปพิชิตมัน ,, ผ่านเดือนพฤศจิกายนและธันวาคนที่เป็นช่วงดอยหลวงเชียงดาวเริ่มเปิดและแนะนำให้ไปช่วงนี้ เพราะป่ามีความสดและมีพรรณไม้ค่อนข้างมาก จนในที่สุดเราก็รวมทีมและนัดหมายวันเดินทางกันได้ในช่วงปลายเดือนมกราคม ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายก่อนที่ดอยหลวงเชียงดาวจะหยุดพักไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม (ดอยหลวงเชียงดาวเค้าไม่ได้เปิดทั้งปีนะ เค้าจะเปิดให้เข้าช่วง 1 พฤศจิกายนจนถึง 31 มีนาคมของทุกๆ ปีเท่านั้นน่ะ)

พร้อมแล้วก็ลุยกันเลย

ไม่ใช่จะมาก็มาได้

การที่จะมาเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาวนั้น ใช่ว่าอยากจะมาก็มาได้ เราจะต้องไปขออนุญาตขึ้นบนดอยหลวงเชียงดาวกับเจ้าหน้าที่เสียก่อนก่อน ถ้าที่กทม. มีที่สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ (แถวๆ จตุจักร) โทร. 02-5614836 หรือจะเป็นที่สำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาวเลยก็ได้ โทร. 053-455802, 089-9551471 ,, แถมเค้ากำหนดนักท่องเที่ยวรวมลูกหาบขึ้นวันละไม่เกิน 100 คนด้วย

หากดูเพียงรูปถ่าย หากไม่ได้มาเอง คงไม่ได้สัมผัสถึงความงดงามเหล่านี้

นอกจากปัญหาเรื่องการขออนุญาตแล้ว การเตรียมตัวก่อนขึ้นก็ถือว่าสำคัญมากๆ เพราะบนดอยหลวงฯ นี่มันคือป่าชัดๆ มีแต่ต้นไม้ สัตว์ป่าและเรา ไม่ต้องหวังจะไปหาร้านขายของชำหรือร้านขายอาหารตามสั่งข้างทางเหมือนภูกระดึง เราต้องเอาทุกอย่างที่จำเป็นต่อการดำรงชีพขึ้นไปเองทั้งหมด ทั้งเต๊นท์, ถุงนอน, อาหาร, น้ำ, ไฟฉาย ฯลฯ ซึ่งถ้าแบกไม่ไหวก็ควรมี “ลูกหาบ” ช่วยเรา ,, รวมพวกทั้งเส้นทางต่างๆ ก็ยากลำบาก ป้ายต่างๆ หายากและน้อยจนแทบจะไม่เกิดประโยชน์ในการบอกทิศทางใดๆ จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมี “คนนำทาง”(ที่มีใบอนุญาตจากทางการ) เป็นผู้ชี้ทางและพาเราเดินไปยังจุดต่างๆ ได้แบบไม่หลง

ส่วนตัวผมว่ารายละเอียดและกฏระเบียบการขึ้นดอยหลวงเชียงดาวค่อนข้างเยอะอะครับ แนะนำว่าไปอ่านที่เวป Trekking Thai เค้ารวมไว้จะดีกว่า เพราะเนื้อหาเค้าเยอะมาก (มากจนขี้เกียจอ่านเลยทีเดียว) อาจมีซ้ำๆ กันบ้างก็เลือกๆ อ่านกันเองก็แล้วกัน

แต่สุดท้ายก็ถือว่าโชคดี ที่มีพี่ชายน้องนุ๊กที่เป็นคนเจนสถานที่ จัดการเรื่องการขออนุญาตขึ้นดอย, วางแผนการเดินทาง, การจ้างลูกหาบ รวมทั้งตนเองจะเป็นคนนำทางให้ด้วย เพราะไม่งั้นก็คงจะเสียเวลาในการเตรียมตัวอีกไม่น้อย

วางแผนกันนิดนึงนะ

เริ่มต้นการเดินทางของผมครั้งนี้เราเริ่มที่บ้านของน้องนุ๊กตรงอำเภอเชียงดาวเลย เตรียมข้าวเตรียมของ อาหารการกินต่างๆ และแพคกระเป๋ากันในคืนก่อนขึ้น แล้วก็เอามาชั่งน้ำหนักกันเพื่อไม่ให้เกินกำหนด 20 กิโลกรัม อาจดูโรคจิตนิดๆ แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ เพราะ 20 กิโลกรัมเป็นน้ำหนักสูงสุดที่เค้าอนุญาตให้ลูกหาบแบกน่ะ ,, ในคืนนั้น ทุกคนแอบตื่นเต้นและเป็นกังวลกับเส้นทางในวันพรุ่งนี้ ที่มีหลายๆ คนขู่ไว้ว่าโหดสุดๆ …. (แต่ผมก็นอนหลับสนิทดีนะ)

ว่าแล้วก็กางแผนที่ปักหมุดตำแหน่งและเส้นทางคร่าวๆ เพื่อลดความกังวลกันครับ อาจดูยากนิดนึงแต่จะพยายามอธิบายให้ละกันครับ (เส้นทางบางส่วนเป็นเส้นทางโดยประมาณที่ผมทำเองนะครับ อาจไม่ใช่เส้นนี้เป๊ะๆ หรือจุดนี้เป๊ะๆ แต่เอาเป็นว่าใกล้เคียงละกันครับ)


View ดอยหลวงเชียงดาว in a larger map

การเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาวนั้นหลักๆ มี 3 เส้นทาง

  • ขึ้นทางหน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอก หรือมีอีกชื่อว่าเด่นหญ้าขัด (เส้นสีน้ำเงิน-เขียว-เหลือง) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของการเดินทางของทริปนี้ด้วย ,, ข้อดีของการเดินขึ้นจากทางเด่นหญ้าขัดคือทางไม่ชันมาก เดินได้เรื่อยๆ แต่ข้อเสียคือระยะทางค่อนข้างไกลกว่าหนทางอื่นๆ และข้อเสียอีกอย่างคือราคารถเค้ามาส่งจากตัวเชียงดาวเข้าเด่นหญ้าขัดแพงกว่าตรงปางวัวค่อนข้างมาก (ประมาณพันกว่าบาทนต่อรอบนะ)
  • ขึ้นทางเส้นทางบ้านนาเลาใหม่ หรือที่เค้าเรียกกันว่าปางวัว (เส้นทีเทาๆ ด้านบนๆ หน่อย) ผมไม่ได้ขึ้นทางนี้นะเลยไม่ได้รับรู้ความรู้สึกของการลุยทางนี้ แต่เห็นผู้มีประสบการณ์เค้าบอกว่าระยะทางจะสั้นกว่ากาารขึ้นจากเด่นหญ้าขัด แต่ทางค่อนข้างชันและโหดกว่าในระดับหนึ่ง ,, ซึ่งสุดท้าย เส้นปางวัวและเด่นหญ้าขัดจะบรรจบกันตรงสามแยก (สังเกตที่จุดปักหมุดสีเหลืองอันซ้ายสุด (ที่เส้นสีเทารวมกับเส้นเส้นสีน้ำเงิน-เขียว-เหลือง) และกลายเป็นสีน้ำเงิน-แดง-ม่วง)
  • อีกทางนึงหรือชื่อว่าบ้านถ้ำ ,, เส้นทางนี้เคยเปิดให้ใช้ราวสิบกว่าปีก่อน โดยขึ้นแถวๆ ถ้ำเชียงดาวแล้วไปโผล่แถวๆ กิ่วลม ซึ่งถ้าดูแผนที่แล้วต้องบอกกว่าใกล้มากๆ แต่เพราะความชันโหดและอันตรายของมัน ปัจจุบันเค้าจึงไม่อนุญาตให้ขึ้นผ่านเส้นทางนี้แล้ว

พร้อมแล้วก็เริ่มเดินทางกันเลย

ในรุ่งเช้าที่อุณหภูมิไม่ถึงสิบองศาที่เชียงดาว เสียงนาฬิกาปลุกของทุกคนก็ผลัดกันดังขึ้นราวๆ ตีห้านิดๆ เพื่อให้ตื่นและกินอาหารเช้าให้ทันเวลาที่ทุกคนจะนัดเจอกันที่รถกระบะโฟร์วีลซึ่งเป็นยานพาหนะที่เราจะใช้เดินทางไปยังเด่นหญ้าขัด (อยากบอกว่าอาหารเช้ามื้อนี้สำคัญมากๆ คล้ายๆ เป็นการเติมน้ำมันให้เต็มถังเลยทีเดียว) และได้ฤกษ์ล้อหมุนที่หกโมงสิบนาที

สาเหตุนึงที่ต้องเร่งแหกขี้ตาตื่นกันขนาดนี้ก็เพราะว่าเราจะไปแค่ 2 วัน 1 คืนครับ

คือถ้าสังเกตทัวร์ส่วนมากเค้าจะไปกัน 3 วัน 2 คืน คือเค้าจะเริ่มเดินทางจากเชียงใหม่ช่วงเช้าๆ กว่าจะถึงเชียงดาวก็สายๆ จะเริ่มตรวจเช็คของ กว่าจะฟังเจ้าหน้าที่อบรมเสร็จและพร้อมเดินทางจริงก็ราวๆ เที่ยง ทำให้ต้องนอนพักระหว่างทางด้วย 1 วัน(คือตรงดงกล้วย จุดสีเหลืองตรงกลางๆ เยื้องไปทางซ้ายนิดๆ ) ข้อดีก็คือมีโอกาสพักเอาแรงระหว่างทาง แต่ข้อเสียคือจะไม่ได้อาบน้ำเพิ่มอีกวันนึง ,, แต่ส่วนตัวผมว่า ถ้ากะมาเที่ยวสนุกๆ แค่ครั้งเดียว+ไม่มีคนรู้จัก ผมว่ามากับทัวร์ก็ดีนะ แพงกว่ามาด้วยตัวเองนิดหน่อยแต่สะดวกกว่าเยอะ

ข้าวต้มร้อนๆ สองถ้วย ,, สุดยอดแหล่งพลังงานในทริปนี้
เร่งขับรถไปยังหน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอกเพื่อไม่ให้สายเกินไป

ระหว่างทางก็แวะถ่ายรูปทะเลหมอกที่จุดตรวจสัตว์ป่าจอมคีรี พอดีกับที่พระอาทิตย์ขึ้นพอดี

บรรยากาศตอนเช้า ณ จุดตรวจสัตว์ป่าจอมคีรี
แวะถ่ายรูปทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่นี่ก่อน สวยดีมากๆ

จากนั้นเราก็นั่งรถผ่านถนนลูกรังอีกประมาณชั่วโมงกว่าๆ ในจุดนี้นอกจากคดเคี้ยวและถนนยังขรุขระระดับดาวอังคารเลย จินตนาการไม่ออกเลยว่าหน้าฝนมันจะเละเทะแค่ไหน ,, ในที่สุดเราก็ถึงบริเวณที่เป็นจุดเริ่มเดินเท้าของเราตรงหน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอกครับ

เริ่มต้นเดินเท้าในจุดนี้

จริงๆ ผมว่าตรงเด่นหญ้าขัดเป็นอะไรที่สำคัญมากๆ เลยนะ เพราะนอกจากจะเป็นจุดที่ตรวจเช็คของและชั่งสัมภาระทุกสิ่งอันแล้ว ตรงนี้่ยังเป็นจุดพักให้หายมึนจากเส้นทางตะกี้ และเป็นจุดสุดท้ายที่มีส้วมซึมให้เราใช้ด้วย…. ใช่ครับ เพราะเส้นทางหลังจากนี้ไปหากเราจะถ่ายหนักก็คงมีแต่ส้วมหลุมและส้วมขุดเท่านั้น (จริงๆ ที่นี่อนุญาตให้เป็นจุดตั้งเต๊นท์ด้วยนะ)

บรรยากาศที่หน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอก ,, ที่สุดท้ายที่มีห้องน้ำนะ
ชั่งน้ำหนักสัมภาระกันตรงนี้แหละ ,, ต้องแบ่งมาแบกเองด้วยแฮะ
มั่นใจในชุดของตัวเองมากๆ

ชุดผมอาจดูแปลกๆ หน่อย เหตุเพราะว่าทีแรกผมก็คิดว่าใส่กางเกงสามส่วนตัวโปรดเดินลุยขึ้นดอยก็น่าจะพอแล้ว เพราะระยะทางตั้งไกล จะใส่กางเกงยีนส์ฟิตๆ ก็คงเดินลำบาก ,, แต่หลังจากที่ทุกคนเห็นชุดแล้วก็ส่ายหน้าพร้อมบอกว่าไม่ไหวหรอก พวกหญ้าคาใบใหญ่ๆ ข้างทางมันจะบาดเอา สุดท้ายผมก็เลยตัดสินใจใส่กางเกงวอร์มซ้อนกางเกงสามส่วนไปอีกชั้นนึง กะว่ารองก้นหนาๆ หน่อย เผื่อหกล้ม เดี๋ยวกางเกงวอร์มขาด

ส่วนพวกสัมภาระต่างๆ ที่ไม่มีการแตกหัก เช่นพวกเต๊นท์, ถุงนอน, น้ำดื่มและอาหารสำหรับคืนนี้/วันพรุ่งนี้, เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม, รองเท้าแตะ, ขาตั้งกล้อง ฯลฯ แนะนำให้เอาใส่กระเป๋าแล้วฝากพี่ๆ ลูกหาบขึ้นไป ,, ส่วนเราพกของนิดหน่อยก็พอ

คหสต. ผมนะ ผมว่าเราควรมีเป้หรือกระเป๋าเล็กๆ สะพายหลังติดตัวไปสักใบ อย่างน้อยก็เอาไว้ใส่

  • เสื้อกันหนาว (ที่เราใส่กันหนาวตอนเช้าๆ แต่ตอนเดินจริงแล้วร้อนมาก ส่วนตัวแนะนำให้ใส่เสื้อแขนยาวบางๆ รองไว้ชั้นนึง เพราะว่าเดี๋ยวเราต้องเดินฝ่าดงหญ้าคา ถึงเวลาจริงถอดเสื้อกันหนาวแล้วถ้าไม่มีอะไรบังแขนเราไว้เกรงว่าจะลำบาก)
  • น้ำดื่มและขนมระหว่างเดินทาง (อันนี้สำคัญมากๆ ปริมาณน้ำนี่จะพกไปมากน้อยก็ตามระดับความฟิตของร่างกายนะ แต่อย่างน้อยควรมีคนละหนึ่งลิตร (อย่างตอนผมเดินขึ้นลงนี่กินรอบละลิตรครึ่งเลย) โดยเลือกขวดขนาด 500 cc. 2-3 ขวด ดีกว่าขวด 1.5 ลิตรขวดเดียว)
  • ของจิ๊กๆ จ๊อกๆ ที่ระหว่างเดินแล้วขี้เกียจถือหรืออาจต้องใช้ระหว่างทางเช่นทิชชู่, ผ้าเช็ดหน้า, แว่นตา, ฯลฯ)

กะว่าเบาๆ แต่วันนั้นเป้สะพายหลัง 7 โล (มีน้ำดื่มโลครึ่ง) กับกล้องถ่ายรูป 3 โล ,, ทั้งตัวก็ราวๆ สิบโลเหมือนกัน

เริ่มเดินกันแล้วสินะ...

ทุกอย่างพร้อม ก็ไปกันเลยครับ

ก้าวแรกบนเส้นทางสู่ยอดเขา

ก็ไม่มีอะไรมากครับ ก็เดินๆ ตามพี่ๆ เค้าไปครับ (จริงๆ เหมือนจะมี track ให้เราเดินอยู่แล้ว ไม่น่าหลงเท่าไหร่) ,, ช่วงแรกๆ จะเป็นป่าสนครับ เส้นทางชิลๆ คล้ายเป็นการวอร์มอัพ แต่แถวนี้ต้องระวังนิดนึงเพราะใบสนที่ร่วงหล่นลงมามันลื่นใช้ได้เลย ถ้าโชคดีก็แค่ลื่นจ้ำเบ้า ถ้าโชคร้ายหน่อยก็ลื่นลงขอบทาง (ที่มีลักษณะคล้ายเหว) ไปเลย…

เดินไปอีกนิดก็เจอดงหญ้าคา ส่วนตัวผมว่าหญ้าคามันก็เยอะในระดับนึงแล้วนะ เยอะจนคิดว่าไอ้ชื่อว่าเด่นหญ้าขัดเนี่ยมันน่าจะมาจากหญ้าคาที่รกรุงรังตลอดตามทางและคอยพันแข้งขัดขาเรา แต่หลังจากบ่นไปซักช่วงพี่คนนำทางบอกว่าความหนาแน่นของหญ้าคานี้แค่ระดับวอร์มอัพ เส้นทางด้านหน้าสิถึงจะเป็นของจริง เฮือกกกกกก… (ส่วนที่มาของปางวัวอาจมาจาก มึงต้องถึกราวกับวัวถึงจะขึ้นทางนั้นได้ ,, อันนี้คิดเอาเองนะ ^^)

แถมผมว่าแถวนี้ก็เดินไม่ได้ง่ายนะ เพราะทางเดินที่เป็นดินจริงๆ มีหน้ากว้าประมาณฟุตนึง แถมพื้นก็เอียงๆ ลื่นๆ ด้วย ส่วนด้านซ้ายเป็นหญ้าคา ด้านขวาเป็นหลุมดินลงไป ใครพลาดก็ตัวไปตัวมันละครับ (จริงๆ เหมือนมีกอหญ้าคารอดักเราไม่ให้เราหลุมดินไปนะ)

เริ่มต้นเดินกัน กับป่าสนและหญ้าคาแบบขำๆ
ดงหญ้าคาระดับวอร์มอัพ....
ยิ่งเดิน... หญ้ายิ่งหน้าขึ้นเรื่อยๆ (นี่ใช่ทางที่คนเค้าเดินกันจริงๆ เรอะ)
ระหว่างทางเดิน และเส้นทางลื่นๆ ถ้ามีไม้เท้าก็จะช่วยได้มากๆ เลย
เราเริ่มเห็นยอดดอยบ้างแล้ว ,, จะไกลไปมั้ยวะนั่น

เดินไปเรื่อยๆ สังเกตไปเรื่อยๆ + ฟังที่พี่เค้าเล่าแล้ว พบว่าดอยหลวงที่ผมเคยเข้าใจนั้นไม่ใช่เป็นดอยโดดๆ ที่มียอดดอยเดียว หรือบางครั้งเวลาผมมองดอยหลวงเชียงดาวตอนขับรถผ่านนี่ให้อารมณ์แบบภูเขาหินปูนหน้าตัดเรียบ (ไม่เชื่อลองไปดูรูปแรกก็ได้นะ) แต่จริงๆ แล้วดอยหลวงเชียงดาวไม่ใช่ภูเขาที่มียอดเดียวหรือภูเขาที่มีหน้าตัดเรียบๆ ที่เคยเข้าใจมาตลอด แต่จริงๆ ภายในยังประกอบไปด้วยยอดดอยอีกหลายๆ อัน ทั้งยอดปิรามิด, ดอยสามพี่น้อง, กิ่วลม และยอดดอยหลวงเชียงดาว

ก็เดินไปเรื่อยๆ แหละครับ แลดูยังเหลืออีกไกล

กับเส้นทางที่เหลืออีกไกล

ถ้าสังเกตแผนที่ด้านบน เส้นทางของเรายังเหลืออีกเพียบ ก็เดินไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พักจิบน้ำบ้าง หยิบขนมมากินบ้าง (แต่ขนมนี่อย่ากินบ่อยนะ เพราะดูดน้ำเยอะมากเลย) ส่วนตัวผมถือ concepts ที่ว่าพยายามอย่าให้หิวน้ำจัดๆ แล้วซัดโฮกๆ ถ้าเริ่มหิวน้ำก็เริ่มจิบน้ำ จิบไปเรื่อยๆ ประคองไป เลยดูเหมือนจะกินน้ำเยอะกว่าคนอื่นๆ (ซึ่งเยอะกว่าจริง!!!!)

ขณะเดินผ่านดอยสามพี่น้อง (ในจุดนี้มองไม่ออกเลย)
จุดหมายข้างหน้า ,, ส่วนแหลมๆ ที่เห็นคือยอดปิรามิด

จนถึงช่วงสามแยก เราก็นั่งแกะข้าวเที่ยงที่เตรียมไว้มากินกัน (เป็นข้าวเหนียวหมูทอด) เติมพลังได้ดีสุดๆ ส่วนหลังมื้ออาหาร หากใครจะนอนพักซักงีบสองงีบเพื่อเอาแรงก็ไม่ว่ากัน แต่ขอให้มากันให้ทันยอดดอยก่อนพระอาทิตย์ตกนะ

จริงๆ เดินไปอีกนิดก็ถึงดงกล้วยแล้วนะ (อารมณ์แบบเป็นลาน พื้นราบๆ ร่มๆ มีโขดหินในนั่งพักหรือพิงได้สบายๆ) ซึ่งดงกล้วยนี่แหละนี่จะเป็นจุดพักแรมสำหรับคนที่มาแบบทัวร์ 2 คืน 3 วัน แต่แถวนี้ผมสำรวจดูไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจนะ (หรืออาจมีแต่ผมไม่รู้ก็ได้)

ถึงแล้ว.... จุดพักแรมอีกจุดนึง ตรงนี้เรียกกันว่าดงกล้วยครับ
ใครเหนื่อยก็พักกันไปครับ แต่อย่าเพลินละกัน

พร้อมแล้วก็ไปกันต่อเลย

ลุยป่าหญ้าคา

จากนั้นก็เดินไปเรื่อยๆ ครับ เราจะพบกับป่าหญ้าคาของจริง ขึ้นสูงและหนามากๆ รับรองเลยว่าถ้าใครไม่ใส่เสื้อแขนยาวหรือกางเกงขายาวมาแล้วโดนบาดเลือดสาดกระจายแน่ๆ (ซึ่งผมก็โดนตามมือนิดหน่อย) หรือถ้าจะให้ดี ควรมีหมวกแบบปิดหน้า แว่นตา ถุงมือ และผ้าคลุมหน้า (เอาคลุมแบบฮิญาบแบบที่มีปิดหน้าไปเลยก็ได้นะ)

หญ้าหนาและเยอะจนมองไม่เห็นทางเลย
แต่งตัวกันขนาดนี้หญ้ายังบาดหน้าได้อยู่เลยอะ ;___;)/

แถวนี้ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเยอะ เพราะมีแต่หญ้าคา…. เดินต่อกันดีกว่า

ฝ่าหัวรถบัส

พอฝ่าดงหญ้าคามาได้ก็จะเจอโซนที่เป็นทางชันต่อเนื่องที่ถือว่าเป็นจุดที่หนักมากๆ เราเรียกตรงนี้ว่าหัวรสบัสครับ

คือถ้าเทียบแล้ว ตรงนี้เราจะเริ่มการปีนขึ้นดอยแบบจริงจัง (ที่ผ่านมาขอเรียกว่าเดินขึ้นดอย) ,, ทางแถวนี้ส่วนมากเป็นโขดหินลักษณะคล้ายหินปูสลับกับหญ้าคาไม่สูงมาก มีต้นไม้รูปร่างประหลาดที่ไม่เคยเห็นที่พื้นราบขึ้นสลับประปรายบ้าง มีภูเขาหินปูนแล้วมีต้นปาล์มอยู่ข้างบนด้วย (แปลกดีๆ) แต่ส่วนใหญ่ของเส้นทางแดดจัดและร้อนเอาเสียมากๆ

ทางแถวนี้ชันโหดมากๆ ผ่านจุดนี้ไปได้ก็สบายแล้ว
ภูเขาหินปูน ต้นไม้ทรงประหลาด และท้องฟ้าสีสด (ใช้ CPL นะจ๊ะ)
มองย้อนไปในจุดที่เราผ่านมา จึงเข้าใจว่าทำไมเค้าถึงเรียกว่าดอยสามพี่น้อง
สามคำกับภาพนี้ ,, เหนื่อย-ชิบ-หอย
เห็นยอดดอยลิบๆ แล้ววววววว

ฝ่าหัวรสบัสมาได้ก็เดินทะลุป่าอีกนึดนึงก็จะถึงจุดกางเต๊นท์ของเราแล้ว (อ่างสลุง) ,, ซึ่งในตอนนั้นก็เกือบๆ สี่โมงแล้ว คิดคร่าวๆ นี่เราใช้เวลาเดินตั้งแต่เด่นหญ้าขัดเริ่มจนถึงจุดกางเต๊นท์นี่ประมาณ 6-7 ชั่วโมงเลย หรือเฉลี่ยๆ นี่เดินประมาณ 1 กม./ชม.เลย

รีบเก็บของ แล้วขึ้นยอดดอยกันครับ เดี๋ยวไม่ทันพระอาทิตย์ตกดิน

สู่ยอดดอย 2225 เมตร (จากระดับน้ำทะเล)

พอเก็บของเสร็จก็รีบขึ้นยอดดอยกันครับ

ถึงแม้ว่าจะร้อนแค่ไหน จะเหนื่อยแค่ไหน ก็อย่าลืมแบกเสื้อกันหนาวและไฟฉายใส่กระเป๋าไปด้วยละกันครับ

ส่วนทางเดินจากอ่างสลุงขึ้นยอดดอยนี่ก็ไม่ธรรมดานะครับ ทางมันเป็นโขดหินแล้วก็ชันโหดๆ โคตรๆ บางช่วงต้องเอามือปีนโขดหินเอา ทรงตัวลำบากมากๆ แค่นำพาตัวเองขึ้นไปก็ลำบากมากๆ แล้ว ,, ส่วนตัวนะ ผมว่าถ้าไม่ serious ในการถ่ายภาพมากนักไม่ต้องแบกขาตั้งกล้องขึ้นมาด้วยก็ได้นะ

ป้ายบอกทางขึ้นดอย ,, อันเล็กมากและมีแค่อันเดียวเอง
ก็เดินขึ้นดอยกันครับ ,, ดูเหมือนไม่ไกล แต่กว่าจะถึงนี่เหนื่อยมากๆ
ผมว่าตรงโหดๆ แถวนี้คือการปีนโขดหินนี่แหละ
แถมทางก็แม่ง.... ชันสุดๆๆ
บรรยากาศระหว่างทางขึ้นก็สวยโคตรๆ แล้ว
เมื่อเช้าเราอยู่ตีนดอย ,, ตอนนี้เราอยู่เหนือเหล่าดอยทั้งหมด

สุดท้าย… เดินมาชั่วโมงกว่าๆ เราก็ถึงยอดดอยแล้ว

ระหว่างเดินขึ้นมานี่เหนื่อยมากๆ เลย แทบอยากจะเดินถอยลงไปนอนที่เต๊นท์เลย ไม่ไหวแล้วๆ แต่ก็อดทนเดินต่อไป แต่พอถึงยอดแล้วหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เพราะข้างบนนี่สวยโคตรๆ สวยราวกับสวรรค์เลย แถมพระอาทิตย์ก็ยังไม่รีบตกด้วย เก๋ๆๆๆ

ข้างบนลมแรงมากๆ แถมอากาศนี่เย็นในระดับนึงเลยนะ (ขนาดตอนนั้นพระอาทิตย์ยังไม่ตก ซึ่งตอนพระอาทิตย์ตกแล้วนี่หนาวกว่านี้อีกเท่าตัวเลย) ถึงขั้นที่ตอนเดินแล้วเหงื่อแตกพลั่กๆ พอถึงยอดดอยต้องรีบคว้าเสื้อกันหนาวมาใส่กันโดยฉับพลันเลยทีเดียว ,, แต่ผมว่าในจุดนั้นสดชื่นและสบายมากๆ เลย

ถึงแล้ว... จุดที่สูงที่สุดของดอยหลวงเชียงดาว
อากาศหนาว+ลมแรงมากๆๆๆๆๆ
พระอาทิตย์ยังไม่ตกดินแฮะ ดีใจๆๆๆ นึกว่าจะมาไม่ทันแล้ว

จากนั้นก็นั่งดูพระอาทิตย์ค่อยๆ ตกดิน จิบน้ำเปล่าที่แบกมาด้วย (ตอนเดินขึ้นมาบนยอดดอยอย่าลืมเอาน้ำมานะ เอามาซัก 500 mL ก็น่าจะพออยู่) เพลินดีมากๆ (จริงๆ ถ้าได้โค๊กซักกระป๋องนี่จะฟินมากๆ) ส่วนใครจะถ่ายรูป, เดินเล่นหรืออะไรก็เต็มที่ เรามีเวลาเล่นบนยอดดอยจนกว่าพระอาทิตย์จะตกดินราวๆ อีกยี่สิบนาที

จากตรงนี้ เห็นยอดดอยทั้งหมดที่เราเดินผ่านมา เหมือนกับมันอยู่ใต้เท้าเราเลย
พระอาทิตย์ค่อยๆ คล้อยต่ำลง....
ในที่สุด ก็ตกอย่างสมบูรณ์แบบ ,, สวยมากๆ เลย

สวยจริงๆ แฮะ

ค่ำคืนแห่งดอยหลวงเชียงดาว

หลังจากที่เราชื่นชมแสงอาทิตย์สุดท้ายของวันไป เราก็ต้องมาผจญกับความมืดและความเหน็บหนาวของยามค่ำคืนต่อ

(ช่วงนี้ไม่มีรูปนะครับ)

กลางคืนของที่นี่มืดและมืดสนิทมากๆ เริ่มตั้งแต่ตอนเริ่มเดินลงยอดดอยเลย มองไม่เห็นทางอะไรเลย แบบว่าถ้าไม่ได้เตรียมไฟฉายมาไฟฉายนี่แทบจะไม่ต้องเดินลงแล้ว เพราะขนาดตอนขึ้น (ที่มีแสงสว่าง) ยังลำบากขนาดนั้น ตอนลงนี่ก็โคตรเสียวเลย ทางชันมาก แถมถ้าพลาดล้มกระแทกโขดหินและเกิดกระดูกกระเดี้ยวหักนี่คงลำบากโคตรๆ กว่าจะลงไปถึงพื้นได้นี่เหงื่อแตกซิก (ทั้งๆ ที่อากาศหนาว+ลมแรงมาก)

พอถึงอ่างสลุงก็รีบเก็บของต่างๆ ในเต๊นท์ของใครของมัน แล้วมาก่อกองไฟจิ๋วๆ+กินข้าวกัน ซึ่งอาหารหลังในมื้อเย็นเป็นข้าว(ที่หุงเตรียมมาตอนเช้า)กับโคตรอาหารกระป๋อง (ทั้งหอยลายกระป๋อง, ปลากระป๋องหลากรสหลายสไตล์ ตั้งแต่รสมะเขือเทศคลาสสิก, รสกระเพา, รถเครื่องแกง ฯลฯ) กับพวกอาหารแห้งต่างๆ (เช่นหมูหยอง ,ปลาหมึกแห้ง (เอาไปปิ้งนิดๆ อร่อยมากๆ), แหนม, หมูยอ) ,, แม้ว่าอาหารกระป๋องและอาหารแห้งทุกชิ้นเราจะกินกันแบบเย็นๆ แต่ด้วยความหิวโหยจากการใช้แรงมาทั้งวัน ทุกคนจึงกินด้วยด้วยความเอร็ดอร่อยประหนึ่งว่ากินกันที่ภัตตาคารเลยทีเดียว (เชื่อว่าถ้าอยู่พื้นราบแล้วไม่กินแบบนี้แน่นอน อย่างน้อยต้องขอเวฟก่อน)

หมดอาหารคาวเราก็เสาะแสวงหาของหวานกิน ซึ่งในที่เตรียมมานี้ก็คงไม่เกินขนมปังทาแยมและโอวัลตินร้อน ซึ่งอยากบอกว่า ขนมปังปิ้ง (เอาไปอังๆ บนกองไฟจิ๋ว) และโอวัลติดร้อนๆ นี่กินแล้วฟินสุดๆ คือตอนนั้นมันหนาวมากๆ (จำไม่ผิดประมาณสามทุ่ม อุณหภูมิสามองศาเซลเซียส) ได้เอามืออังไฟหน่อย เอาอะไรอุ่นๆ เข้าปากแล้วรู้สึกดีมากๆ

ราวๆ สี่ทุ่มก็ถึงเวลากางถุงนอน, ใส่ earplug, ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตีสี่ครึ่ง แล้วเจอกันพรุ่งนี้เช้าครับ

(เห็นว่าตอนกลางคืนมีคนเจอเลียงผาลงมาแถวๆ เต๊นท์ด้วย แต่ผมหลับสนิทมากเลย)