คำนวณภาษีครั้งแรก, LTF และการบริจาค

ช่วงต้นเดือนนี้เริ่มเห็นพี่ๆ หลายคนตื่นตัวเรื่องการเสียภาษี ส่วนเราก็เดินงงๆ ไปวันๆ เพราะไม่เคยมีประสบการณ์อะไรมาก่อน จนกลางๆ เดือนก็เริ่มเห็นเพื่อนๆ ตื่นตัวและคำนวณภาษีแล้ว ไอ้เราก็เริ่มมีตะหงิดๆ บ้างเพราะคุยกับใครไม่รู้เรื่องเลย (โดยเฉพาะน้องรัฐที่น่าจะเป็นคนแรกๆ ที่กระตุ้นให้เกิดการวางแผนเรื่องการเงินและการคำนวณภาษี)

พอเริ่มคุยกับพี่ๆ หลายๆ ครั้ง ปรึกษาหลายๆ คน เริ่มพอสร้างจินตนาการได้คร่าวๆ เกี่ยวกับภาษี ก็คิดว่าถึงเวลาที่เราจะต้องทำบ้างแล้ว (ก่อนที่จะสายไป)

ค้นบัญชีมาคิดรายได้

ข้อเสียอย่างนึงของการเป็นหมอจบใหม่ (ส่วนมากเท่าที่สังเกตนะ) คือจะไม่ค่อยเข้าใจระบบบัญชี รวมทั้งการจัดระบบ/วางแผนทางการเงินค่อนข้างห่วยแตกมาก อีกทั้งระบบการให้เงินเดือนเดี๋ยวนี้มันก็เพิ่มความยากในการวางแผนด้วยแหละ คือระบบมันจะโอนเงินมาแบบไปเรื่อยเลยแล้วมาแบบไม่บอกด้วยว่าไอ้นี่คืออะไร เงินบางอย่างก็มาตรงทุกเดือน เงินบางอย่างก็มาแบบรวมๆ กันสองสามเดือนมารอบเดียว เช่นบางทีก็มีเงินโอนเข้ามา 10,000 บาท ซึ่งก็ไม่ทราบว่าคืออะไร ก็เดาๆ เอาเองว่าเป็นเงินไม่ทำเวชฯ 1 เดือนหรือพตส.2 เดือนกันแน่

ส่วนตัวแนะนำให้อัพบุ๊คแบ๊งค์บ่อยๆ รวมทั้งจดเพิ่มด้วยว่าเงินนี้เป็นเงินอะไรของเดือนอะไร ถ้าขยันก็จดลงใน excel ทำ database ละเอียดๆ เผื่อต้องคำนวณอะไร จะได้สะดวก (บางธนาคารถ้าเราไม่อัพบุ๊คแบงค์สักช่วงนึงมันจะชอบรวบมาเหลือรายการเดียว ซึ่งจะมีปัญหาในการเช็คย้อนกลับ หรือจะเช็คทาง E-Banking ก็จะย้อนได้แค่ 3 เดือน)

บวกลบคูณหารในบัญชี มีรายได้เข้ามาจากการทำงาน 482,157.72 บาทแฮะ

คำนวณภาษีแบบคร่าวๆ ของผมในปีนี้

อ้างอิงจากเวปกรมสรรพากรหน้านี้ ดูคร่าวๆ ในสมุดบัญชีแล้ว ปีนี้ก็คงหนีไม่พ้นภาษีในอัตรา 10%

อัตราการจ่ายภาษีปี 2554 ตามลำดับขั้น

แต่เงินดังกล่าวในสมุดบัญชี เค้าเรียกว่า”รายได้พึงประเมิน”ซึ่งเป็นรายได้เพียวๆ ที่เราได้รับจริง แต่เงินภาษีที่จะเสียจะเอายอด”เงินสุทธิ” พูดง่ายๆ ก็คือเป็นยอดเงินที่ผ่านการลดหย่อนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปจนหมดจนสิ้นแล้ว ,, ซึ่งการคำนวณค่าลดหย่อนนี่เป็นอะไรที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากๆ ต้องคิดประมาณ 8 ตลบก็ยังไม่จบไม่สิ้น

รายการหักลดหย่อนภาษีจริงๆ มีเยอะมากๆ เลยนะ แต่สำหรับหมอจบใหม่ โสด ตัวเปล่าเล่าเปลือย ไม่มีกิจการส่วนตัว ,, ก็จะหารายการลดหย่อนได้ก็มีไม่กี่รายการเอง คิดเองคร่าวๆ ก็ได้ดังนี้

  • รายได้พึงประเมิน ที่ได้ทั้งหมดที่ได้รับโอนมาจากบัญชีที่ให้ทางโรงพยาบาลไปจนถึงจนถึง 25 ธ.ค. 2554 ก็ได้อยู่ที่ 482,157.72 บาท (คิดง่ายๆ ให้ลงตัวก็เอาที่ 483,000 ละกันนะ)
  • หักค่าใช้จ่าย 60,000 บาท
  • หักค่าลดหย่อนส่วนตัวผู้มีรายได้ 30,000 บาท
  • หัก กบข. 3% ของเงินเดือน ซึ่งคิดแล้วได้ 390 บาท/เดือน รวม 2730 บาท
  • หัก LTF 15% ของรายได้ (15% ของ 483,000) ได้ 72,450 บาท

เงินหลังจากการหักค่าลดหย่อนและค่าใช้จ่ายก็อยู่ที่ 483,000-(60,000+30,000+2730+72,450) = 317,820 บาท

หลังจากที่ก็คิดค่าหักลดหย่อน+ค่าใช้จ่ายไปแล้ว ก็เอาไปหักค่าบริจาคต่ออีก 10% (จาก 317,820 บาท) คิดเป็น 31,782 บาท ซึ่งทีนี้เราก็มาเลือกสถานที่ที่เราบริจาค (เพิ่งเห็นว่าพวกซองผ้าป่าก็เอาไปลดหย่อนภาษีได้เหมือนกัน ปีนี้โดนไปเกือบพันละมั้ง แต่ไม่ได้เก็บหลักฐานไว้เลย)

เห็นว่าปีนี้มีบริจาคเงินให้โรงเรียนมีลดหย่อนได้ 2 เท่าด้วย

โดยการบริจาคที่สามารถหักลดหย่อนได้ที่น่าสนใจสำหรับผมคือบริจาคเพื่อการศึกษาตามที่กระทรวงกำหนดไว้ คือหักได้ 2 เท่า คืออยากหัก 31,782 ก็หารสองไปเลย คือบริจาคไป 15,891 บาทก็พอ (คงบริจาคไป 16,000 เลยละกัน ดูเลขลงตัวดี) ,, ส่วนการบริจาคให้ชมรมหรือมูลนิธิอื่นๆ จะหักลดได้เท่ากับที่บริจาคจริง

สังเกตดูพวกการหักลดหย่อนภาษีอะไรพวกนี้แต่ละปีจะมีดีเทลแตกต่างกันนิดๆ หน่อยๆ หรืออย่างสถานที่บริจาคแต่ละปีอาจมีต่างกันบ้าง ข้อมูลปีที่แล้วอาจใช้กับปีนี้ไม่ได้ แนะนำว่าควรเช็คแนวทางการลดหย่อนภาษีไว้ทุกปีจากเวปสรรพากร รวมทั้งบริจาคพวกนี้ก็ก่อนสิ้นปีนะจ๊ะ ไม่งั้นจะกลายเป็นบริจาคเพื่อลดหย่อนสำหรับปีหน้าแทน

หักไปหักมา เหลือเป็นเงินได้สุทธิ 317,820-31,782 = 286,038 บาท

ซึ่งเงินได้สุทธิจำนวนนี้จะต้องเสียภาษีในอัตราภาษีช่วง 10% (ตามที่คิดไว้ตั้งแต่แรก) โดยที่รายได้ 150,000 บาทแรกได้รับการยกเว้น เพราะงั้นที่ต้องเสียภาษีจริงๆคือ (286,038-150,000) x 10% = 13,604 บาท

เหมือนดูน้อยนะ แต่ว่าปีนี้ทำงานแค่ครึ่งปีเอง ปีหน้าคงอ่วมหน้าดู

สิ่งที่ต้องทำเร็ววันนี้

เหลือเวลาอีกประมาณ 1 อาทิตย์ (5 วันทำการ) ในการทำตามแผนคือ

  • ซื้อ LTF ,, ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าเจ้าไหนดี กะซื้อเฉลี่ย 2-3 ธนาคารแถวๆ นี้แหละ
  • หาที่บริจาค ,, คิดว่าเป็นโรงเรียนนี่แหละ เห็นมีแถวฝางหลายที่เหมือนกัน อาจแบ่งบริจาค 2-3 โรงเรียนเช่นกัน
  • คงต้องเปลี่ยนแผนเก็บเงินกันหน่อย แต่คงเริ่มวางแผนปีหน้าแล้วกัน ปีนี้ถือเป็นประสบการณ์ไป ส่วนนึงเพื่อเงินเก็บในอนาคต ส่วนนึงเป็นการวางแผนเรื่องภาษีต่อ
  • ยังไม่พร้อมซื้อประกันเท่าไหร่ในช่วง 1-2 ปีนี้ เพราะรายละเอียดตัวประกันแลดูเยอะกว่าภาษีอีก แถมยังไม่ทราบอนาคตตัวเองว่าจะต้องไปประจำที่ไหนแน่ๆ

ปวดหัวกับการคำนวณภาษี จนอยากมีกิ้กเป็นนักบัญชีสักคน 🙂