เทคนิคการชงชาของผม

พักหลังๆ พอมีคนรู้ว่าผมชอบกินชาก็เลยมาถามบ่อยๆ ว่าชง+ดื่มชายังไงให้อร่อย ,, ผมเคยตอบใน twitter ไปหลายทีแล้วเหมือนกัน จนรู้สึกว่าน่าจะทำอะไรให้เป็นเนื้อหาชัดเจนและไม่ต้องพูดบ่อยๆ อีก เนื้อหาในบทความตอนนี้ส่วนนึงผมก็ไปอ่านๆ หนังสือหรือตามเวปแล้วจำๆ มาแหละ อีกส่วนนึงก็เป็นประสบการณ์, การลองผิดลองถูกและการปรับวิธีการชงชาให้เข้ากับวิถีชีวิตของผมด้วยเหมือนกัน อาจไม่ตรงตามตำราบ้างแต่ผมชอบแบบนี้แหละ

จริงๆ เทคนิคการดื่มชาให้อร่อยมี 5 ส่วนหลักๆ คือตัวใบชาที่เราเอามาชง, น้ำที่เราใช้, วัสดุ, เทคนิกการชง และคนดื่มชา

การสรรหาใบชา

เดี๋ยวนี้ใบชาบ้านเรามีโคตรเยอะแบบให้เลือก ทั้งชาเขียว ชาขาว ชาดำ ชาอูหลง ฯลฯ มีราคาตั้งแต่ซองละไม่กี่บาท จนถึงกรัมละหลายร้อยบาท ,, ดูแล้วละลานตาสุดๆ เอาเป็นว่าเทคนิคการเลือกง่ายๆ ก็คือว่า เราชอบชาอะไร ก็ซื้อแบบนั้นมาชงดื่ม

พูดเหมือนง่ายนะครับแต่จริงๆ กว่าจะรู้ได้นี่ก็ลำบากเหมือนกัน ซึ่งถ้าเราไม่รู้ว่าเราชอบชาอะไร ผมแนะนำว่าลองไปหาชิมหรือดมก่อนน่ะครับ อย่าเพิ่งไปหลงเชื่อว่าชาชื่อสวยๆ ราคาแพงๆ จะถูกปากเสมอไป หรือว่าถ้าจะซื้อเลยก็เอาชาแบบที่ไม่ต้องแพงมากมากินก่อน แนะนำให้เริ่มแบบเบาๆ ก่อน

สิ่งนึงที่สำคัญมากๆ คือการเก็บชา ซึ่งจะทำให้ชาเรามีอายุอยู่ได้ยาวนาน

ถ้าถามผมว่าชอบชาอะไร… ผมชอบชาอูหลงธรรมดานี่แหละ กลิ่นมันหอมและสีของน้ำชามันสวยดี อูหลงจะเลือกเอาเบอร์ 12 17 19 อะไรก็ได้ ต่างกันนิดหน่อย, ส่วนพวกชานำเข้าอย่าง Twinings ก็อร่อยดีนะ แต่ราคาค่อนข้างแพงมาก ผมเลยชอบชากลิ่นแปลกๆ ของ Twinings ที่แนะนำก็มี Earl Grey (ผสมใบมะกรูด), Lady Grey (ผสมพวก Citrus) ก็อร่อยดี นอกจากนั้นที่ชอบอื่นๆ ก็มีชามะลิ, ชาคาโมไมล์

ส่วนตัวผมชอบชาใบหรือ Loose tea มากกว่าชาซองนะ ส่วนนึงคือผมสามารถกะปริมาณที่จะกินเองได้ว่าจะเอามากเอาน้อย แถมพอพักหลังๆ ที่ผมจิบชาเนี่ยผมรู้สึกว่ากลิ่นของชาซองมันสู้กลิ่นของชาใบไม่ได้ (คือมันเหมือนมีอะไรที่เหนือกว่ากันซักครึ่งก้าวนี่แหละ) แต่ถ้าจำเป็นหรือรีบด่วนจริงๆ ชาซองนี่ก็สะดวกดีมากๆ (แต่พักหลังๆ ผมซื้อเจ้าลูกบอลใส่ชามา มันทำหน้าที่คล้ายๆ แปลงชาใบเป็นชาซอง ช่วยให้ผมสามารถพกพาชาใบไปกินที่ไกลๆ สะดวกดีเหมือนกัน)

ลูกบอลใส่ชา ,, คล้ายๆ เป็นตะแกรงน่ะครับ ทำให้ผมชงชาใบได้สะดวกแบบชาซอง

ที่สำคัญอีกอย่างเกี่ยวกับชาคือการเก็บใบชา หลักง่ายๆ ในการเก็บชาคือเก็บในที่แห้งและมิดชิด ถ้าดีก็เก็บไว้ในที่มืดๆ หน่อยก็ได้ หรือถ้าไม่ได้ก็อย่าให้โดนแสงเยอะ อย่าให้มีแมลงเข้าไปทำรังข้างในที่เก็บชาของเรา ถ้าชาที่มาเป็นกระป๋องอยู่แล้วหลังตักชาเสร็จก็เอาพยายามเช็คทุกครั้งว่าฝาปิดแน่นดีหรือไม่ แต่ถ้าชาใบที่เราซื้อมาเป็นห่อใหญ่ๆ มาผมแนะนำว่าแบ่งเอาใส่ขวดโหลไว้ดีกว่า

น้ำที่เอามาชงชา

จริงๆ ผมก็ไม่ได้ละเอียดอะไรมากถึงขั้นต้องไปเอาน้ำบริสุทธิ์จากยอดเขาหัวซานอะไรงี้หรอกครับ แค่เวลาเราจะหาน้ำมาชงชาเนี่ยควรเป็นน้ำที่ไม่มีกลิ่นไม่มีรสก็พอแล้ว ,, ถ้าลงทุนหน่อยก็เอาน้ำดื่มสิงห์หรือคริสตอลอะไรงี้ก็ได้ แต่ถ้าจะประหยัดก็เอาน้ำประปานี่แหละ แต่เวลาเตรียมน้ำประปามันเอามาชงชาก็ต้องมีหลายขั้นหน่อย คือผมแนะนำให้ต้มน้ำไว้ 1 รอบแล้วปล่อยให้เย็นก่อนเพื่อไล่กลิ่นคลอรีนที่อยู่ในน้ำประปาให้มันได้เบาบางลงไปบ้าง พอเวลาจะเอามาใช้ชงชาก็ค่อยต้มอีกรอบ

วัสดุที่เอามาใช้

วัสดุที่เอามาใช้ชงชาก็เป็นวัสดุทั่วๆ ไปนี่แหละ ที่แนะนำก็เป็นเครื่องเคลือบดินเผา ไม่ต้องเอาแบบหรูหราราคาแพงอย่าง Bone China หรือ Patra ก็ได้ แต่ขอเพียงแค่ให้ด้านในสะอาด ข้างในเป็นสีธรรมชาติของดิน ผิวด้านในเรียบ และมีฝาปิด ส่วนออพชั่นอื่นๆ เช่นมีที่กรองมาให้ ฝาแบบพิเศษอะไรงี้ก็แล้วแต่ละครับ

อีกอย่างคืออย่าซื้อกาน้ำชาสลับกับกาที่เอามาชงกาแฟ สังเกตง่ายๆ คือตรงที่พวยกานี่แหละ โดยกาที่สำหรับเอามาชงชาจะมีพวยกางอกออกมาจากตรงก้น เพราะใบชามันโดนน้ำร้อนจะลอย เวลาเรารินใบชามันจะได้ไม่ไหลตกลงมา ซึ่งต่างกับกาแฟที่พวยกาจะงอกออกมาจากด้านบนเพราะกากกาแฟจะตกลงด้านล่าง เวลารินกากกาแฟจะได้ไม่ไหลลงมาตาม

เวลาใช้ครั้งแรกหลังจากซื้อมาแนะนำว่าให้ล้างอุปกรณ์ทุกชิ้นให้สะอาดก่อน สำหรับผมก็ล้างด้วยน้ำเปล่าอะแหละ แต่คุณแม่ผมแกแนะนำว่าถ้าซื้อมาครั้งแรกให้ล้างด้วยน้ำร้อนก่อนเลย (แต่ผมว่าเฉยๆ อะ ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่) แต่ที่สำคัญคือ เวลาล้างอุปกรณ์ชงชา (ในที่นี่ขอเฉพาะกาน้ำชานะ) ไม่ควรใช้น้ำยาล้างจาน เพราะน้ำยาล้างจานเนี่ยมันจะตกค้างบนผิวหรือซอกมุมต่างๆ แล้วจะทำให้รสชาติชาเปลี่ยนไป อีกอย่างผมว่ากาน้ำชาเนี่ยเป็นส่วนที่แทบจะไม่ได้เจอน้ำมันหรือคราบสกปรกจากปากเราเท่าไหร่นะ เลยไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาล้างจานแต่อย่างใด ,, สำหรับผมจะมีฟองน้ำสำหรับล้างกาชงชา 1 อันแยกอยู่ (ส่วนแก้วชาก็ล้างน้ำยาล้างจานธรรมดา แต่เวลาจะใช้จะเอาไปล้างน้ำร้อนก่อน)

อันนี้เป็นชุดน้ำชาของผมครับ ,, เป็นชุด Nikkao ของ Patra
เลือกกาที่มีฝาล้อค+มีที่กรองกากชาด้วย

เวลาเตรียมอุปกรณ์ก็แค่เอาภาชนะทุกชิ้นมาลวกด้วยน้ำเดือดก่อนใช้โดยการเติมน้ำร้อนลงไปในกาน้ำชาเรา ใส่น้ำร้อนจนเรารู้สึกว่ามันร้อนๆ จากข้างนอกก็พอแล้ว ลวกทุกชิ้นนะครับ ตั้งแต่กา ฝาปิด และแก้วที่เราจะเอามาใช้ดื่ม (ยกเว้นจานรองแก้ว)

เทคนิคการชงชา

เห็นพวกตามหนังสือมันจะบอกว่าอุณหภูมิของน้ำที่เหมาะกับการชงชาแต่ละชนิด ถ้าจะเอาเป๊ะๆ ตามนั้นในชีวิตจริงคงลำบากน่าดูเพราะคงไม่มีใครเอาเทอร์โมมิเตอร์มาวัดหรอกว่าเท่าไหร่ ส่วนมากผมก็รอให้กาต้มน้ำมันกลายเป็น warm สักพักนึงก่อนแล้วกดน้ำร้อนลงไป หรือถ้าใช้เป็นชาซองก็กดน้ำร้อนแล้วรอซัก 10 วินาทีค่อยเองชาซองลงไปจุ่ม

บรรจงตักชาที่เราเก็บไว้อย่างดีมาละครับ ,, พร้อมกันรึยังเอ่ย

ปริมาณชาที่ใช้นี่ก็สำคัญนะ ถ้าจะกินจริงจังแนะนำให้หาซื้อช้อนตักชา (ที่ร้าน Daiso มีขาย) ถ้าหาซื้อไม่ได้จริงๆ หรือบ้านไม่มีช้อนชาก็ใช้ช้อนโยเกิร์ตแทนได้ เทียบคร่าวๆ 1 ช้อนโยเกิร์ตพูนๆ จะพอๆ กับ 1 ช้อนชา

ถ้านั่งกินคนเดียว ชา 1 กา ใส่น้ำลงไปซัก 150-200 mL ผมใช้ชาประมาณ 1-2 ช้อนชานะ (แล้วแต่ว่าอยากได้เข้มหรืออ่อน) ถ้าชาดำผมก็กินประมาณ 3-4 ครั้ง แต่ถ้าเป็นชาอูหลงก็จะชงประมาณ 4-5 น้ำหรือจนกว่าสีจะจาง (ส่วนมากน้ำแรกถ้าเป็นไปได้ผมจะไม่กินนะ จะเอามาแค่ลวกล้างใบชาให้มันคลี่เต็มที่ เวลาล้างก็ใช้น้ำประมาณหนึ่งในสามของกาลวกใบชาเอาแค่ผ่านๆ ไม่ต้องแช่นาน พอใบชาสะดุ้งพอ) แต่ถ้ามีสมาชิกมาร่วมชิมชามากกว่า 3 คนก็มีวิธีคำนวณปริมาณชาคร่าวๆ โดย “เอาจำนวนคนคูณสองร้อยจะได้ปริมาณน้ำ แล้วใช้ใบชาจำนวนคนบวกไปอีกหนึ่งช้อน” เช่น ถ้ามีเพื่อนมากินที่บ้าน 5 คน ก็ควรใช้ชา 6 ช้อน แล้วเติมน้ำร้อน 1 ลิตร

ส่วนระยะเวลาแช่ชาผมว่ามันแล้วแต่น้ำนะ ถ้าน้ำแรกแนะนำให้แช่ประมาณ 3-5 นาที ส่วนน้ำหลังๆ นั้น ถ้าต้องการให้ได้ชาเข้มเท่าๆ เดิมก็ใช้แช่นานขึ้นน้ำละ 15-30 วินาที แต่ส่วนตัวแนะนำว่าถ้าเกินน้ำสี่ แล้วมันจะไม่ค่อยเข้มเท่าเดิมแล้ว ,, อีกอย่างนึงผมไม่ค่อยชอบกินชาเข้มๆ นะ โดยเฉพาะชาอูหลงเข้มๆ แค่เราชงให้เป็นสีเหลืองๆ ทองๆ ก็พอแล้ว เพราะผมรู้สึกว่าถ้าเข้มไปหลังจากจิบชามันจะหิวน้ำมากกว่าที่จะชุ่มคอ

คนจิบชานี่แหละตัวแปรสำคัญ

ในบรรดาปัจจัยทั้งหลาย…. ที่สำคัญที่สุดคือคนจิบนี่แหละ เพราะถึงแม้ชาดี น้ำดี เครื่องดินเผาชั้นยอด แต่คนจิบไม่พร้อมก็ไม่อาจเข้าถึงชาที่แท้จริงได้

เวลาจิบชาให้ลึกซึ้งและเข้าถึงชา (อาจดูโรคจิตนิดนึง) ผมแนะนำให้ดื่มชาแบบเพียวๆ ไม่ต้องเติมน้ำตาลหรือนมลงไป นั่งเฉยๆ ทำใจสบายๆ ปลดปล่อยทุกสิ่ง ไม่มีกิจกรรมอื่นๆ ทำอยู่ด้วย ไม่มีขนมกินแกล้ม พอชงชาเสร็จแล้วให้ค่อยๆ เทชาจากกาลงแก้ว นั่งดูไอน้ำและดมกลิ่นชาจากระยะไกล จากนั้นยกแก้วขึ้นมาดมกลิ่นระยะใกล้นิดนึง แล้วก็ค่อยๆ จิบชา อมให้ในปากมีกลิ่นกำซาบขึ้นจมูกซักนิดนึงและได้รสขมนิดๆ ในปากซักหน่อย จากนั้นก็ค่อยๆ กลืนชาของเราให้ไหลผ่านหลอดอาหาร โดยให้เราเพ่งสมาธิไปที่ความร้อนของชาที่ค่อยๆ ไหลลงไปจนไม่รู้สึก จากนั้นหายใจออก ให้กลิ่นและความรู้สึกที่เรากินชามันย้อนกลับออกทางรูจมูก ,, เชื่อสิว่าคุณจะค้นพบอะไรบางอย่างที่มันซ่อนอยู่และเราไม่เคยสังเกตมาก่อน

แต่ถ้าในชีวิตประจำผมก็ไม่ได้อะไรมากอย่างที่บรรยายหรอกนะ บางทีก็ทำงานไปกินไปแหละ มีขนมแกล้มบ้าง รวมทั้งพวกชาฝรั่งบางแบบเช่น Earl Grey ลองเติมมะนาวลงไปหน่อยจะได้รสชาติที่เก๋ขึ้นนะ (เห็นฝรั่งบางคนชอบเติมนมลงไปด้วยอะ) หรือชาผลไม้ลองเติมน้ำเชื่อมหรือน้ำผึ้งก็อร่อยไปอีกแบบ ,, จริงๆ ก็กินๆ ไปเท่าที่ได้ แต่อย่างน้อยก็ให้รับรู้ในทุกครั้งที่เรากิน รับรู้ถึงกลิ่น รส และอุณหภูมิที่วิ่งผ่านเข้าและออกตัวเราไปก็แค่นั้น

ลองเติมน้ำผึ้งลงในชาผลไม้ก็จะได้รสชาติอร่อยหอมหวานไปอีกแบบ

ซึ่งจะเห็นว่า ถ้ากินชาเขียวบรรจุขวดจะไม่ได้บรรยากาศการกินใดๆ นอกจากรสหวานจากน้ำตาลในคำแรกและกลายเป็นความเปรี้ยวในอีกสิบห้าวินาทีต่อมา รวมทั้งกลิ่นปรุงแต่งอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด ,, แต่บางทีผมก็กินนะ อร่อยดีเหมือนกัน ฮาๆๆ

อย่าไปยึดติดอะไรมากเลยครับ 🙂