ช๊อกโกแล๊ตซีสต์

แม้ว่าชื่อเปิดเอ็นทรี่จะดูน่ากิน แต่มันกินไม่ได้หรอกนะครับ
เพราะเป็นชื่อภาวะแทรกซ้อนของโรคทางนรีเวชอย่างนึงครับ เราเรียกมันว่าโรค Endometriosis
(ซึ่งการเกิด Chocolate cyst เราจะเรียกว่า endometriotic cyst)
จะเขียนเอาแค่พอเข้าใจนะครับ สั้นๆ ไม่ได้ลึกมาก

ถ้าแค่จะเขียน blog วิชาการ คนคงไม่สนใจอ่านเท่าไหร่
แต่ถ้าคิดว่าทำไมเราปวดเมนส์บ่อยๆ แถมปวดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ, แต่งงานมาตั้งหลายปีก็ไม่มีลูกซักที, แถมชอบปวดอุ้งเชิงกรานบ่อยๆ ด้วย
ลองอ่านดูซักนิดไหมครับ

มันคืออะไร-เกิดได้ยังไง

นิยามของโรค Endometriosis เป็นภาวะที่โพรงมดลูกไปเจริญผิดที่ คือนอกเหนือไปจากโพรงมดลูกปกติ เช่น แทรกไปอยู่ระหว่างกล้ามเนื้อมดลูก (Adenomyosis) หรือไปอยู่ตามบริเวณช่องท้องหรืออวัยวะในอุ้งเชิงกราน เช่นรังไข่ หรือท่อนำไข่ เป็นต้น

Endometriosis ตามที่ต่างๆ รูปจาก http://www.ohiohealth.com

ปกติเนื้อเยื่อในโพรงมดลูกหรือ Endometrium จะเจริญเติบโตตามรอบประจำเดือนด้วยฤทธิ์ของฮอร์โมนเอสโตรเจน
พอถึงช่วงที่มีรอบเดือน เนื้อเยื่อนี้ในโพรงมดลูกจะมีการลอกตัวออกมาเป็นเลือดประจำเดือน
แต่ Endometrium ที่เจริญที่บริเวณที่ผิดตำแหน่งนั้น ไม่ได้ออกมาเป็นเลือด แต่จะตกค้างอยู่
ซึ่งหากเรามองทะลุเข้าไปดู จะเห็นได้ตั้งแต่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เห็นเป็นจุดเล็กๆ หรือซีสใหญ่ๆ (Endometrioma)
ส่วนจำนวนก็สามารถพบในหลายๆ ตำแหน่ง ในขนาดและระยะของก้อนที่ต่างกันได้
ภายในถุงซีสจะเป็นของเหลวสีน้ำตาลดำๆ คล้ายๆช๊อกโกแล๊ตเหลวๆ (แต่จริงๆ นั่นคือระดูที่ออกมาไม่ได้)
ซึ่งเนื้อเยื่อพวกนี้สามารถโตได้เหมือนในเยื่อบุโพรงมดลูกปกติ อาจมีการลามได้ แต่ไม่ใช่เนื้อร้ายแต่อย่างไร

ส่วนการเกิดโรคนี้ถ้าถามสาเหตุจริงๆ ก็ยังไม่ทราบ 100% แต่ก็มีคนเขียนทฤษฏีการเกิดไว้หลายท่านเช่น

  • ทฤษฎีของ Sampson เล่าถึงการไหลย้อนกลับของเลือดประจำเดือนเข้ากลับไปในช่องท้องหรืออุ้งเชิงกราน ซึ่งเหตุผลที่คนเชื่อตามทฤษฎีเขาเพราะเรามักพบเนื้อเยื่อนี้ในแอ่งในช่องท้อง, พบการเกิดโรคนี้สูงขึ้นในผู้ป่วยกลุ่มที่มีการอุดกั้นการระบายของเลือดประจำเดือน, ฯลฯ
  • ทฤษฎีการกระจายของเนื้อเยื่อดังกล่าวผ่านทางหลอดเลือดและน้ำเหลือง เพราะในผู้ป่วยบางคน เราสามารถพบการกระจายไปยังที่ไกลๆ และเป็นส่วนที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับช่องท้อง เช่น ปอดหรือในสมอง แต่น้อย
  • ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงเซลล์เยื่อบุช่องท้องโดยการเหนี่ยวนำจากฮอร์โมนหรือสารต่างๆ ที่คนคิดแบบนี้เพราะมีการพบกรณีที่มีเด็กหญิงที่ยังไม่มีประจำเดือนมาก่อนแต่กลับเกิดโรคนี้ได้, รวมทั้งเคยมีคนเอาเซลล์เยื่อบุช่องท้อง/รังไข่ก็สามารถทำให้เกิดลักษณะต่อมที่คล้ายกับเยื่อบุโพรงมดลูกได้
  • ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงภูมิคุ้มกัน โดยทฤษฎีนี้จะเป็นส่วนเสริมของทฤษฎีของ Simpson เนื่องจากในแทบทุกเดือนนั้น ระดูจะมีการไหลย้อนกลับเข้าไปในช่องท้องอยู่แล้ว แต่ว่าที่เกิดกับบางคนน่าจะเป็นผลจากระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่สมบูรณ์ เช่นการกำจัดเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูก เป็นต้น

ทฤษฎีชักเยอะแฮะ
จริงๆ ถ้าคิดตามทฤษฎี ปัจจัยเสี่ยงในโรคนี้คือ

  • สตรีวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งสามารถพบได้ร้อยละ 7 โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เริ่มมีประจำเดือนเร็ว, มีช่วงสั้น(ประจำเดือนสั้น ไม่ครบเดือนก็มาอีกแล้ว), ออกมากและมาทีละหลายวัน
  • ปัจจัยทางพันธุกรรม โดยเฉพาะการที่มารดาหรือพี่น้องเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเป็นโรค 3-10 เท่า
  • โรค/พยาธิสภาพที่ขัดขวางการไหลของระดู ทำให้กลไกการกำจัดเลือดดังกล่าวผิดปกติไป
  • การได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจน

อาการและอาการแสดงของโรค

จริงๆ อาการของคนไข้ที่มามีตั้งแต่ไม่มีอาการเลย (พบโดยบังเอิญจากการผ่าตัด) หรือมีอาการปวดรุนแรง
โดยอาการนั้นไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กับพยาธิสภาพก็ได้ (เช่น มีก้อนใหญ่แต่ไม่มีอาการก็ได้)
แต่อาการคลาสสิกของโรคจะมีสามอย่างคือ

  • มีบุตรยาก พบประมาณร้อยละ 30 โดยสาเหตุจริงๆ ยังไม่ทราบ แต่มีทฤษฎีที่พยายามอธิบายได้แก่ การเกิดพังผืดในอุ้งเชิงกรานขัดขวางการเดินทางของไข่โดยตรง, การผิดปกติขิงรังไข่และฮอร์โมน, การที่มี Prostaglandin จากการอักเสบและมีเซลล์กลุ่ม Macrophage ออกมามากกว่าปกติ ซึ่งรบกวนธรรมชาติของการปฏิสนธิและการฝังตัวของตัวอ่อน
  • ปวดท้องน้อยช่วงที่มีประจำเดือน ลักษณะมักจะเป็นการปวดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมักเป็นการปวดท้องประจำเดือนหลังจากที่ไม่ได้ปวดมาหลายปี
  • การปวดท้องระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ลักษณะเป็นการเจ็บหน่วงๆ ลึกๆ

ส่วนอาการอื่นๆ ที่มักจะมาร่วมด้วยได้แก่

  • การปวดท้องอื่นๆ เช่น หน่วงๆ เวลาอุจจาระหรือปัสสาวะ
  • อาการต่างๆ ในการขับถ่าย โดยเฉพาะช่วงที่มีระดู เช่น การกลั้นอุจจาระไม่ค่อยอยู่, ปัสสาวะหรืออุจจาระเป็นเลือด
  • การคลำได้ก้อนในช่องท้องหรือเชิงกราน
  • ไม่มีอาการอะไรเลย รวมทั้งการตรวจภายในในช่วงแรกๆ อาจพบว่าผลปกติปกติได้

การวินิจฉัยและรักษา

ส่วนการตรวจวินิจฉัยนั้นมักจะทำหากมีอาการ/อาการแสดงเข้าได้กับโรค เช่น มีการปวดประจำเดือนเพิ่มขึ้น ถึงขั้นกินยาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้น, มีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง, มีบุตรยาก หรือการตรวจร่วมด้วยเครื่อง ultrasound แล้วพบว่ามีก้อนที่สัมพันธ์กับอาการ โดยการวินิจฉัยที่สำคัญคือการส่องกล้องเข้าไปตรวจ (Laparoscopic examination) ซึ่งนอกจากที่จะทำให้เราเห็นขนาดและตำแหน่งของรอยโรค เรายังสามารถประเมินความรุนแรงได้ด้วย

การตรวจด้วยการส่องกล้อง (รูปจาก http://www.ohiohealth.com/mayo/images/image_popup/w7_endometriosis.jpg )

จริงๆ เป้าหมายของการรักษานั้นคือการขจัดรอยโรค และกำจัดผลต่างๆ ของโรค ทั้งภาวะปวดและการมีบุตรยาก
ดังนั้นคอนเซปการรักษาจะแบ่งเป็นการรักษาอาการปวดและการักษาภาวะการมีบุตรยาก
หลักๆ ก็มีทั้งการเฝ้าสังเกตอาการ, การใช้ยา ฮอร์โมนและยาคุมกำเนิด, และการผ่าตัดในเทคนิคต่างๆ รวมไปถึงการรักษาหลายๆ วิธีร่วมกัน ทั้งนี้จะพิจารณาตามอาการ/อาการแสดง, พยาธิสภาพที่พบ, อายุและความต้องการมีบุตร, ภาวะแทรกซ้อนและค่าใช้จ่ายครับ
(หัวข้อนี้จะไม่ลงรายละเอียดมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินและดุลยพินิจของแพทย์เจ้าของไข้ครับ)

การกลับเป็นซ้ำ

เป็นหนึ่งในคำถามที่เจอบ่อยมากๆ โดยเฉพาะหลังได้รับการรักษาไปแล้ว
อัตราการกลับเป็นสามารถพบได้ในอัตราตั้งแต่ร้อยละ 5-20 ต่อปี หรืออัตราสะสมร้อยละ 40 ใน 5 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะของโรคด้วย ส่วนการรักษาพบว่าการใช้ยาจะพบว่าจะมีโอกาสกลับเป็นซ้ำมากกว่า ทั้งนี้เชื่อว่าการให้ยาเป็นเพียงแค่การกดอาการไว้เฉยๆ แต่ไม่ได้เป็นการรักษาอย่างแท้จริง เมื่อหยุดการรักษาจึงมีโอกาสที่มันจะโตขึ้นอีกครั้ง ส่วนการเกิดการกลับเป็นซ้ำจากการผ่าตัดนั้นเชื่อว่าเกิดจากการเอา Endometriosis ออกไม่หมด โดยเฉพาะส่วนที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทำให้เหลือค้างและรอวันที่มันจะเจริญเติบโตอีกครั้ง

จบแล้วครับ กับ blog วิชาการนานๆ ที

เอกสารอ้างอิง

  • ธีระ ทองสง. Endometriosis. นรีเวชวิทยาฉบับสอบบอร์ด, 2551. พิมพ์ครั้งที่ 3. คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 295-307.
  • กำธร พฤกษานานนท์. ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในอุ้งเชิงกราน (Endometriosis). นรีเวชวิทยาฉบับสอบบอร์ด, 2547. พิมพ์ครั้งที่ 4. คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 62-83.