ชวนหลงสุดขอบฟ้า ทะเลทรายซาฮาร่า และโมร็อคโค ตอนที่ 1

“ เนี่ยๆๆ ตอนนี้มีโรคระบาดที่เมืองจีนนะ น่ากลัวมากๆ”
ผมคุยกับแฟนขณะที่เราอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อ 1 ปีก่อน

ใช่ครับ เมื่อ 1 ปีก่อนที่จะมีการระบาดของ COVID-19 ในบ้านเรานั่นเอง

จะบอกว่าเราโชคดี ก็อาจเป็นอย่างนั้น 
เพราะว่าเราเพิ่งกลับมาจากทริปเคาน์ดาวน์ที่โมรอคโค
และจากวันนั้นถึงวันนี้ 
การเดินทางไปต่างประเทศเป็นไปด้วยความยากลำบากมากๆ
โดยเฉพาะการไปเที่ยวนี่ แทบจะเป็นศูนย์เลย เพราะวุ่นวายมากๆ

ส่วนตัวผม ช่วงนี้ก็ยุ่งๆ ด้วย เกือบทั้งปี
พอดีวันนี้เห็น history เด้งว่าเราไปเที่ยวมาเมื่อปีก่อนนี่น่า
เลยขอรื้อฟื้นความทรงจำ มาเขียนเป็น blog ตอนสั้นๆ
ก่อนที่มันจะเลือนรางไปกว่านี้

แล้วคุณล่ะครับ ปีที่แล้วกำลังทำอะไรกันอยู่

<h2> ครั้งแรกสู่แอฟริกา </h2>

จริงๆ ผมกับแฟนก็ไปเที่ยวกันมาหลายๆ ที่นะ
ทั้งแบบลุยๆ แบบหิมะหนาวเหน็บ 
หรือจะแบบไฮโซ ช๊อปปิ้งในเมืองใหญ่ ทานอาหารแปลกๆ 

ก็เลยอยากลองเปลี่ยนบรรยากาศไปที่ที่ยังไม่เคยลองบ้าง
เอาเป็นว่าลองลุยทะเลทรายบ้างละกัน
ช่วงเดือนสิงหาคม 2562 ผมเลยถามนางไปว่า

“ไปโมร็อคโคมั้ย”
“มันคือที่ไหนวะ”
“ก็ทวีปแอฟริกาไง เราไม่เคยไปนะ”
“อืมมม ไปก็ไป”

จากนั้นผมใช้เวลาอีกประมาณสองสัปดาห์หาข้อมูลคร่าวๆ
แม้ว่าประเทศโมร็อคโค ตั้งอยู่ที่ทวีปแอฟริกา
แต่อย่าไปจินตนาการว่ามันจะดูทุรกันดารขนาดนั้น
เพราะมันอยู่ใต้ประเทศสเปนนิดเดียวเอง
กั้นด้วยเพียงช่องแคบ Gibraltar แค่นั้นเอง

แต่ถึงอย่างนั้น โมร็อคโคก็ไม่ได้พูดภาษาสเปนเป็นหลักนะ
เพราะเค้าดันเคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสมาก่อน
ดังนั้น ภาษาหลักของเค้า นอกจากภาษาอารบิก, ภาษาเบอร์เบิน
ก็จะมีภาษาฝรั่งเศสอีกอย่างหนึ่งครับ
(ส่วนภาษาอังกฤษนี่ ส่วนน้อยมากๆๆ เท่านั้นที่จะคุยได้)

หลังจากหาข้อมูลไปสักช่วง เริ่มวางแผนทริป
ก็คิดว่า การไปเที่ยวโมร็อคโค จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก
เอาเป็นว่าถ้าเน้นสบาย กินเต็มอิ่ม เที่ยวสนุก ไม่ต้องกังวลอะไรมาก
มีคนคิดแผนการเดินทางและการจัดการให้ไม่ต่างกับทริปที่จัดเอง
ก็แนะนำไปที่ ทริปดีดีดอทคอม เลยครับ
บอกเลยว่าราคาไม่ต่างกับการจัดทริปไปเองเลย

แต่พอดี พวกเราเน้นลำบากและอยากเสียตัง เลยขอไปเอง!!!
(จริงๆ คืออยากไปกะพี่ๆ ทีมทริปดีๆ แหละ
แต่ติดว่าเวลาราชการผมมันไม่พอดีกับที่พวกๆ พี่เค้าจัดทริป)

ดังนั้นในทริปนี้ เราเลยรบกวนทางทริปดีดีดอทคอมช่วยจัดการเรื่อง VISA ให้เท่านั้น
เพราะว่าทำ VISA ไปโมร็อคโคต้องไปทำที่กทม. เท่านั้น

ระหว่างนั้นเราก็มาคิดทริปกันครับ
ช่วงแรกไล่หารีวิวอ่าน ก็งงๆ พอสมควร
ก็ต้องขอบคุณน้อง @treesuda ที่ช่วยแนะนำในหลายเรื่องๆ

เอาเป็นว่า ถ้าใครจะเริ่มจัดทริปเที่ยวรอบประเทศโมรอคโค
(ใช่ครับ เราจะไปเที่ยวรอบประเทศเค้าเลย)
ควรมีเวลาประมาณอย่างน้อยสัก 11-13 วัน (ไม่รวมเดินทาง)
ส่วนตัวผมลาตั้งแต่ 25 ธค. 62 – 13 มค. 63 ยาวๆ ไป
แล้วก็จะมี 2 รูปแบบ คือ วนตามเข็มนาฬิกา หรือทวนเข็มนาฬิกา

โดยไม่ว่าจะวนแบบไหน จุดเริ่มเราจะอยู่ที่สนามบินนานานชาติแห่งเมือง Casablanca

ซึ่งส่วนมาก เท่าที่อ่านรีวิว เค้าจะไปแบบตามเข็มนาฬิกา
ก็จะแนวไปเมืองที่สวยงาม สบายๆ ก่อน แล้วจบด้วยลุยๆ ก่อนกลับ

ดังนั้น เราก็ขอไปแบบทวนเข็มก็แล้วกัน!!! (ผ่าม!!)

<h2> ก่อนที่จะงงๆ ในโมร๊อคโค </h2>

การเที่ยวโมร๊อคโคให้รอบ ปัญหาหลักคือการเดินทางระหว่างเมือง
เพราะเขาไม่มีรถไฟแบบญี่ปุ่น และการสื่อสารก็เป็นอุปสรรคใหญ่ด้วย
จะให้ขับรถเองก็คงพัง เพราะบ้านเค้าพวงมาลับซ้ายชิดขวา
ร่ำลือว่า เขตเมืองเก่าๆ ของ Fez หรือ Marrakesh มีแต่คนว่าขับยาก 
แถมถ้าหลง เราก็พูดภาษาเค้าไม่ได้ เติมน้ำมันไม่เป็น
เนตไม่ดี และอาจโดนหลอกระหว่างทางก็ได้

ปรึกษา @trasudee ไป ,, นางก็ให้ contact ของ agency ที่จะจัดรถพร้อมคนขับ
ชื่อบริษัทว่า Red Kech ครับ ซึ่งมีบริการรถพร้อมคนขับ+น้ำมันให้เรา
โดยสนนราคาราว 100 ยูโร/วัน
โดยทริปนี้ทั้งทริปเค้าคิดให้ 1250 ยูโร (ตกราวๆ 45,000 บาท)
ดูคร่าวๆ ก็เหมือนแพงนะ แต่มาคิดดีๆ
แค่เราไม่ต้องขับรถเอง เที่ยวเต็มที่ มีคนช่วยสื่อสาร ไม่หลงแน่นอน ก็น่าจะโอเค

จากนั้นเราก็จะจองที่พักกันครับ
ทั่วๆ ไป เราก็คงจองโรงแรมสวยๆ ใกล้ที่เที่ยวกันตามปกติ
แต่ที่นี่ จะมีที่พักสไตล์โมร๊อคโค ที่เป็นอะไรที่ the must ห้ามพลาดเลย
อารมณ์เป็นเกสต์เฮ้าทรงปิด ดูภายนอกก็เหมือนตึกทึบทั่วไป
แต่พอเข้ามาข้างใน จะมีการตกแต่งสวยงาม มีสวนและสระน้ำอยู่ตรงกลาง
ส่วนห้องพักอยู่รอบๆ สวน คล้ายเป็นกำแพงกั้น และสามารถขึ้นดาดฟ้าได้
(ซึ่งผมว่ามันเหมาะกับเขตที่มีทะเลทรายนะ จะต้องไม่ต้องเปิดหน้าบ้านเจอพายุ)
เราเรียกที่พักแบบนี้ว่า Riad (อ่านว่าริยาด)
จะมีมากๆ ในเขตเมืองเก่า โดยเฉพาะ Marrakesh และ Fez

Riad ชื่อดังบางที่ เรียกว่าต้องจองกันข้ามปีเลยทีเดียว
ซึ่งเราก็แวะไปดูนะ ขนาดว่าเราเล็งไว้ 3-4 เดือนก่อนยังเต็มแล้ว
(แต่ช่วงที่เราไปก็สิ้นปี-ปีใหม่พอดี ซึ่งไม่น่าว่างหรอก)
ที่ดังๆ เช่น Riad BE marrakesh, La Sultana Marrakesh, La Mamounia

หลังจากที่พักพร้อม, การรถพร้อม, โรงแรมพร้อม, ลาราชการเรียบร้อย
ก็มาแลกเงินกันครับ แฮ่ๆๆๆๆ
โดยเงินที่เตรียมไป ก็แลกเงินไทยเป็นยูโรไปก่อนครับ
แล้วค่อยเอายูโรไปแลกเป็นเงินบ้านเค้าต่อ ซึ่งมีหน่วยเป็น ดิแรม (Dirham หรือ dh)
โดยกะคร่าวๆ ว่า 1 บาทเรา ได้ 3.3 ดิแรม หรือ 10 ดิแรม เท่ากับ 3 บาท/

เอาละ ทีนี้ทุกอย่างก็พร้อมจริงๆ ละ
จัดแจงเสื้อผ้า เก็บกระเป๋าไปลุยซาฮาร่าและโมร็อคโคกัน
อ้อ ลืมบอกไป แม้ว่าเราจะไปเขตทะเลทราย แต่อย่าหาทำเอาเสื้อกล้ามไปนะครับ
เพราะเราไปช่วงหน้าหนาวของเค้า ซึ่งอุณหภูมิจะอยู่ช่วง 5-20 องศา
แล้วที่ทะเลทรายนี่ อุณหภูมิติดลบนะครับ
ดังนั้น ทริปนี้ ก็จะหนักไปที่เสื้อ Base warmer และ เสื้อกันหนาวเช่นเดิม อิอิ
(ถ้าอยากร้อนๆ มาช่วงหน้าร้อนนะครับ ทะเลทรายบางวัน 50+ องศา)

แล้วเราก็มาเริ่มต้นทริปของเราครับ

สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 4 :: วันจริง Cycling Shimanami ครับ!!

นาฬิกาปลุกเราราวตีสี่ครึ่ง ความรู้สึกตอนนั้นไม่ต่างกับนอนในตู้เย็น
แม้ว่าจะซุกตัวในผ้าห่มพร้อมทั้งมีฮีตเตอร์ใกล้ๆ อากาศหนาวมากๆๆๆ
ผมคิดไม่ออกจริงๆ ถ้าเรายังยืนยันปั่นไปตามแผนเดิม จะไปถึงทันเวลาไหม
เพราะจุดนี้ แค่ก้าวเดินในบ้านยังหนาวทรมานขนาดนี้
แต่เราจะมัวชักช้าไม่ได้ครับ เพราะที่นี่มีห้องน้ำห้องเดียว

ฝ่าความเหน็บหนาว ด้วยรถบรรทุก

ผมจัดการตัวเองและสัมภาระทุกอย่างพร้อมราวๆ ตีห้านิดๆ
และด้วยความหิวจึงเปิดมาม่าคัพกิน 1 ถ้วยรองท้อง (ที่นี่เค้ามีบริการอาหารขายนะ แค่ 100 เยนเอง แต่บริการตัวเองหมด)
กินสักพัก รถกระบะมาถึงราวๆ 5.15 น.ตรงเวลา เราก็ช่วยกันยกจักรยานทั้งสามคันขึ้นรถกระบะ
ผมนั่งกะลุงคนขับ (ซึ่งเป็นเจ้าของเกสเฮ้าส์) ส่วนที่เหลือนั่งรถยนต์อีกคัน (เมียเจ้าของเกสต์เฮ้าส์ขับ)
แอบลุ้นนิดๆ ว่าจะทันมั้ย (แต่ดูจากเวลาแล้วน่าจะสบายๆ)

เราขับรถมาเรื่อยๆ ตามทางที่เราปั่นมาเมื่อวาน จนถึงช่วงกลางเกาะ เราก็เลี้ยวขึ้นทางด่วนครับ
ทางด่วนยังเปิด แต่ติดป้ายประชาสัมพันธ์ตลอด ว่าจะปิดตั้งแต่หกโมงจนถึงเที่ยง ซึ่งคิดว่าปิดตรงเวลาแน่นอน!!!
เราลงจากทางด่วนราวๆ 5.50 น. ทันเวลาเป๊ะๆ เย่ๆๆๆ รอดแล้วๆๆๆ
แต่พอคิดย้อนกลับไป แล้วลุงจะกลับเกาะ Oshima ยังไง ,, ลุงว่า เดี๋ยวหาเที่ยวแถวนี้แหละ เที่ยงค่อยกลับ ,, โหยยยยยยยยย

เรานั่งรถกับลุงมาเรื่อยๆ จนไปที่จุดนัดพบครับ
จุดนัดพบที่นี่ไม่ใช่ทั้งตรงศูนย์นักท่องเที่ยวกลางเมือง หรือ Shimanami Earth Land เมื่อวาน แต่เป็นที่สี่แยกก่อนขึ้นทางด่วนซักแยกนึง
ซึ่งลุงและป้าที่มาส่ง ไม่ได้ปล่อยเราไปตามยถากรรมนะ แกนี่ดูแลเอฟรี่ติงจิงเกอเบลให้หมด พาเราไปยังลานจอดรถ ถามที่รวมตัว ถามความเรียบร้อย ถามนั่นนี่ ฯลฯ
ถามเราทุกช๊อตและไปส่งเราถึงจุดที่ใกล้ที่สุดที่ให้รถยนต์เข้า (แล้วพวกนางยังมีการเดินไปเช็คความเรียบร้อยอีกนะตามบล๊อคต่างๆ อีกนะ)
โหยยยยยย ถ้าไม่มีลุงและป้าเจ้าของเกสเฮ้าส์ ลำบากแน่ๆ

บรรยากาศการรวมพลของนักปั่นทั่วสารทิศ

เราไปถึงจุดรวมพลราวหกโมงครึ่ง ซึ่งจุดนี้จะเป็นจุดปล่อยของ Course B, C, D, E และ F
โดยจะปล่อยตามลำดับ B, C, D, E, F ซึ่งแต่ละ course ก็ยังมีกลุ่มย่อยอีกเพื่อให้ไม่ปล่อยทีละเยอะเกินไป
ตามกำหนดการ เรียกรวมพล 7 โมงเช้า และเริ่มเรียง line up เสร็จ 7.30 น.
เวลาเหลือว่างๆ เราก็ไปจัดการสัมภาระก่อน ของต่างๆ สามารถฝากเค้าไปได้นะครับ มีรถบริการส่งถึงปลายทาง
เราฝากไปแหละ พวกเสื้อผ้ากับของใช้ที่มันไม่แตกหักอะ แต่พวกกล้องก็พกไปเองดีกว่า (ส่วนพวกผงดองขิงกับน้ำหมักเนื้อยกให้เจ้าของเกสเฮ้าส์ไป)
ดีเหมือนกันนะ ไม่ต้องแบกไปเอง เพราะปั่น 70 โลจริงๆ ก็เมื่อยไหล่ไม่ใช่น้อย

พอจัดการสัมภาระเสร็จ ก็จัดการตัวเองต่อครับ ด้วยการเข้าห้องน้ำ ฮาๆๆๆ
ห้องน้ำที่นี่เป็นห้องน้ำพลาสติกเคลื่อนย้ายได้ครับ ข้างในแบบทรงส้วมซึมแบบญี่ปุ่น (ที่เราต้องหันหน้าเข้าท้ายชักโครก)
ถอดชุดปั่นที่เป็นเอี้ยมก็ยากอยู่ละ ยังยากที่จะต้องทรงตัวบนนั้นด้วยคลีทลื่นๆ ซึ่งเราไม่คุ้นเลยจริงๆ ฮาๆๆ
พอจัดการตัวเองเสร็จทุกอย่าง ก็ลองดูผู้เข้าร่วมรายการปั่นกับเราครับ

อย่างที่บอกว่านี่มันไม่ใช่รายการแข่งแบบ Elite แต่ให้อารมณ์แบบปั่นวัดใจหรืองานประจำปีมากกว่า
ดังนั้น คนที่เข้าร่วม มีตั้งแต่เด็กๆ จนถึงลุงๆ, ส่วนมากเป็นคนญี่ปุ่น แต่ก็มีฝรั่งมาร่วมด้วยไม่น้อย
จักรยานก็หลากหลายมากๆ มีตั้งแต่รถธรรมดา เสือภูเขา เสือหมอบ จนถึงเสือหมอบตัวท้อปแบบเรา
ซึ่งบอกเลยว่า จักรยานไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกครับ (โดยเฉพาะเรื่องความหรูหรา!!!)

รอไปอีกสักช่วง คนก็ทะยอยกันมาเยอะมากๆ ครับ จนพอถึงเวลาปุ๊บ ก็เริ่มให้เรียงแถวเพื่อปล่อยตัวตามบล๊อค
โดยการปล่อย เค้าจะปล่อย course B (วนเกาะ Omishima รวม 110 กม.) ออกไปก่อนครับ
จากนั้นเราก็ค่อยๆ ต่อคิว จูงรถจักรยานกระดึ้บๆ ไหลตามฝูงชนไปครับ
ยิ่งใกล้จุดปล่อยตัว เสียงก็ดังขึ้นเรื่อยๆ ครับ ,, ผมนี่ฮึกเหิมมากๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ไปแข่งกะใคร
หมด course B ก็ต่อด้วย course C (ปั่นไป-กลับ Onomichi รวม 140 กม. ซึ่งเป็นระยะไกลที่สุด)
หมด course C แล้วก็เป็นตาของเราครับ โดยเค้าจะเริ่มปล่อยกลุ่มแรกของ course D ตอน 8.13 น. (คือในกรุ้ปยังซอยเป็นกลุ่มย่อยๆ อีก) โดยเค้าให้เวลา 4 นาที ในการปล่อยตัวของแต่ละกลุ่มย่อยครับ
ขบวนนักปั่นค่อยๆ เลื่อนไปเรื่อยๆ จนเห็นจุดเริ่มของเราเป็นหน้าปากทางด่วน
ข้างหน้ามีเวที และฝูงชนจำนวนมาก ,, พิธีกรทั้งญี่ปุ่นและฝรั่งก็เฮฮากันน่าดู (ฟังไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ ฮาๆๆๆ)
กลุ่มย่อยของเราเป็นกลุ่มที่ 3 ได้ปล่อยตัวตอนเวลา 8.21 น. ซึ่งปล่อยตัวตรงเวลามากๆ

ถ้าคิดไม่ออกว่า Course D ปั่นยังไง สามารถดูรายละเอียดลึกๆ ได้ตามลิงค์นะครับ

ช่วงเวลาแห่งการรอคอยได้มาถึงแล้ว

สัญญาณปล่อยตัวดังออกมา ผมตื่นเต้นมาก ทำตัวไม่ถูกเหมือนกันไม่รู้ว่าจะเร็วหรือช้าดี เอาเป็นว่าไหลๆ ตามเค้าไปก่อน
เริ่มมาเป็นเนินเล็กๆ แล้วเข้าทางด่วนเลยที่ปกติจักรยานขึ้นไม่ได้
รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน แต่แปลกที่ปั่นบนถนนปิด แบบโล่งมากๆๆ
ทางด่วนบ้านเค้า เป็นแค่ถนน 2 เลนเองนะ ไม่ได้เหมือนบ้านเรา แล้วทางด่วนก็ปิดให้ทั้ง 2 ฝั่ง แต่เราปั่นแค่ฝั่งเดียว (และข้ามไปไม่ได้ด้วย)
ออกตัวช่วงแรก คนเยอะมากและยังไม่อัดกันเต็มแรง (เว้นพวกกลุ่มหน้าๆ)
ผมพยายามเกาะกลุ่มแล้วค่อยๆ แซง พร้อมกะลากแฟนไปด้วย เร่งทำความเร็ว แต่ไม่ได้มากนัก

จากนั้นเราผ่านอุโมงสั้นๆ พอโผล่มาอีกฝั่งก็เริ่มจะเห็นสะพาน Kurushima-Kaikyo ลิบๆ ละ
หลังจากปั่นไปได้เรื่อยๆ ใกล้ๆ จะขึ้นสะพาน รู้สึกว่ามันช้ากันจัง
อยากปั่นเร็วๆ เหมือนกัน แต่ไม่รู้จะปั่นเร็วไปทำไม ถ้วยก็ไม่มี เอาเป็นว่าค่อยๆ เสพวิวฟินๆ ช้าๆ ไปกับนักปั่นคนอื่นๆ เพราะวิวแบบนี้ บรรยากาศแบบนี้ไม่ได้มีทุกวัน
แล้วผมว่าเค้าเตรียมงานดีมาก ถนนที่มีรอยต่อ ก็ปูเหมือนผ้ายางหนาๆ ให้ จะได้ปั่นแล้วไม่สะเทือน
Staff ยืนคุมเยอะมาก แทบทุก 100 เมตร, โค้งและโบกมือทักทายเราตลอดทาง

หลังจากลงสะพาน ก็มีมุดอุโมงค์ด้วย (ถ้าเป็นบ้านเราคงตัดถนนอ้อมภูเขา) น่ากลัวเหมือนกัน แนะนำว่าควรมีไฟติด ทั้งหน้าและหลัง ถ้าดีก็มีพวกกระดิ่งด้วย
เราปั่นย้อนทางเดิมหมด เริ่มตั้งแต่สะพาน Kurashima-Kaikyo, สะพาน Hakata-Oshima, สะพาน Tatara แบบไม่ต้องลงไปที่เกาะข้างล่าง
พอยิ่งปั่น ความเร็วก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นะ อาจเพราะรอบขามันมา แต่ว่าก็ไม่ลืมที่จะชมวิวตลอดสองข้างทางไปด้วย
พอลงสะพาน Tatara ไปนิดนึง ก็ถึงจุดพักครึ่งทาง ตรงที่พักทางด่วน บนเกาะ Ikuchima

ที่จุดนี้มีของให้กิน ทั้งขนม, น้ำ เกลือแร่ และ signature อย่างมะนาวแบบกินเปลือกได้ ฮาๆๆๆ (เป็นของที่คนหยิบน้อยที่สุดละ แต่ผมว่าอร่อยดี)
จุดนี้เราพักกันสักครู่ เพราะมีบริการห้องน้ำด้วย
แถมเจอพี่ๆ คนไทยจาก Boxmatch ที่จัดทริปปั่นต่างประเทศ ด้วย ,, หวังว่าจะได้ใช้บริการในคราวถัดๆ ไป
แม้ว่าจะทัน cut off แน่ แต่ก็ไม่อยากเสียเวลากับจุดพักมาก จึงรีบออกเดินทางกันต่อ

เกาะ Ikuchima คือเกาะสุดท้าย และสะพาน Ikuchima คือสะพานสุดท้ายที่เราได้ขึ้นทางด่วน
และเราอ้อมลงจากทางด่วนที่เกาะ Innoshima ครับ
แอบผิดหวังนิดๆ อยากให้เราได้ปั่นต่อบนทางด่วนยาวๆ จนถึง Onomichi เลย

จากนั้น เราก็ปั่นเส้นทางตามปกติของ Shimanami Kaido เลยครับ
แต่เส้นทางวันนี้พิเศษกว่าวันอื่นๆ เพราะข้างล่างเค้าก็ปิดถนนให้นะ
หรือแม้แต่ตามสามแยก/สี่แยก ก็มีตำรวจ/staff คุมและคอยโบกรถให้ตลอด
แถมบรรยากาศสองข้างทางนี่ต้องบอกว่าสุดยอดมากๆๆ
ชาวบ้านมีส่วนร่วมกับงานนี้ตลอดทาง ตั้งแต่หนุ่มสาว เด็กน้อย ลุงป้าน้าอา โบกมือทักทายตลอดสองข้างทาง
ปั่นจนถึงกลางเกาะ Innoshima เราพักอีกครั้งที่โรงงาน Manda ครับ (ซึ่งโรงงานนี้ ก็คือไอ้ที่แจกผงดองขิงให้เราตอนที่ลงทะเบียนอะ)
เราก็พักแป้บนึงครับ, กินน้ำกินท่า แล้วปั่นออกไปต่อเลยตามเส้นสีฟ้า

จากนั้นเราข้ามเกาะ Innoshima ไปยังเกาะ Mukaishima ผ่านสะพาน Innoshima (ไอ้สะพานลูกกรง)
ปั่นไปเรื่อยๆ กำลังทำความเร็วสนุกๆ อยู่ดีๆ ก็ให้เลี้ยวเข้าไปในโรงเรียนมัธยมปลาย Mukaishima ที่มีแต่ทราย
ซึ่งจุดนี้ ที่โรงเรียนเค้าให้เราเข้ามาเพื่อแบ่ง group ขึ้นเรือเฟอรี่
เราก็เดินงงๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร เดินตามเขาอยู่ดีๆ ก็ได้ไปอยู่หน้าแถว แล้วก็ให้ไปก่อนคนอื่น
ตรงนี้ แอบงงๆ เหมือนกัน ฟังญี่ปุ่นไม่ค่อยออก ก็ไปตามที่ Staff เค้าโบกละกัน (แต่ไม่ได้แซงใครน้าาาาาา)

จากนั้นปั่นมาอีกนิดนึง ก็ขึ้นเรือ Ferry (แต่ไม่ต้องจ่ายตังละ) ข้ามไปยังฝั่งเมือง Onomichi
แต่ตัวเมืองฝั่ง Onomichi ไม่ได้ปิดถนนนะ (แต่ไหล่ทางเค้ากว้างมากๆ จนไม่น่าจะเป็นปัญหาอยู่ละ)
ค่อยๆ ปั่นมา ผ่านตัวเมือง ผ่านร้านรวงต่างๆ ผ่านโรงแรม U2 hotel แล้วเลี้ยวข้างๆ โกดังเก่า
จุดนี้ก็คือเส้นชัยของ Cycling Shimanami 2018 นั่นเองครับ!!!!
ซึ่งเราถึงเส้นชัยราว 11 โมงครึ่ง ซึ่งใช้เวลารวมพักราว 4 ชม. (หรือถ้าไม่พักก็ 3 ชม. 30 นาที)
มีปอมๆ มาเชียร์ มีช่างภาพมารอถ่ายรูป มีคนเยอะมาก มีสตาฟนำทางเราไปที่จอดรถ มอบประกาศนียบัตรที่พิชิตงานปั่นได้สำเร็จ
ฟีลลิ่งแบบปั่นเข้าเส้นงานแข่งระดับโลกเลยอ่า

หลังจากเข้าเส้น ก็รู้สึกว่าระยะปั่น 70 กม. นี่กำลังพอดีๆ (ถ้า 140 กม. เหนื่อยกว่านี้เยอะ)
ส่วนนึงคือความล้าสะสมที่เรียกว่าปั่นมาทุกวันก่อนหน้านี้
จากนั้นเราก็หาของกิน ซึ่งที่นี่จัดเต็มมาก ทั้งกุ้งทอด, โอโคโนมิยากิ, ยากิโซบะ, และเครื่องดื่มต่างๆ
แบบว่าแคลที่กินหลังปั่นนี่เยอะกว่าที่ใช้ปั่นมาเสียอีก
หนังท้องตึง หนังตาหย่อน เราจึงไปเช็คอินที่โรงแรม Green Hill ครับ เป็นโรงแรมใกล้ๆ U2 แต่ราคาถูกกว่า 3 เท่า
ทีแรกไม่รู้จัดการรถยังไง เพราะห้องพักอยู่ชั้นห้า จะใส่กล่องละฝากเคาน์เตอร์ไว้ดีไหม
แต่เห็นจากใน Agoda เค้าเอารถจักรยานถ่ายในห้อง เราก็เลยยกขึ้นไปเลยละกัน
สภาพห้องโอเคนะครับ แคบแบบญี่ปุ่น (แคบกว่า U2 นิดๆ) แต่เรายัดจักรยานเข้าไป 2 คันได้สบายๆ ห้องวิวสวยมากๆ โดยรวมก็ถือว่าดีครับ

ผิดแผนกันเป็นเรื่องปกติ

ไม่ทันจะหายเหนื่อยจากดราม่ารอบก่อน ก็มีดราม่ารอบถัดไปมาแล้ว
เพราะทีแรกเรากะว่า จะแพครถเก็บ แล้วให้แมวดำส่งรถจักรยานเราไปรอที่สนามบิน แล้ววันกลับค่อยไปเอา ,, ส่วนเราก็เที่ยวเล่นสวยๆ ที่ฮิโรชิมา
แต่แผนการนี้ก็ต้องล่มสลายไป เพราะแมวดำไม่มีสาขาที่สนามบินฮิโรชิมา แล้วก็ กล่อง Move มันใหญ่เกินกว่าที่บริษัทจะรับขน

ที่สนามบินฮิโรชิมาไม่มีรถไฟไปถึงนะครับ ต้องอาศัยชัตเติลบัสเอา ,, ถ้าจะขึ้นที่สนามบินนี้ แนะนำให้คิดดีๆ ครับ ฮาๆๆๆ แต่ถ้าจะขึ้นจริงๆ ขนจักรยานจากเมือง hiroshima ง่ายกว่าจากเมือง Onomichi พอสมควรครับ เอาเป็นว่า ติดตามในตอนต่อๆ ไปครับ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

แผนการเราเยอะมากในการขนจักรยานไปสนามบินครับ
ตั้งแต่เช่ารถกระบะไปเอง, ให้ชัตเติลบัสจองที่วางจักรยานให้เรา, ฯลฯ
จนสุดท้าย ตัดสินใจว่า พรุ่งนี้เราปั่นเล่นที่ Onomichi แล้ววนเล่นซักเกาะ แล้วกระเตงรถไปเที่ยวฮิโรชิม่าด้วยละกัน
ไหนๆ ก็ลุยมาด้วยกันถึงขนาดนี้แล้ว

สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 3 :: Shimanami Kaido มุ่งสู่เมือง Imabari

พยากรณ์อากาศที่ญี่ปุ่นไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง!!
ฟ้าใส กลิ่นทะเลพัดโชยมา ถนนที่ไหล่ทางกว้างๆ ,, นี่แหละ วันที่เราไฝ่ฝันก็มาถึง!!

วันที่เราจะปั่นเส้นทางที่เค้าว่าเป็นสรวงสวรรค์แห่งจักรยานที่อย่างน้อยนักปั่นควรมาสัมผัสสักครั้ง
70 กิโลเมตร เป็นความยาวที่ไม่ไกลไม่ใกล้เกินไป และเส้นทางของเรานั้นพาดข้ามทะเลเซโต้ ผ่านหกเกาะ และหกสะพาน
นั่นคือเส้นทาง Shimanami-Kaido นั่นเองครับ
โดยวันนี้เราจะเดินทางจากเมือง Onomichi ไปยังเมือง Imabari นั่นเองครับ
แล้วเราจะไปนอนพักที่เกาะ Oshima (ซึ่งเป็นเกาะที่อยู่ติดกับเมืองอิมาบาริ) ที่เป็นที่อยู่ของเกสเฮาส์เรา
เราจะเดินทางขาไป โดยพกสัมภาระไปนอนที่นั่น แล้ววันแข่งจริงจึงจะปั่นกลับมาโอโนมิจิ

ซึ่งผมจะรีวิวแบบละเอียดยิบเลยนะครับ
(อาจงงกะชื่อเกาะ + สะพานบ้างนะครับ ดูแผนที่ตามลิงค์นี้ประกอบด้วยจะพอช่วยได้ครับ)

เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ตื่นเช้ามาราวเจ็ดโมง เราก็รีบอาบน้ำ และแต่งชุดจักรยานแบบจัดเต็ม พร้อมกับเสื้อกันลมที่พกมาจากเมืองไทย
ส่วนกระเป๋าเป้ใบน้อยๆ ที่พกไปด้วยก็จะมี ชุดจักรยาน+ชุดนอนไปคนละชุด, กล้องถ่ายรูป, เงิน+พาสปอต, แบตสำรอง+สาย และหลักฐานการลงทะเบียน
ส่วนของอื่นๆ และกล่องจักรยาน ก็จะทิ้งไว้ที่ Onomichi U2 นี่แหละครับ

ที่โรงแรม Hotel cycle ไม่มีข้าวเช้าให้ (จะกินก็ต้องจ่ายเพิ่มอีกพันกว่าเยน) เราเลยอัปเปหิตัวเองไปกินที่ลอว์สัน เยื้องๆ โรงแรมดีกว่า
พอออกมาได้ไม่นาน รู้เลยว่า ที่นี่หนาววววววว ครับ ,, แพลนที่ว่าออกมาจากโรงแรมแล้วจะปั่นไปยาวๆ ก็ต้องพับเก็บไว้ก่อนครับ
เพราะต้องถอยกลับไปซื้อ Arm warmer ที่ Giant Shop มาคู่นึง ราคาโหดกว่าเมืองไทย
แฟนผมใส่เสื้อกันลมแบบ Jacket ก็ดีหน่อย ก็คิดว่าน่าจะพอแล้ว

แต่ละเกาะที่ไปทั้ง 6 เกาะ มีร้านสะดวกซื้ออยู่บ้างนะครับ ตามทางที่เราปั่น แต่ละเกาะจะเจอราวๆ 1-3 ที่ ซึ่งส่วนตัวผม แนะนำให้หาของกินติดตัวไปหน่อยครับ ข้าวปั้นสาหร่ายสัก 1-2 ชิ้นก็ได้ครับ เผื่อหิวกลางทาง (ส่วนน้ำถ้าไม่ได้ติดน้ำหวานอะไรก็กินจากกระติกเอา พกไปกระติกเดียวก็พอนะ)

จากนั้นการที่จะเริ่มปั่น เราต้องนั่งเรือ Ferry จากฝั่ง Onomichi ไปยังเกาะข้างๆ ที่ชื่อว่าเกาะ Mukaishima ครับ
สนนราคาค่าตั๋วที่ 110 เยนต่อคนครับ (ราคารวมจักรยานแล้ว)
โดยท่า Ferry มีหลายท่านะครับ และไปส่งที่เกาะ Mukaishima คนละจุดด้วย (แต่ไม่ห่างกันมากนะ)

พอไปถึงก็จะงงๆ นิดนึงครับ ,, ไม่เป็นไรครับ เดินตามชาวบ้านเค้าออกจากท่าเรือ
จากนั้นมองดูที่พื้นครับ จะมีเส้นสีฟ้าตีคู่กับเส้นสีขาวไหล่ทาง ซึ่งนั่นคือเส้นทาง Shimanami Kaido ที่จะพาเราไปเมือง Imabari ครับ
เราก็เริ่มต้นจากเจ้าเส้นนี้เลยครับ ง่ายมากๆ แถมบอกระยะทางด้วยว่าอีกกี่กม. จะถึงเมือง Imabari ครับ
หรือว่าใคร load maps (ที่ผมแนะนำไปในภาคแรก) ลงไปในการ์มิน ก็จะขึ้นแผนที่มาเลย สะดวกมากๆ ครับ

อ้างอิงตามBrochure การปั่น Shimanami Kaidoแล้ว เส้นทางที่เค้าขีดสีฟ้าที่ถนนไว้เป็นเส้นทางที่เป็น recommend route ระยะทาง 70 กม. เท่านั้น (จุดสีแดง :: คือทางที่ง่ายที่สุด ปั่นสบายๆ ไม่มีเนินเท่าไหร่) ,, แต่จริงๆ แล้ว เส้นทางนี้ยังมีทางในระดับ Intermediate (จุดสีเหลือง :: ยากขึ้นมาอีกนิด เพิ่มระยะทางอีกหน่อย แถมเนินให้กระเเทกเล่นๆ อีกนิด), และแบบ Advance (จุดสีน้ำเงิน :: มีเนินโหดๆ เพียบ, บางช่วงเป็นทางขึ้นเขาชันๆ จัดๆ ใช้เวลาปั่นค่อนข้างมากหน่อย) ซ่อนอยู่ด้วย แต่ Intermediate และ Advance แนะนำว่าต้องเอาแผนที่พกติดตัวไปด้วยหรือต้อง create course บน Garmin ไว้ด้วย เพราะเค้าไม่ได้ขีดเส้นไว้ที่พื้น

ว่าแล้วก็เริ่มกันเลยครับ

เกาะแรก Mukaishima – สะพาน Innoshima

ช่วงแรกการออกสตาร์ทจะเริ่มปั่นในเมืองครับ แต่เมืองที่นี่จะออกแนวเล็กมากๆๆๆ เป็นบ้านพักอาศัย + ร้านค้านิดหน่อย
รถที่นี่ก็ขับไม่เร็วมากครับ แล้วเค้าจะไม่ขับมาเหยียบหรือทับเส้นสีฟ้าเลย ซึ่งปลอดภัยมากๆๆ
ส่วนเราก็ปั่นตามเส้นสีฟ้า และชมวิวไปเพลินๆ สบายมากๆ ครับ
ซึ่งผมว่าเค้าฉลาดในการวางแผนและออกแบบมากๆๆๆ เพราะไหนๆ จะสร้างสะพานก็ทำทางจักรยานเล็กๆ ให้ด้วย แล้วก็ขีดเส้นสีฟ้าไปเรื่อยๆ นำทางไป จนถึงอีกฝั่งนึง
เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ,, ลงทุนครั้งเดียว ได้ทั้งสะพานข้ามรถ และได้ทางจักรยานที่สวยๆ ด้วย

ช่วงที่เราผ่านสามแยก หรือสี่แยก เส้นสีฟ้าจะมีขาดหายเป็นช่วงนะครับ ถ้าก้มหน้าก้มตาปั่นอาจมีเงิบได้ว่าเส้นหายไปไหน แนะนำว่าให้พยายามมองไปข้างหน้านิดนึงแล้วเล็งหาเส้นสีฟ้าไว้ครับ แล้วก็อย่าลืมด้วยว่าเวลาเจอสี่แยกห้ามเลี้ยวขวาตัดถนนนะครับ ให้เราข้ามทางม้าลายเสมอ ส่วนทางสามแยกตัดได้เลย

จริงๆ บนเกาะมีพวกสถานที่ท่องเที่ยวด้วย ซึ่งในแผ่นพับแผนที่แนะนำการปั่นก็จะมีบอกนะ อย่างที่เกาะ Mukaishima ก็ปั่นผ่านพวกสวนกล้วยไม้นะ แต่ไม่ได้แวะอะครับ

ปั่นไปไม่นานก็ออกจากตัวเมือง ไปเจอทะเลแล้วครับ บอกเลยว่าลมแรงมากๆๆๆ แต่ทะเลก็สวยมากๆ ครับ
ทะเลบ้านเขาดูใสมาก เป็นสีน้ำเงินดุๆ ไม่ค่อยมีชายหาดเท่าไหร่ครับ
ซึ่งเกาะ Mukaishima ผมปั่นแค่ Recommended route นะครับ โดยทางนี้เป็นส่วนติดทะเล
แต่เกาะนี้มี Intermediate และ Advance route ซึ่งปั่นผ่าเนินกลางเกาะด้วย!!! (แต่ก็อยากปั่นติดทะเลนี่นา)
ปั่นไปราวๆ 9 กม. เราก็จะถึงจุดที่จะพาเราขึ้นสะพานแล้วครับ

มองจากไกลๆ ก็คิดนะว่าสะพานตั้งสูง เราจะขึ้นไปได้ยังไงวะ ,, แต่จริงๆ แล้ว ไม่ยากเลยครับ
เพราะพอถึงจุดขึ้นสะพาน มันจะมีป้ายบอกให้เราเลี้ยวครับ
พอเราเลี้ยวปุ้บ จะเจอลักษณะเหมือนทางขึ้นเขา ซึ่งทางก็ไม่ได้ชันมากนะ สูงสุดราวๆ 5% เท่านั้น
แล้วเส้นทางนี้ส่วนมากเป็นเส้นทางของจักรยาน บางช่วงเป็นวันเวย์ บางช่วงมีสวนกัน (บางช่วงก็มีมอเตอร์ไซมาใช้ถนนร่วมด้วยนะ)
ปั่นไม่นานก็ถึงสะพานแรกแล้วครับ ชื่อสะพาน Innoshima (ชื่อเหมือนเกาะถัดไปเลย) โดยทางจักรยานของสะพานนี้จะอยู่ข้างใต้ของสะพานหลัก ใช้ทางร่วมกับจักรยานยนต์
โดยสองข้างจะถูกกั้นด้วยลูกกรงนะครับ ซึ่งผมว่าเป็นสะพานที่สวยงามและเสียวน้อยที่สุด ฮาๆๆๆๆ
ปั่นไปราวๆ กิโลนิดๆ ก็ถึงทางลงแล้วครับ โดยเกาะต่อไปที่เราจะไปคือ Innoshima

เกาะ Innoshima – สะพาน Ikuchi

ต่อมาเราลงมายังเกาะ Innoshima ครับ ลงมาเสร็จก็มีทางให้เลือกเลย คือ ไปทางง่ายเลี้ยวขวา และไปทางยากเลี้ยวซ้าย (แนะนำขวา!!!)
ซึ่งพอเราไปทางขวา มันจะขึ้นไปส่วนทางเหนือของเกาะครับ ซึ่งเป็นทางราบๆ ซึ่งเป็นโซนโรงงานซะเยอะเลย (แต่ดูสะอาดสะอ้านมาก)
ไปอีกนิด มีทางแยกระหว่าง Recommended กะ Intermediate ครับ ซึ่ง recommend จะพาเราขึ้นเนิน ส่วน intermediated จะพาเราไปทะเล
ซึ่งผมปั่นมาทั้งสองทาง และพบว่า Intermediate ง่ายกว่า (ฮา) และเสี่ยงต่อการหลงน้อยกว่า (มีเส้นสีฟ้าทั้ง 2 ทาง)

จริงๆ ผมแอบไปปั่นรอบเกาะ Innoshima มาด้วย เพราะว่าเป็นวันที่เหลือว่างวันนึง แอถมอยากรู้ด้วยว่าทางระดับ Intermediate กะ advance บ้านเขามันจะเป็นยังไง ซึ่งเก็บไว้ใน part ที่ 5 ละกันครับ

ปั่นไปอีกไม่ไกล ราวๆ 10 กม. ก็ถึงสะพานถัดไปครับ นั่นคือสะพาน Ikuchi ครับ สะพานนี้ยาวแค่ 790 เมตรเท่านั้น
ซึ่งเวลาขึ้นก็ขึ้นคล้ายๆ กันนะครับ คือพอถึงจุดเลี้ยว มันก็จะพาเราไปขึ้นเนิน แต่สะพานนี้จะพาเราวนขึ้นไปด้านข้างสะพาน
เราก็จะได้ปั่นเลนข้างๆ รถยนต์ แต่มีที่กั้นแยกคนละเลนชัดเจนนะ แล้วปั่นสวนกัน (ส่วนมอไซใช้ทางขึ้นเนินเดียวกันแต่จะขับอีกฝั่งสะพาน)
ซึ่งปั่นจริงผมว่า ก็สวยมากๆ เลย เห็นวิวสวยมากๆๆๆ แบบไม่ต้องมีลูกกรงมากั้น ปั่นไปถ่ายรูปไป จนไม่รู้ว่าจะปั่นเร็วๆ ไปทำไม ฮาๆๆๆ

เกาะ Ikuchima – สะพาน Tatara

พอลงจากสะพาน Ikuchi ,, เราก็จะถึงเกาะ Ikuchima แล้วครับ
เกาะมีมีความพิเศษ คือ ไม่มีเส้นทาง Advance ครับ และผมก็แนะนำทาง Recommended ด้วย
(ดูจาก Google street view ผมว่าทาง Intermediate มันเปลี่ยวกว่า, แถมไม่ค่อยผ่านอะไรอะ ดูเหงาๆ)
หลังจากเริ่มปั่นที่เกาะนี้ไม่นาน พวกเราก็เริ่มหิวและปวดห้องน้ำครับ เลยแวะร้านข้างทาง
เป็นร้านขายปลาหมึกทอดแบบเทมปุระ คู่กับน้ำส้มคั้นสดครับ ,, กินแล้วสดชื่นและเติมพลังให้เราได้ดีมากๆ

ของมีชื่ออย่างนึงของหมู่เกาะที่ทะเลเซโต้คือส้มและมะนาวนะครับ สังเกตว่าจะมีปลูกกันเต็มสองข้างทางเลย และที่ฮือฮามากๆ คือ ที่นี่มีมะนาวแบบกินเปลือกได้ด้วย!!!!!

อีกเหตุผลนึงที่แนะนำให้มาทาง Recommended เนี่ย เราจะผ่านเมืองท่าของเกาะที่มีชื่อว่า Setoda
ซึ่ง Setoda เป็นเมืองที่ค่อนข้างใหญ่มาก มีร้านค้าร้านอาหารเยอะด้วยครับ แถมมีชายหาดด้วยนะครับ ชื่อ Sunset beach

และที่ Setoda นี่แหละ ตรงที่เป็นศูนย์นักท่องเที่ยว จะมีของฝากเยอะแยะเต็มไปหมดครับ ซึ่งหนึ่งในของพิเศษนั่นก็คือ เสื้อลาย Shimanami Kaido ของ Le Coq ซึ่งไม่มีขายที่เกาะอื่นครับ สนนราคาตัวละ 10,800 เยนครับ ซึ่งนอกจากจะหาเจอแล้วยังต้องมีดวงด้วย เพราะบางทีไปแล้วไม่มีไซส์!!! แอบเสียใจที่แฟนผมไม่ได้เสื้อลายนี้อ่าาาาาาาา

ปั่นบนเกาะนี้ด้วยเส้นทาง Recommended ก็ตกราวๆ 14 กม. แล้วก็เตรียมขึ้นสะพานไปยังเกาะถัดไป
ปั่นไปเพลินๆ นี่เราปั่นมาราวๆ 40 กม แล้วเหมือนกันนนะเนี่ย
ส่วนนึงเพราะอากาศเย็นสบายเหมือนเราปั่นในห้องแอร์ ยิ่งทำให้ไม่เหนื่อยเลย

เอาเป็นว่าเรารีบปั่นข้ามสะพาน Tatara (ซึ่งยาวเกือบ 1500 เมตรแหนะ!!!) เพื่อจุดพัก และข้าวกลางวันกิน
อ้อ!!! และความพิเศษของสะพานนี้นอกจากที่จะมุ่งสู่เกาะถัดไปของเรา นั่นก็คือเกาะ Omishima
ก็คือเราจะข้ามจากเขตเมืองโอโนมิจิ จังหวัดฮิโรชิมา ไปสู่เขตเมืองอิมาบาริ จังหวัดเอฮิเมะด้วย

พักที่ Omishima – ไปสะพาน Omishima

หลังจากที่เราไหลลงจากสะพาน Tatara มายังเกาะ Omishima ,, แนะนำว่าควรมาพักที่ Tatara Sogo Park ครับ
ที่นี่นอกจากเป็นสวยสาธารณะสวยๆ ที่เราสามารถมองดูสะพาน Tatara จากด้านล่างได้แล้ว ยังมีศูนย์อาหาร, พิพิธภัณฑ์และห้องน้ำอย่างดี
ถือว่าเป็นการพักครึ่งทาง+พักเที่ยงเลยละกัน

ที่นี่ไม่ใช่แค่จุดพักจักรยานนะครับ แต่พวกรถยนต์ก็มาจอดเต็มเลย เกินครึ่งนึงของรถที่มาจอดพักที่นี่พกจักรยาน คิดว่าจุดหมายเค้าก็คงไม่น่าจะต่างกับเราเท่าไหร่
พวกเราหิวมากเลยเดินเข้าไปในโซนร้านอาหารชุดเลยครับ ซึ่งดูน่ากินและราคาน่าสนใจ
แต่ปัญหาคือ โต๊ะเต็ม!!! แล้วเราก็ไม่รู้วัฒนธรรมในการต่อคิวเอาโต๊ะที่นี่เท่าไหร่ (จริงๆ คือคุยไม่รู้เรื่อง ฮาๆๆ)
เราก็เลยเดินออกมาข้างนอก ที่เป็นร้านค้าแนวแผงลอยครับ
ผมสั่งข้าวแกงกะกรี่หมูทอด ส่วนแฟนผมสั่งปลาหมึกทอดและ Katsudon
โดยรวมรสชาติดีมากนะครับ ราคาไม่แรงด้วย
แต่อากาศหนาวๆ แบบนี้ได้อะไรอุ่นๆ มันดีมากครับ เลยสั่งกาแฟร้อนมา รสชาติกลางๆ ครับ

เราพักไปครึ่งชั่วโมงกว่า ได้เจอเพื่อนนักปั่นที่ปั่นมาจากเมืองโอโนมิจิ เพื่อไปปั่น Cycling Shimanami วันพรุ่งนี้ด้วย
ซึ่งตัวเขาเองแม้ว่าจะได้ปั่น Course D แบบเราที่เริ่มต้นที่เมือง Imabari แต่ก็จองที่พักไม่ได้
เลยต้องปั่นยาวไปถึงเมือง Matsuyama (ซึ่งห่างจากจุดปล่อยตัวเกือบ 50 กม.!!)
แล้วนั่งรถไฟขบวนพิเศษรอบตีห้ามาแทน โอโห… ยอมใจจริงๆ

ออกจากจุดพัก เราปั่นมาตามเส้นทาง recommended เลยครับ เป็นทางที่ไม่ยากและสั้นมาก ราวๆ สี่กม.
แต่ถ้าเผลอใจไปเส้น Intermediate หรือ advance ละก็ รับรองว่ายาวววววววครับ (ยาวระดับ 40+ กม.)

จากนั้นเราก็ขึ้นสะพาน Omishima ซึ่งรูปร่างมันจะเป็นสะพานทรงโค้งไม่เหมือนรูปร่างของสะพานอื่น
ตอนนี้ลมแรงมากๆ ขนาดที่ว่าอยู่บนสะพานแล้วมีลมพัดมานี่ เสียงปลิวตกทะเลเหมือนกัน (แต่ที่กั้นเขาดีนะ ไม่น่าจะตกง่ายๆ)
เพราะพยากรณ์อากาศญี่ปุ่นบอกว่าวันนี้มจะแรงที่สุดในรอบเดือนเลย (หวังว่าพรุ่งนี้ลมจะไม่แรงแบบนี้นะ…)
สะพานนี้ ยาวเพียง 320 เมตรเท่านั้น

เกาะ Hakatajima – สะพาน Hakata-Oshima – เกาะ Oshima

Hakatajima ก็อีกเกาะก็เป็นที่เราผ่านแค่ช่วงสั้นๆ ของเกาะแค่ประมาณ 2 กม. เองครับ
ลงไปปั่นที่เกาะแค่แว้บเดียวก็เตรียมขึ้นสะพานถัดไปแล้ว
ตอนนี้เวลาเกือบบ่ายสองแล้ว แต่อากาศยังดีมากๆ ปั่นสบายมากๆ แถมได้เห็นวิวสวยๆ นี่แทบไม่เหนื่อยเลย
ปั่นไปปั่นมา เราก็สังเกตเห็นพ่อลูกคู่นึง ปั่นจักรยานแม่บ้านตั้งแต่ขึ้นเรือเฟอรรี่มากะเราตั้งแต่ท่าโอโนมิจิละ
สองพ่อลูกก็ค่อยๆ ปั่นต่อนยอนๆ มาเรื่อยๆ แล้วก็จะทันเราทุกครั้งที่เราพัก (เอ… แล้วเค้าไม่พักกันเลยเรอะ)
ซึ่งอยากบอกว่าคุณลูกแข็งแรงมากๆ เพราะประเมินจากสายตา น้องเค้าน่าจะ 7-8 ขวบเอง
แถมปั่นจักรยานแม่บ้านกันมาด้วย!!!
เป็นกำลังใจให้นะครับ

บนเกาะ Hakatajima มีเส้นทาง Advance ด้วยนะ
โดยทาง Advance จะให้เราไปวนขึ้นเนิน Hirakiyama เพิ่มขึ้น (แต่ไม่ได้ไป เพราะกลัวไม่ทัน ฮาๆๆๆ)

เรารีบขึ้นสะพาน Hakata-Oshima ที่เป็นสะพานรองสุดท้ายของทริป
สะพานนี้ยาวราวๆ 1 กม. ครับ ซึ่งเป็นสะพานที่สวยมาก พวกเราอดไม่ได้ที่จะจอดเป็นพักๆ เพื่อเสพวิวสวยๆ
และสุดปลายสะพานคือเกาะ Oshima ที่เราจองเกสต์เฮาส์ไว้ครับ

ทีแรกแผนการของเราจะปั่นรวดเดียวไปรับหมายเลขการแข่งที่ Imabari ก่อนแล้วค่อยกลับมาพักทีเดียว
แต่ปั่นแบกของนานๆ นี่ก็ชักเมื่อยไหล่ เลยขอเอาสัมภาระบางส่วนไปเก็บที่เกสต์เฮ้าส์ก่อน (แถมในกระเป๋าจะได้มีที่ใส่ของเพิ่มขึ้นด้วย)
หลังจากลงสะพาน เราเลี้ยวขวาละไปตามทางเล็กน้อย เราก็จะเจอที่พักของเราแล้ว ชื่อว่า Yadokari guesthouse ครับ
เจ้าของชื่อคุณ Rie และ Akira ยืนรอทักทายเราอยู่ พอเราไปถึงก็ทักทายและดีใจมากๆ เป็นกันเองดีมากๆ น่ารักมากๆๆ

ลักษณะของที่นี่เป็นบ้านญี่ปุ่นชั้นเดียวดัดแปลงมา นอนฟูกแบบญี่ปุ่น, มีห้องน้ำแยก, ห้องอาบน้ำใช้ด้วยกัน (แต่มีห้องเดียว), มีครัวและโต๊ะนั่งเล่นใช้ด้วยกัน
มีของกินเล่น+มาม่าคัพขาย 100 เยน, มีกาแฟดริปให้ฟรี เอาเป็นว่า มีให้ครบพออยู่ได้ข้ามคืนแม้ว่ารอบข้างจะเปลี่ยวแค่ไหนก็ตาม
วันที่ผมไป มีคนพักด้วย 2 ครอบครัว, เป็นคนญี่ปุ่น 1 ครอบครัว และคนจีนอีก 1 ครอบครัว (ซึ่งคนจีนจะไปปปั่น Course C แบบไป-กลับ 140 กม.!!!)
ส่วนจักรยานมีที่จอดอยู่นอกบ้าน (ควรมีที่ล้อคเตรียมไปเอง) ที่ห้องมีปลั๊กสามตาให้, มีฮีตเตอร์ให้ แต่ที่จะน่ากังวลหน่อยคือห้องล้อคไม่ได้
(โดยเวลาจองที่พักผ่าน AirBNB ของเกสต์เฮ้าส์ที่นี่ จะจองเป็นห้องนะครับ ที่นี่มี 4 ห้อง ชอบห้องไหนก็จองห้องนั้นไป)

คุยกันไปจนเพลิน ก็ดูโอเคนะ ทุกอย่างน่าจะดูราวรื่น จนกระทั่งคุยกันถึงว่า พรุ่งนี้จะไปจุดปล่อยตัวอย่างไร
เราก็เล่าให้ฟังว่าวันจริงตอนเช้าจะตื่นมาแล้วออกบ้านราวๆ ตีห้า แล้วปั่นไป (เนื่องจากเราเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของเรามากๆ)
เจ้าของเกสเฮ้าส์ก็ทำหน้าตกใจแล้วทักว่า ตอนเช้ามันมืดและหนาวนะ ทำไมไม่ไปกะเราล่ะตอนเช้า หกโมงครึ่งเราจะไปส่งที่ท่าเรือพร้อมกะคนจีน แล้วเรือลำแรกจะออกไปตอนเจ็ดโมง
เราก็ทักไปว่าเจ็ดโมงนี่ เค้าเรียกรวมตัวแล้วอ่า ไปไม่ทันแน่นอน (ปล้วทางด่วนบนเกาะก็ปิดตอนหกโมงด้วยนะยูว์!!!)
ซึ่งเจ้าของเกสเฮ้าส์ตกใจกว่าเดิม+ทำหน้าเครียดๆ และพยายามหาแผนการเดินทางอื่นให้ทันเวลา
เราก็ปล่อยเค้าคุยและหาหนทางไปละกัน ,, ส่วนเราก็ขอตัวก่อนนะ เพราะเดี๋ยวไปเอาหมายเลขไม่ทัน

จริงๆ เค้ามีคู่มือให้นะครับ เกี่ยวกับกฏและการเตรียมตัวต่างๆ ค่อนข้างละเอียดมากๆ ครับ

พอเอาสัมภาระส่วนหนึ่งฝากไว้เสร็จ เราก็รีบปั่นไปเมือง Imabari ต่อ
โดยปั่นทางที่เป็น recommended สำหรับเกาะ Oshima นี้เป็นทางที่เราต้องปั่นจากเหนือลงใต้ ฝ่าเนินกลางเกาะ 2 เนินครับ เหนื่อยพอควร
(ถ้าเลือกปั่นทางที่เป็น Intermediate จะปั่นเลาะชายทะเล ที่มีระยะทางไกลกว่าราวๆ 4 กม.)
แค่เราปั่นทางลัดกลางเกาะก็ราวๆ 10 กม.แล้ว เหนื่อยเหมือนกัน และกว่าจะไปถึงอีกฝั่งของเกาะ ก็ราวบ่ายสามโมงแล้ว…
ซึ่งจุดนี้ ท้องฟ้าเริ่มครึ้มๆ (คนละแบบกะบ่ายสามบ้านเราเลย) แถมวิวที่เราเห็นสะพาน Kurushima-Kaikyo ยาวสุดลูกหูลูกตามันสวยงามมากๆ

ว่าแล้วก็รีบปีนขึ้นไป

บนสะพาน Kurushima-Kaikyo และเมือง Imabari

เรารีบปั่นจักรยานขึ้นสะพานไปครับ ซึ่งสะพานนี้ค่อนข้างสูงมากๆ แต่พอเราเห็นทางขึ้นปุ๊บนี่ อยากขึ้นทันที เพราะมันมีทางวนๆ แบบใน Anime เลย (เหมือนแบบทางขึ้นที่จอดรถในห้าง ฮาๆๆๆ)
พอขึ้นไปถึง ฟีลลิ่งแรกคือเสียวมาก ทั้งจากความสูงด้วย, ลมที่แรงมาก และสะพานยาวจนมองไม่เห็นปลายสะพานอีกด้าน (ก็ยาวตั้ง 4 กม.!!)
และทางจักรยานที่ค่อนข้างแคบ (และต้องขี่สวนกัน) แถมรู้สึกว่ามันใกล้กับรถยนต์ด้วย+รถก็วิ่งเร็วด้วย
แถมเวลาปั่นบนสะพานมันจะรู้สึกสั่นๆ นิดๆ มันไม่มั่นคงเหมือนสะพานอื่นๆ
และพอทุกอย่างมันมารวมกัน ผมรู้สึกเียวมากๆๆๆๆ (แฟนผมนางดูชอบนะ!!) แต่ผมพยายามสลัดความกังวล ก้มหน้าปั่นต่อไป
พยายามทำความเร็วให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ทันเวลา

พอถึงปลายสะพานฝั่ง Imabari ผมรีบไหลลงเข้าไปยังเมืองครับ เพราะจากตัวสะพานเราต้องเข้าไปอีกไกลพอควร
เรายึดมั่นปั่นไปตามเส้นสีฟ้า จนในที่สุดเราถึงจุดปลายของมันตรงศูนย์นักท่องเที่ยวของเมือง Imabari
เห็นนักปั่นอยู่บ้าง ตรงร้าน Giant store แต่ดูไม่ค่อยคึกคักอย่างที่คิดไว้เลย ไม่เหมือนบรรยากาศตามงานแข่ง
สุดท้ายเราจึงเข้าไปถาม (พร้อมกับช้อปปิ้งที่ร้านไจแอนท์) อ่าว ที่นี่ไม่ใช่ที่ลงทะเบียน เพราะว่าเค้าจัดกันที่ Shimanami Earth Land
เราก็เลยต้องปั่นไปอีกร่วมห้ากิโล ซึ่งกว่าจะถึงก็ราวๆ สี่โมงแล้ว

จริงๆ จุดลงทะเบียนเราเลือกได้นะครับ ว่าจะลงที่ไหน หลักๆ ก็จะมีที่เมือง Imabari, เมือง Onomichi และก็เมือง Matsuyama ครับ (อาจมีที่อื่นๆ อีก แต่ละปีไม่เหมือนกัน) ซึ่งถ้าเราลงทะเบียนว่าจะไปเอา bib ที่ไหน เราต้องไปที่นั่น Only นะครับ ซึ่งทีแรกผมกะเอาที่ Onomichi แต่ไหนๆ เราก็จะปั่น Shimanami Kaido อยู่แล้วเลยว่าจะมาเอาที่ Imabari ก็ได้ แถมถ้าเอาที่ Onomichi ก็ต้องแบกมาด้วย (ก็เราไม่รู้ว่าเค้าจะให้อะไรเราบ้างนี่นา) ซึ่งไม่คิดเหมือนกันว่ามาเอา bib ที่นี่จะมีดราม่าอะไรมากมายขนาดเน้

ที่นี่เป็นลานกว้างๆ ครับ แลดูคึกคักมากๆ มีซุ้มเกี่ยวจักรยานละลานตาไปหมด พอถึงที่หมายก็รีบไปลงทะเบียนครับ
ลงทะเบียนที่นี่นอกจากหมายเลขการแข่งกับกระเป๋าทีได้ ก็จะมีของดีประจำเมือง ตั้งแต่ผ้าขนหนู น้ำมะนาว ผงแช่ตัว น้ำซอสหมักเนื้อ ผงดองขิง ฯลฯ (เยอะเกิ้นนนนนนนน)
เสร็จแล้วเราก็ออกไปเยี่ยมชมตามซุ้มต่างๆ พยายามจะช้อปปิ้งแต่คุยไม่รู้เรื่อง ยืนอยู่ดูสักพักพวกซุ้มก็เริ่มปิด (จุดลงทะเบียนปิด 7 โมง แต่ราวๆ ห้าโมงร้านรวงก็เริ่มเก็บซุ้มแล้ว)
พระอาทิตย์ลดต่ำลงเหมือนอากาศตอนทุ่มนึงบ้านเรา ทั้งที่ยังไม่ถึงห้าโมงดี แถมอากาศหนาวลงมากๆ ยิ่งกว่าอยู่ในตู้เย็น
จริงๆ อยากเที่ยวชมเมือง Imabari (ซึ่งจริงๆ น่าเที่ยวมากๆ) แต่ขอเป็นสิ่งสุดท้ายที่คิดละกัน เพราะเราต้องรีบปั่นกลับไปยังที่พักบนเกาะ Oshima ร่วม 20 กม.
ขามาเราจับเวลาปั่นมาแบบไม่พัก + มีลมส่งนิดๆ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 15 นาที
ขากลับสวนลมก็คงราวๆ 1 ชั่วโมงครึ่งได้แหละ ,, ซึ่งเราจะถึงที่พักหกโมงครึ่ง ก็ไม่น่าจะมืดมากนะ
แต่เราคิดผิดมากๆ ครับ

เราออกตัวกันราวๆ ห้าโมงสิบห้า พระอาทิตย์ตกเร็วมากๆ และเริ่มลับขอบฟ้าไปราวห้าโมงครึ่ง
เรียกว่าปั่นไปบนสะพานตะกี้นี่เสียวแล้ว ขากลับเสียวกว่าเดิม
เพราะยิ่งปั่นก็ยิ่งมืด ทางก็มองเห็นยากขึ้น แถมอากาศเย็นและลมแรงขึ้นกว่าเดิมอีก เป็นลมต้านที่หนาวมากๆ หนาวสะท้านเลย
เรากัดฟันปั่นจนถึงปลายสะพานฝั่งเกาะ Oshima ราวๆ หกโมงครับ บอกได้เลยว่ามืดมาก และหนาวมากๆ ลมแรงมากๆ
หลังจากนั้น เราก็ต้องปั่นลุยเนินอีก 2 เนิน ฝ่ากลางเกาะเพื่อขึ้นไปยังที่พักเราที่อยู่ตอนเหนือ
และกว่าที่เราจะปั่นกลับ รวมเวลานี่ เกือบๆ 2 ชั่วโมงเลย!!!
และพรุ่งนี้ เราจะต้องมาเจอสภาพแบบนี้อีกตอนปั่นมาร่วมงาน โอยยย ตายยยย เทตอนนี้เลยได้มั้ยยยยยยยย

ปั่นฝ่าเนินกลางเกาะไปจนถึงร้าน Okonomiyaki ที่เจ้าของ Guesthouse แนะนำ ซึ่งร้านอยู่ห่างที่พักไม่มาก
แต่อ่าววววววว ร้านเขียนป้ายว่าปิดทุ่ม (แต่เราถึงร้านทุ่มสิบห้า) เพราะถ้าปิดแล้ว แถวนั้นจะไม่เหลืออะไรแล้ว
ทำให้เหลือทางเลือกที่จะต้องปั่นกลับไปหาอะไรกินกลางเกาะ หรือกินมาม่าที่เกสเฮ้าส์
แต่พอเข้าไปถาม แม่ครัวก็บอกว่าเข้ามาๆๆ เปิดบริการให้พิเศษนะๆๆ เรียกว่ารอดไป
ทั้งหิวทั้งหนาวแบบนี้เลยสั่งชุดใหญ่ไป ทั้งทาโกยากิ โอโคโนมิยากิ เกี๊ยวซ่า ฯลฯ จัดเต็มมากๆๆๆ
พอกินเสร็จก็ปั่นกลับเกสเฮ้าอีกประมาณโลกว่าๆ ครับ แต่เป็นช่วงเวลาที่ทรมานมากๆ
ออกมาจากห้องอุ่นๆ สภาพอิ่มๆ เพื่อเจอความเหนาวและลมทะเลอีกครั้ง แงๆๆ

พอถึงที่พักก็รีบอาบน้ำ จอดรถไว้ข้างนอก และเตรียมรถ/เช็ครถครั้งสุดท้ายครับ
แล้วก็มานั่งคิดว่าพรุ่งนี้เอาไงดี เพราะตอนเช้าๆ น่าจะหนาวกว่านี้มากๆ แน่นอน และปั่นไปคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ชม แน่ๆ
ซึ่งถ้าแบบนี้ ตี่สี่ครึ่งออกบ้านจะทันไหม จะหนาวแค่ไหน หาอะไรกินยังไง ฯลฯ คำถามพวกนี้วนเวียนอยู๋ในหัวตลอด
กำลังคิดเครียดๆ ฟุ้งซ่านๆ คนจีนที่พักอีกห้องก็เดินมาคุยกับเราว่า
ขอบคุณที่ทักเรื่องเวลาปล่อยตัวเมื่อเช้านะ เจ้าของเกสเฮ้าส์เลยแพลนว่าจะเหมารถไปส่งเราตอนเช้าที่จุดปล่อยตัวเลย
โดยล้อหมุนจากเกสเฮ้าส์ ราวๆ ตีห้า ซึ่งทันเวลาทางด่วนจะปิดตอนหกโมง และส่งเราทันเวลาแน่นอน สนนราคาค่ารถ 800 เยนต่อคน
บอกเลยว่า สภาพการณ์แบบนี้, อากาศหนาวแบบนี้ แพงกว่านี้ก็ยอมจ่าย!!!

คืนนี้หลับฝันดีละครับ

สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 2 :: ยินดีต้อนรับสู่โอโนมิจิ

หลังจากตอนก่อนหน้า ที่เราได้มีโอกาสสำรวจโอกาสสำรวจโอซาก้า และได้ปั่นไป-กลับนามา ซึ่งทั้งคู่เหมือนเป็นการวอร์มอัพการปั่นจริงที่ญี่ปุ่นครั้งนี้
ซึ่งวันนี้เราจะได้เริ่มเอาจริงที่จะปั่นที่เมืองที่ถือว่าเป็นเป้าหมายของเราแล้วครับ

มุ่งหน้าสู่โอโนมิจิ

หลังจากปั่นไปหากาแฟจิบและหาข้าวเช้ากินแบบขำๆ แล้ว
เหลือเวลานิดหน่อยเลยปั่นชมปราสาทโอซาก้าอีกนิด ซึ่งคนมาเที่ยวที่นี่มีหลากหลายมากครับ
นอกจากนักท่องเที่ยวทั่วไปแล้ว ก็ยังมีทั้งทีมเด็กๆ มาทัศนศึกษา และนักวิ่งที่มาซ้อมแบบจริงจังมากๆ ด้วย
ส่วนเราก็ปั่นชมวิว ชิวๆ ถ่ายรูปสวยๆ ไปครับ

พอถึงเวลา เราก็เตรียมแพคจักรยานด้วยกระเป๋า MOVE เพื่อออกเดินทางต่อแล้วครับ
โดยครั้งนี้จุดหมายของเราคือการไปยังเมือง Onomichi และโรงแรมจักรยาน U2 ซึ่งตั้งเวลาเช็คอินไว้บ่ายสี่โมง
พร้อมแล้วเราก็ขนสัมภาระและเข็นจักรยานมายังสถานี Tamatsukuri เพื่อไปยังสถานี Shin-Osaka เพื่อเดินทางไปต่อด้วยชินคันเซ็น
ซึ่งเวลาที่เราเริ่มเดินทางราว 11 โมงตรงครับ คนพลุกพล่านพอสมควร แต่ก็ยังพอมีที่เหลือให้เรายกจักรยานไปมา
พอถึงสถานี Shin-Osaka ก็รีบไปซื้อตั๋วชินคันเซนครับ
โดยรอบนี้เราจะไปลงที่สถานี Fukuyama ก่อนที่จะต่อ Local train ไปอีกรอบหนึ่งครับ
ค่าเดินทางด้วยชินคันเซ็น สนนราคาท่านละ 6080 เยน ใช้เวลาราวชั่วโมงนึง กับระยะทางเกือบ 200 กม.
ซึ่งรอบที่เราจะไปคือราวบ่ายสองโมงครับ เพราะมีที่ว่างหลังสุดว่าง 2 ที่พอดี

  • แนะนำว่าถ้ามีของเยอะ/สัมภาระชิ้นใหญ่เราควรไปซื้อกับเจ้าหน้าที่ดีกว่าซื้อกะตู้กดตั๋วโดยตรง โดยแนะนำว่าจองแบบ reserve ไว้ด้วย (ถ้าเรามีแพลนอยู่แล้ว ซื้อล่วงหน้าหลายวันๆ จะดีมากๆๆๆ) และบอกด้วยว่าเรามีสัมภาระนะ (ถ้าดีก็โชว์ให้เค้าดูไปเลย) เค้าจะพยายามหาที่นั่งหลังสุดให้ เพราะมันพอมีพื้นที่ที่เราสามารถวางสัมภาระและจักรยานแทรกไว้ได้ครับ (แต่จริงๆ ที่นั่งบนชินคันเซ็นค่อนข้างกว้างมากอยู่แล้วนะผมว่า) หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ เราสามารถวางไว้ตรงพื้นที่ระหว่างขบวนรถก็พอได้นะ
  • แม้ว่าที่ Onomichi จะมีสถานีชินคันเซ็นด้วย (มีชื่อว่า Shin-Onomichi) แต่ผมแนะนำให้เลือกที่จะลงสถานี Fukuyama แล้วต่อไป Onomichi ด้วย JR มากกว่า เพราะว่าจากสถานี Shin-Onomichi ไกลจากตัวเมืองพอสมควร และเราจะต้องเข็นสัมภาระมาเองราวๆ 2.5 กม. (ไม่แน่ใจวา่มีรถบัสไหมนะครับ) อีกทั้ง รอบรถไฟที่จะไปลง Shin-Onomichi มีน้อยกว่ามากๆ ครับ

เราหาอะไรรองท้องอีกนิด แล้วไปรอที่ชานชาลาข้างบนครับ รถไฟบ้านเค้าตรงเวลา และแม่นยำมากๆ
แม้ว่าชานชาลาที่เราจะขึ้นมีรถไฟจอดอยู่ก็อย่าทะเล่อทะล่าขึ้นไปแบบไม่ถึงเวลานะครับ พยายามสังเกตป้ายและชาวบ้านญี่ปุ่นกันด้วย
ซึ่งพอใกล้ถึงเวลา เราก็ต้องมีสมาธินะครับ เพราะเราไม่ใช้สถานีต้นทาง รถไฟมันไม่ได้จอดนาน กะคร่าวๆ ไม่น่าถึง 5 นาทีครับ
มีอะไรก็รีบขนขึ้นไปให้หมดก่อน แล้วค่อยไปจัดระเบียบร่างกายและสัมภาระข้างบนอีกที
โดยแพลนเราคือ รถผมยัดไปข้างหลังฝั่งซ้าย, ส่วนรถแฟนผมจะยัดไปทางฝั่งขวา แล้วเอาสัมภาระวางทับอีกที
แต่พอขึ้นไป ฝั่งซ้าย (ซึ่งเป็นฝั่งที่เรานั่ง) ยัดจักรยานไปไว้ข้างหลังเบาะได้ แต่ฝั่งขวามีคนนั่ง แถมเสียบปลั้กโน๊ตบุ๊คอีก!!!
เราพยายามขอเค้า (ซึ่งคุยไม่ค่อยรู้เรื่อง) แล้วดึงปลั้กโน้ตบุ้คเค้าออกแม่ม 55555 แต่มันยัดไม่เข้าเพราะเค้าไม่ขยับเก้าอี้ให้ แถมผมว่าถ้ายัดเข้าก็คงเสียบปลั้กโน้ตบุ้คไม่ได้
เราก็เลยเอาไปไว้หลังสุดเลย ตรงนอกตู้เรา ซึ่งมันเป็นช่องว่างระหว่างตู้รถไฟ ก็พอไว้ได้นะ
แต่ที่ฮาคือ ของเราดันไปขวางห้องของนายสถานีผู้ขับรถไฟ ฮาๆๆๆ พอเค้าจะเดินออกมานี่ก็ต้องก้าวหลบซ้ายขวาเพลิน จะไปย้ายของ นางก็บอกไม่เป็นไร .

อีกอย่างคือ กระเป๋า MOVE นี่ล้อลื่นมากๆ ครับ ตอนเข็นอะสบายดี แต่ตอนเอาไว้บนรถไฟนี่เรียกว่าไหลซ้ายไหลขวาไปตามรางเลย สร้างความตื่นตาตื่นใจและพุ่งชนชาวญี่ปุ่นไปหลายทีแล้ว ฮาๆๆๆๆ แนะนำควรหา stopper มายันที่ล้อหน่อย (ซึ่งเราไม่ได้เตรียมมา เลยเอากระเป๋าเป้ยันไว้ ซึ่งเพิ่มความรกรุงรังพอสมควร) หรือถ้าดี ล้อรุ่นหน้าน่าจะมีระบบล้อคไว้ด้วย

ขึ้นชินคันเซ็นเพลินมากๆ แต่เราก็อย่าเพิ่งเผลหลับนะครับ เพราะถ้าเลยนี่บอกตรงๆ ว่างานเข้า
เพราะสถานี Fukuyama ไม่ใช่สถานีปลายทางครับ เค้าจอดให้เราแป้บเดียวแค่นั้น ราวๆ 2-3 นาที
ใกล้ถึง ให้เราเตรียมสัมภาระให้พร้อม, เช็คให้ครบถ้วน แล้วไปวางตรงประตูเลย (ซึ่งคนญี่ปุ่นเห็น เค้าจะไม่มาต่อเราเลยครับ เพราะกลัวลงไม่ทันแน่ๆ ฮาๆๆๆ)
พอประตูเปิดก็รีบโยนของลงสถานี พร้อมกับรอยยิ้มของคนขับรถไฟ ที่จะได้เดินออกจากประตูอย่างอิสระเสียที

จากฟุกุยาม่า เราก็เปลี่ยนชานชาลาลงมาที่ JR rail เลย ไม่ต้องออกแล้วกลับมาซื้อตั๋วใหม่ (โดยเราจะไปจ่ายค่าเดินทางที่ปลายทางครับ)
โดยปลายทางของเราให้เล็งไปที่สถานี Onomichi นะครับ ระยะทางราว 15 กม. ใช้เวลาไม่นานครับ ไม่ถึง 20 นาที
ตอนที่เราไป คนก็เยอะนะ แต่ไม่ถึงขั้นแออัดครับ ,, เราเริ่มชินกับสายตาชาวญี่ปุ่นที่จับจ้องเราทั้งสองกับสัมภาระชิ้นโต
แต่รถไฟรอบนี้ มีชาวต่างชาติเริ่มมาเม้ามอยเรื่องจักรยานเราด้วย ฮาๆๆๆๆ ก็คิดว่าคงมาปั่นที่นีเหมือนกันครับ (แต่อาจมาเช่ารถจักรยานเอา)

เราถึงสถานีราวๆ สี่โมงครึ่งครับ ซึ่งเข็นจักรยานราวๆ 5 นาทีก็ถึงโรงแรม U2 hotel ที่จองไว้

โรงแรมจักรยานในตำนาน U2 hotel

จริงๆ เรียก U2 hotel ไม่ถูกต้องเลยเสียทีเดียวครับ ,, เพราะที่ถูกควรเรียกว่า Onomichi-U2 ครับ
ซึ่งอาณาจักรของ Onomichi-U2 เนี่ยมีหลายส่วนครับ ทั้งร้านขายของชิคๆ, ร้านอาหาร, บาร์, ร้านกาแฟ, เบเกอรี่
ส่วนที่เป็นโรงแรมเนี่ย มันมีชื่อว่า Hotel Cycle ครับ

จากที่อยู่เมืองไทย ข้อมูลที่เคยได้รับคือ ที่นี่เหมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของนักปั่นที่ควรมาพักสักครั้งในชีวิต
เป็นการเอาโกดังเก่าที่ติดทะเล มาแปลงร่างเป็นโรงแรมจักรยานครบวงจร
ข้างในเรียกว่ามีครบทุกสิ่งอัน แถมเอาจักรยานไปไว้ในห้องได้ด้วย!!
ความฝันของนักปั่นตาดำๆ อย่างผมคือ การได้ลองมาสัมผัสสักครั้งหนึ่ง

แต่เริ่มตั้งแต่ประสบการณ์การจอง
ซึ่งที่พักที่นี่ ราคาค่อนข้างแพงมากๆๆๆ (ถ้าเทียบกับที่อื่นๆ ในเมือง)
โดยสนนราคาต่อ 1 คนในห้องแบบธรรมดา เริ่มต้นที่ 12,200 เยน (หรือราวๆ 4000 บาท) หรือ 1 ห้อง 24400 เยน (ราวๆ 8000 บาท)
ไม่ว่าจะจองผ่าน Agoda, Booking, หรือจองโดยตรง ราคาเท่าๆ กันหมด

โอเค ตามแผนคือจองไป 2 วัน เพื่อให้วันแรกเราฝากของ แล้วอีกวันมารับกลับ
ราคาจ่ายแพงพอสมควร แต่คิดว่าเพื่อเราจะได้เอาของเก็บ แล้วก็มาลองสักครั้งในชีวิต

ถ้าจองผ่านเวปโรงแรมโดยตรง ราคานี่จะคิดเป็นต่อคน!! แบบทีแรกตกใจเลยนะ ว่าเห้ย!!! ไรวะ ไปสองคนก็คูณ 2 อะดิ (ต้องระวังดีๆ ด้วย เดี๋ยวเพื่อนจะไม่มีที่นอนเอา) ซึ่งมาคิดแล้ว ราคาต่อสองคนได้ราคาเท่ากันกับ 1 ห้องพอดี ถ้าจองผ่าน agoda, booking ,, ส่วนโรงแรมอื่นๆ ในคุณภาพใกล้เคียงกัน ทำเลคล้ายๆ กัน ราคาจะประมาณ 10,000 เยนก็มี

ฟีลลิ่งแรกที่มาถึงโรงแรม… สวยมากครับ งานออกแนวกึ่งๆ อินดัสเตรียลลอฟ มีรถจักรยานสวยๆ จอดอยู่หลายคัน
เดินดูส่วนร้านขายของ (Shima shop) ก็สวย+แนวดีครับ แต่ราคาแรงเอาเรื่อง
ดู Giant store ก็ถือว่าดีนะครับ มีช่างให้คำปรึกษา+ลากรถมาซ่อมได้เลย (แนะนำเสื้อ+กระติกน้ำลาย limited ที่นี่)
มี Yard cafe + Bakery + ร้านอาหาร กลิ่นหอมเย้ายวนมากๆ แต่ต้องอดใจไว้ก่อน
เพราะเราจะเข้าไปเช็คอินครับ

ฟีลลิ่งแรกที่เข้าห้อง… ประตูห้องหนักมาก และเปิดค้างไม่ได้ (ทำให้การเข็นจักรยานเข้าห้องไม่ใช่เรื่องง่าย) ห้องค่อนข้างแคบและอึดอัด ฝ้าเตี๊ยมาก
มีที่แขวนจักรยาน ดัดแปลงเอาแฮนด์หมอบมาพันผ้าพันแฮนให้รอบแล้วเอาติดผนัง ซึ่งรถที่ไซส์เล็กๆ (ถ้าเล็กกว่า 48) น่าจะแขวนไม่ได้
มีชุดนอนให้ใส่ อุปกรณ์ต่างๆ ครบตามมารตฐานห้องน้ำญี่ปุ่น ส้วมฉีดตูดอัตโนมัติแต่ไม่เปิดฝาส้วมให้เอง หน้าต่างเปิดไป ก็คือทางเดินนอกโรงแรมครับ

ฟีลลิ่งแรกที่ประกอบจักรยาน… คือ เราก็เปิดกล่องกลางโรงแรม แล้วก็ประกอบมันอย่างนั้น ไม่ได้มีอะไรพิเศษครับ
ทุกอย่างใช้ของเราหมดนะครับ พวกอุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงสูบลม ,, ออ ประกอบเสร็จก็เอาไปวางบนขาตั้งที่โรงแรมให้
พอเสร็จทุกอย่าง ก็ขนกล่องเราไปวางไว้หน้าห้อง… เป็นอันจบสิ้นกับโรงแรมจักรยาน

ถามว่า รู้สึกยังไง อืมมมมม ส่วนตัวก็ดีนะ แต่คราวหน้าคงไม่มาอีก (และคงไม่แนะนำใคร เว้นถ้าอยากลอง) ยิ่งถ้าเทียบกับราคานี่แรงไปเยอะเลย เพราะถ้าโรงแรมจักรยานของเรามันน่าจะมีอะไรมากกว่านี้ นอกจากแค่ที่แขวนจักรยานในห้องนอนเฉยๆ แถมฟีลลิ่งตัวโรงแรมก็ไม่ได้จักรยานเท่าไหร่

ฟีลลิ่งแรกของการปั่น… กว่าจะประกอบเสร็จ+เคลียทุกอย่างเรียบร้อย ก็ราวๆ ห้าโมงครึ่งครับ
ออกไปปั่นแล้วพบว่าฝนปรอยๆ เลยแค่สำรวจข้างๆ โรงแรมฝั่งที่ติดทะเลเท่านั้น แล้วก็กลับไปกินข้าวที่โรงแรมครับ
ดูพยากรณ์อากาศแล้ว ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปท้องฟ้าจะแจ่มใส และจะไม่มีฝนอีก

สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 1 :: ดราม่าที่ Osaka – Nara

กับการเดินทางที่แสนยาวนาน เราทั้งสี่ (คนสองคน+รถสองคัน) ก็มาถึงญี่ปุ่นตอนหกโมงเช้า

เราออกเดินทางจากบ้านตั้งแต่บ่ายโมงและบินจริงราวๆ สี่โมงเย็น
รอ Transit ที่ฮ่องกง และเริ่มบินอีกครั้งตอนตีหนึ่งกว่าๆ
ขาไปเราใช้บริการของสายการบิน Cathay ซึ่งเป็น Full service
โดยรวมผมว่าโอเคนะ ให้น้ำหนักมา 30กก./คน โดยไม่จำกัดชิ้น/ขนาด แถม check through ให้
บนเครื่องมีหนังดู มีของกินแจก มีสายรูเสียบชาร์จไฟให้

หลังจากผ่านตม.และศุลกากรญี่ปุ่น เราก็เดินทางไปยังที่พักด้วยรถไฟ โดยเราเลือกสายที่เป็น JR
เพราะว่าเราจะลงที่สถานี Tennoji แล้วต่อไปสถานี Tamatsukuri ที่เป็นที่พักของเราครับ
(ส่วนถ้าใครจะไปลง Namba ให้เลือกไปรถไฟสาย Nankai จะง่ายกว่า ,, แต่ตู้ขายตั๋วก็ติดๆ กันอะนะ)
พอรถไฟมา ผมก็สะพายเป้ใบยักษ์พร้อมกล่องจักรยาน, ส่วนภรรยาก็มีเป้น้อยและกล่องจักรยานอีกใบ
เริ่มที่สนามบินนี่ไม่เท่าไหร่ครับ เพราะเป็นสถานีปลายทาง เราเข็นกล่องขึ้นได้แบบสบายๆ
จนรถไฟเริ่มเคลื่อน และรับคนจากสถานีต่างๆ มาเรื่อยๆ เราก็รู้สึกว่า ภาระใหญ่หลวงกำลังจะมา
ถูกต้องครับ!!! คนกำลังไปทำงาน+เรียนหนังสือ และอัดแน่นเต็มรถไฟ
แม้ว่าจะไม่แน่นเท่ากับที่โตเกียว แต่ไม่มีใครมองที่กล่องใบยักษ์สองกล่องนั่น ซึ่งหมายถึงมันมีขนาดเท่ากับ 5-6 คนยืน!!!
ผมพยายามลดขนาดตัวเองโดยการเอากล่องสองกล่องมาอยู่ใกล้ๆ กัน แล้วเอาเป้ยักษ์วางบนกล่องอีกที
แต่ก็รู้สึกตัวเองเกะกะชาวบ้านลูกเด็กเล็กแดงโคตรๆๆ
พอถึงสถานี Tennoji ก็กราบขอทางชาวญี่ปุ่นแล้วเหวี่ยงกล่องจักรยานออก (โชคดีที่ Tennoji คนลงค่อนข้างเยอะด้วย เลยเนียนลงไม่ยาก)

จากนั้นเราก็ต่อจาก Tennoji ไปยังสถานี Tamatsukuri
เราก็ย้ายตัวเองและสัมภาระจาก Airport line มายัง Osaka loop line ครับ
ที่ญี่ปุ่นนี่ ดีอย่าง คือ ไม่ว่าจะที่ไหนก็มีลิฟต์คอยบริการตลอด แล้วเจ้า MOVE สองกล่อง ก็ยัดเข้าลิฟต์ได้พอดี
ตอนนี้เราไม่ได้ขึ้นที่ต้นสถานีอีก แถมเป็นช่วงเวลาที่คนค่อนข้างเยอะด้วย
เราจึงแยกกันคนละประตู (แต่ใกล้ๆ กัน) พยายามเล็งตู้ที่คนน้อยๆ แล้วรีบพุ่งไปครับ
ด้วยความตื่นเต้น เร่งรีบ และสายตาหลายสิบคู่ พอใกล้ถึงผมจึงส่งสัญญาณให้แฟนลง แล้วเราก็ถึงเป้าหมายอย่างสวัสดิภาพ
แต่พอลากกระเป๋าออกจากสถานีเท่านั้นแหละครับ ผมสะดุ้งเลย!!
เพราะลงผิดสถานี T_T

ทำให้ครั้งแรกในการมาญี่ปุ่น เราต้องลากกล่องและสัมภาระเดินเท้าไปประมาณ 800 เมตร
เพราะเราดันไปลงสถานี Tsuruhashi แทนที่จะเป็น Tamatsukuri (ก็ชื่อมันคล้ายกันนี่นา)
แต่อากาศบ้านเค้ากำลังดีครับ, ฟุตบาทเดินง่าย แป้บเดียวก็ถึงครับ
แต่ไหนหว่าโรงแรม

ว่าด้วย Grandouce Tamatsukuri

โรวแรมที่เราจองชื่อ Grandouce Tamatsukuri ครับ ซึ่งเราจองผ่าน Booking อีกที
ที่นี่อยู่ใกล้รถไฟฟ้ามากๆ ครับ, ทำเลดูดีมากๆ ห้องดูดีมากๆ ราคาไม่แพงด้วย
ทีแรก เราค้นจาก Google street view แต่ไม่แน่ใจทำเลที่ชัดเจนนัก แต่น่าจะอยู่ในซอย หลังร้านซักผ้าหยอดเหรียญ

พอใกล้ถึงเราก็พยายามหาโรงแรมที่จองไว้ครับ แต่ก็ไม่เห็นมีนะ ดูแล้วก็มีตึกสำนักงานและบ้านคน
เราก็เลยเดินหาร้านซักผ้าหยอดเหรียญครับ ,, เอ ร้านซักผ้าก็อยู่ตรงนี้นี่นา
เดินวนอยู่หลายที และเปรียบเทียบกับแผนที่บน Google street view ก็คิดว่า เจ้าตึกนี่แหละใช่แน่ๆ

ตึกนี้น่าจะเป็นตึกที่กำลังสร้างเสร็จครับ ข้างหน้าดูเป็นอพาร์ตเมนต์ จนเราเข้าไปสำรวจตึก ก็มีกระดาษแปะว่า
“Grandouce Tamatsukuri” พร้อมทั้งให้เบอร์โทรไว้
“เย่!!! ถึงสักที อยา่กฝากของไว้ แล้วจะไปปั่นรอบโอซาก้า” ในใจผมคิดแบบนั้น
แต่เอ๋…. พอเข้าไปจริงๆ เราเข้าไม่ได้ครับ เพราะที่นี่ไม่มีเคาน์เตอร์ใดๆ
ข้างหน้าเป็นประตูสองชั้น ซึ่งการเข้าไปชั้นที่ 2 ต้องมีคีย์การ์ด ,, ส่วนด้านหลังเป็นที่จอดจักรยาน
แถม Sim2fly ที่เราเปิด ก็ไม่สามารถใช้โทรออกไปยังเบอร์ที่เค้าเขียนได้
พยายามเช็คเมลที่จองไว้ ทางโรงแรมถามเรื่องพาสปอตและรายละเอียดผู้เข้าพัก แล้วบอกว่าจะส่งกุญแจให้
ภรรยาผมจัดการส่งพวกนี้+กรอกรายละเอียดไปนานมากๆ แต่เราพยายามเช็คเมลที่ตอบกลับก็ไม่มี
อ่าว… ทีนี้ทำไง ยืนงงอยู่หน้าอพาตเมนต์

“มันคงไม่มีวิธีอื่น นอกจากที่เราจะโทรหาเค้าแล้วล่ะ”
ขณะที่ผมกำลังจะเปลี่ยนซิม ก็มีป้าคนนึงเดินจะเข้าไปในตัวตึก ภรรยาผมแกก็ถามป้าเรื่องโรงแรม
ป้าแกเหมือนทำหน้างง แล้วพยายามสื่อสารกับเราด้วยภาษาญี่ปุ่น… อืมมมม จบเห่ละกู
แล้วแกก็หายไปแป้บนึง ควักมือถือออกมาคุย LINE กับใครสักคน จากนั้นแกก็โทรหาเบอร์นั้น
ผมกับปลายสาย เราสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ (สำเนียงญี่ปุ่น…)
แรกๆ แกก็ตรวจสอบเรื่องรายละเอียดการพัก การโอนเงิน ,, ซึ่งโอนแล้ว
แล้วดันมาโป๊ะแตกที่แกไม่ได้ส่งวิธีการเข้าตึกมาให้ แถมวันนี้เราเช็คอินตอนหกโมงเย็นด้วย!!!
โอยน่อ…. ล่มสลายๆๆๆ

สุดท้าย กว่าจะเดินไปทำตามวิธีได้ กว่าจะกดโค้ดเพื่อเอากุญแจ กว่าจะทำนั่นนี่ได้ คุยกันจนเหนื่อย
(ขอบคุณป้าที่ให้ผมยืมมือถือสิบกว่านาที ฮาๆๆๆ)
และโชคก็เป็นของเรา ที่เมื่อวานไม่ได้มีใครมาพัก ,, วันนี้เลยสามารถเข้าได้ก่อนเวลา
จากนั้นเราก็รีบเอาของไปโยนไว้บนห้อง และรีบลงมาประกอบจักรยานเตรียมพร้อมปั่น

แต่ก่อนอื่นใด ต้องชมสภาพห้องที่นี่นะครับ ดีและใหม่มากๆๆๆๆๆ มีส้วมเปิดฝาอัตโนมัติด้วย ฮาๆๆๆๆ
มีอ่างอาบน้ำให้ มีครัวเล็กๆ ให้ มีไมโครเวฟ มีตู้เย็นให้ ทุกอย่างดูดี เป็นสัดส่วนและครบถ้วน และราคาไม่แพงด้วย
ถือว่าเป็นโรงแรมที่น่าแนะนำมากๆ หากต้องพักหลายวันหน่อย

Warm up :: Osaka Explorer

กว่าจะทำทุกอย่างเรียบร้อย ก็ปาไปเกือบ 11 โมงครับ เราเลยว่าเดี๋ยวไปกินข้าวแถวปราสาทโอซาก้าก่อน
จากนั้นลองปั่นไปที่ใกล้ๆ ซึ่งแพลนคร่าวๆ ว่าจะปั่นไปที่โกเบกัน เพราะไป-กลับไม่ถึง 60 กม.

การเอาจักรยานตัวเองมาปั่นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นครั้งแรกดีมากๆ ครับ
อากาศโคตรดี ฟ้าใสสุดๆ รถยนต์ขับโคตรมีมารยาท คือแบบไม่มีเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด
แล้วเราสามารถปั่นบนถนนหรือจะบนฟุตบาทก็ได้ แต่ระวังคนเดินด้วย
แถมรถเค้าก็ขับแบบชิดซ้ายเหมือนกับเราด้วย แทบไม่ต้องปรับตัวเลย

แต่สิ่งต้องปรับตัวเลย คือการเลี้ยวขวาครับ ,, คือถ้าเราปั่นถนนแล้วเราจะเลี้ยวขวา เราจะไม่สามารถเลี้ยวตีโค้งสวยๆ ได้แบบบ้านเรานะครับ เราต้องข้ามทางม้าลายเอาครับ!!!

มื้อแรกเราจัดข้าวแกงกะหรี่แถวๆ ปราสาทโอซาก้าไปครับ รสชาติพอใช้ครับ
จากนั้นไปต่อที่ปราสาทนิดหน่อยเพื่อวอร์มขา + Starbucks รสชาติพิเศษช่วงฮาโลวีน แล้วแพลนจะปั่นไปโกเบต่อ
เกือบบ่ายโมง เราทั้งสองคนมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกครับ

Kobe is callin’ :: DNF

แม้ว่าการปั่นที่ญี่ปุ่นจะดูชิลๆ แต่ปัญหาคือเราปั่นทำความเร็วไม่ได้ครับ
เนื่องจากไฟแดงมันถี่มากๆๆ แล้วเรายังเกร็งๆ ในการปั่นบนถนน จึงสลับมาปั่นบนฟุตบาทด้วย จึงทำให้ช้ากว่าเดิมอีก
ชีวิตนี้ก็ไม่เคยคิดนะครับ ว่าจะปั่นเสือหมอบที่ความเร็ว 12-16 กม./ชม.ได้
รถขอบสูง แต่งชุดเต็ม ปั่นบนฟุตบาทนี่แพ้รถแม่บ้านนะครับจะบอกให้!!!
แต่พอปั่นไปเรื่อยๆ ถนนทางไปโกเบเริ่มกลายเป็นทางด่วน รถยนต์ธรรมดาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสิบล้อ
อีกทั้งเมื่อคืนเราเดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อยมากๆ ร่างกายก็ไม่พร้อมเท่าไหร่
ปั่นไปเกือบสองชั่วโมง ได้แค่สิบกว่าโลก็เลยขอถอยทัพก่อนดีกว่า

ซึ่งผมว่าเราตัดสินใจถูกเลยแหละที่ไม่ไป เพราะมืดเร็วมาก ห้าโมงพระอาทิตย์ก็ตกแล้ว ขืนถ้าเรายังฝืนไป คงถึงโกเบตอนมืดแน่ๆ แถมไม่รู้จะกลับยังไงด้วย…
แล้วอากาศช่วงกลางคืนค่อนข้างหนาวมาก พวกชุดจักรยานเราหลักๆ จะเป็นเสื้อเมืองร้อน จะค่อนข้างบาง และโปร่ง ระบายเหงื่อได้ดีมากๆ ,, แต่พอเจอแบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน
สุดท้ายก็เลยแวะจิบกาแฟร้อนที่ร้าน Lead coffee ครับ

กาแฟที่ญี่ปุ่นราคาโหดพอสมควรครับ มาตรฐานลาเต้ร้อนแก้วนึงราว 400-600 เยน (120-200 บาท) ซึ่งทำให้ราคากาแฟในสตาร์บัคส์ถูกลงไปเลย (แถมผมชอบรสชาติกาแฟบ้านเรามากกว่าด้วยนะ อิอิ)

ส่วนตอนเย็นเราก็ขอทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไปบ้างครับ ฮาๆๆๆๆ
เดิน Dotombori ชมผู้คน, ถ่ายรูปคู่กะป้ากูลิโกะ, ชิมทาโกะยากิร้านดังอย่าง Kukuru
แต่ร้านอาหารเย็นวันนี้คือว่าใช้ได้เลยครับ ,, เรากินร้านชื่อ Botejyo ที่สาขา Dotombori ครับ (ที่ไทยก็มีนะ)
แล้วปิดท้ายด้วย Pablo ครับ

ชิมมาหลายที ผมชอบทาโกะยากิแบบกรอบๆ ของโตเกียวมากกว่านิ่มๆ ของที่นี่, ส่วนโอโคโนมิยากินี่ต้องแบบโอซาก้า/คันไซแหละ อร่อยๆๆ

แม้ไม่ได้ไปโกเบก็ไม่เป็นไร คืนนี้ของพักก่อน แล้วไปแก้แค้นที่นาราพรุ่งนี้แล้วกัน

Nara is callin’ :: Kuragari hill and Hanna rd.

หลังจากความผิดหวังเมื่อวาน วันนี้เรารีบตื่นแต่เช้าเพื่อไปนาราครับ ,, แต่ตอนเช้ามืดและหนาวมากๆ จึงรอให้อุ่นอีกนิด และเริ่มออกเดินทางตอนเก้าโมง
เรารีบออกจากโรงแรม และออกไปจิบสตาร์บัคส์ก่อน ฮาๆๆๆ แล้วมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกครับ
สภาพการจราจรวันนี้คล้ายๆ เมื่อวาน คือช่วงในเมือง เราทำความเร็วแทบไม่ได้เลยครับ ไฟแดงถี่มากๆ
จนกระทั่งออกมานอกเมืองหน่อยเราจึงพอทำความเร็วได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้เยอะแบบบ้านเราที่จัดกัน 30-40กม./ชม. นะ
ที่นี่ได้ซัก 20 กม./ชม. ก็หรูละ….

นอกจากนั้น ช่วงที่ผมค้นหาข้อมูลในการไปนารา ผมไปเจอบล๊อกนี้ครับ
คือมีฝรั่งนายหนึ่งมันโม้ว่า ถ้ายูมาทางหลวง 308 ยูจะเจอภูเขาระดับโคตรบอส ถึงขั้นว่าเป็นทางหลวงที่ชันและยากที่สุดบนโลก!!
โอ้โห!! พูดแบบนี้ขึ้นเลยครับ ญี่ปุ่นมันประเทศพัฒนาแล้ว ใครเค้าจะตัดถนนแบบประสาทแดกแบบบ้านเรา
เนินโหดๆ ของไทยผมก็ผ่านมาเยอะนะครับ ,, แถมวันนี้เราออกกันตั้งแต่เช้า+นาราใกล้กว่าโกเบอีก วันนี้มันต้องเจอกันหน่อยครับ!!!

เราปั่นมาเรื่อยๆ ประมาณเกือบสิบโลครับ แผนที่บน Garmin ก็เปลี่ยนเป็นทางด่วนแล้ว ผมก็พยายามคลำทางไปเส้น 308 ให้เจอครับ
เราลัดเลาะในหมู่บ้านเล็กน้อย พอพ้นแนวของหมู่บ้านเท่านั้นแหละครับ แม่งเหยยยยยยย!!!
มันไม่เหมือนบ้านเราที่มองเห็นเป็นกำแพงถนนนะครับ แต่เหมือนเป็นทางพุ่งเข้าไปในป่า สังเกตง่ายๆ คือที่พื้นถนนจะเป็นตะปุ่มตะป่ำครับ
คือทางชันมั้ย บอกเลยว่าชันมากๆๆ ครับ ยากมากระดับ 20+% เป็นอย่างน้อยตลอดช่วง (บางช่วงมี 40%!!!!)
แต่ความยากของมัน นอกจากความชันเห้ๆ แล้ว ยังมีร่องน้ำใหญ่มากๆ ดักเรารัวๆ แล้วเลื้อยไม่ได้+ไม่มีจุดพักเลย คือถ้าลงจอดก็จูงยาว
ยิ่งกว่านั้น มีรถสวนเราเป็นพักๆ ด้วย ซึ่งสวนที ก็คือจอด 100% เพราะทางมันแคบมาก
ถ้าใครจะปั่นเสือหมอบขึ้น คงต้องใช้ 50/34 คู่กับเฟืองหลัง 34 ขึ้นไปสำหรับขาแรง

จะจำชื่อไว้เลยครับ เนินนี้ชื่อ Kuragari (ฝั่งตะวันตก) ครับ

เห็นคนญี่ปุ่นว่า มีงานประเพณีแข่งขึ้นเนินนี้ด้วยนะครับ ฮาๆๆๆ มึงไปเองเถอะ

แค่เนิน 3 กม. เราทำเวลาไปชั่วโมงกว่าครับ!!! กว่าจะถึงยอดเขา ซึ่งมองไปก็เห็นเมืองอยู่ลิบๆ แล้ว
คนญี่ปุ่น (ที่เค้ามาเดินเทรคกิ้งขึ้นเขาลูกนี้) มาชื่นชมเรามากๆ ว่าปั่นขึ้นมาได้ไง บ้าชัดๆๆๆ
แล้วก็ชี้ว่า เมืองที่ยูเห็นลิบๆ มันคือ Minima-Ikoma ครับ ,, นาราของยูต้องผ่านไปอีกดอย!!!
แค่นั้นแหละครับ!! เรารีบไหลลงเลย เพราะกลัวจะไม่ทันโคตรๆ เพราะแค่ขามานี่ยังไม่ถึงไหนก็เที่ยงวันแล้ว

พอลงถึงเมือง Minami-Ikoma ก็พยายามมองหาร้านสะดวกซื้อ แต่ก็ไม่ได้แวะอะไรครับ
สุดท้ายเราก็บรรเทาความหิวที่ร้าน Mos Burger ก่อนถึงตัวเมืองนาราครับตอนเกือบบ่ายสองครับ
ค่อยๆ ปั่นจนเข้าเมืองนาราราวๆ บ่ายสองครึ่งครับ

เมืองง่ายๆ สไตล์นารา

นาราเป็นเมืองเล็กกว่าที่ผมคาดไว้มากๆ ครับ
แต่ที่คาดไว้ไม่ถึงกว่าคือนักท่องเที่ยวมาแบบเยอะมากจริง
เพราะต้องยอมรับเลยว่า เมืองเค้าน่ารัก และสร้างอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครไว้ได้อย่างดี
การมานารา (นอกเหนือจากที่ดูกวางอะนะ) จะเป็นเมืองที่สงบๆ ไม่ได้พลุกพล่าน แต่ให้ฟีลแบบเมืองเก่าที่มีความขลัง
แถมมี Signature อีกอย่างที่นี่ คือวัด Todaiji ซึ่งถือเป็นอาคารไม้เก่าแก่ที่ระดับใหญ่ที่สุดในโลก
แต่มาครั้งนี้ผมไม่ได้เข้าไปนะครับ เพราะว่าเค้าไม่ให้เอาจักรยานเข้าไปด้วย แถมเวลายังกระชั้นมากๆ
แค่นั่งเล่นถ่ายรูปกับกวางก็หมดไปเป็นชั่วโมงแล้ว

ใช่ครับ ประสบการณ์เมื่อวานสอนเราว่า ที่นี่ค่ำเร็วมากๆๆ และเราจะต้องไม่กลับทาง 308 อีก
ซึ่งก่อนมาผมแพลนว่า เราจะอ้อมภูเขาทางเส้นบนเอา ซึ่งดูจาก Google maps ก็น่าจะชันน้อยกว่า
เล่นกับกวาง และสำรวจเมืองนาราคร่าวๆ ราวๆ ชั่วโมงกว่าๆ เราก็รีบกลับแล้วครับ
ระยะทาง 30 กม. กับเวลา 2 ชม. น่าจะทันที่เราจะถึงโอซาก้าก่อนพระอาทิตย์ตกดิน

เรารีบทำธุระให้เสร็จ แล้วออกเดินทางราวสามโมงครึ่งครับ
คราวนี้เรากลับย้อนทางเดิมในช่วงแรกครับ พอถึงแยกเราก็เลี้ยวขวาขึ้นไปอีกทาง ซึ่งเขียนว่า Hanna road ครับ
ทางนี้ จะไม่เหมือนทางขามานาราเลยครับ หรือเรียกว่า ไม่เหมือนทางทั่วไปที่เราเคยปั่นมาเลย
ทางมันจะออกคล้ายถนนซุปเปอร์ปนทางด่วนบ้านเราครับ ทางมีเกาะกลางกั้น แล้วรถขับค่อนข้างเร็วมาก
เท่าที่ปั่นมา เส้นนี้ไม่มีจักรยานเลยซักคันครับ แล้วดูเหมือนรถแต่ละคันที่มาเจอเราก็จะตกใจอยู่ไม่น้อย
เราก็พยายามขับชิดซ้าย และทำความเร็วให้มากที่สุดครับ แต่ก็ไม่กล้าเร็วมาก เพราะกลัวเจอทางด่วนแล้วจะถอยกลับไม่ได้

ทางแถวนี้ก็เป็นเนินนะครับ แต่ไม่ได้ชันมาก สูงสุดราวๆ 3-6% แค่นั้น
ดูแผนที่ เราน่าจะเลยครึ่งทางของ Hanna road ก็คิดว่าไม่น่าจะมีทางด่วนแล้วล่ะ (ถ้ามีก็ให้ตำรวจไปส่งเราละกัน ฮาๆๆๆ)
ใกล้ถึงจุดสูงสุดของภูเขาลูกสุดท้าย แสงอาทิตย์ก็ดูริบหรี่มากขึ้นเรื่อยๆ จากที่พะวงเรื่องทางด่วยก็กลายเป็นเรื่องความมืดแทน
สุดท้ายเราก็ไหลลง ได้ดูแสงพระอาทิตย์ที่ใกล้จะตกระหว่างไหลลง สวยงามมากจริงๆ
และเราก็ถึงเขตโอซาก้าก่อนพลบค่ำพอดิบพอดี!!!
แม้ว่าจะต้องเลี้ยวเข้าตามซอกซอย และใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงโรงแรม แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่สนุกมากของวัน
ก็เลยฉลองด้วยร้านเนื้อสเต๊กข้างๆ โรงแรม รสชาติดีมากๆ แต่ราคาก็แรงเช่นกัน ฮาๆๆๆๆ

หมดวันนี้ก็ขอพักก่อนนะครับ
เดี๋ยวพรุ่งนี้เราออกเดินทางไปยังเมือง Onomichi ด้วยรถไฟชินคันเซ็นกัน

สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 0 :: ก่อนเดินทาง

Life is Chance

ความฝันอย่างหนึ่งของผมในการปั่นจักรยาน ก็คือการได้ไปปั่นต่างประเทศนี่แหละ
อารมณ์แบบ อยากมีแมปสตราว่าเก๋ๆ ของต่างประเทศบ้าง
ซึ่งประเทศที่เล็งๆ ไว้อันดับต้นๆ ก็คือญี่ปุ่นนี่แหละ เพราะว่ารีวิวทุกสำนักบอกว่าดีมากๆๆ ทั้งอากาศและการจราจร แล้วก็เดินทางไม่ไกลมากด้วย
จริงๆ ก็แพลนจะไปหลายทีละ แต่ก็ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรชัดเจน จนเราได้มีโอกาสเจองานนึงครับ

งานนั้นชื่อ Cycling Shimanami 2018 ครับ

งานนี้มีความพิเศษคือ เป็นงานปั่นบนทางด่วนที่ปิดแบบว่ามีแต่จักรยานเท่านั้น และงานนี้จะมีทุก 2 ปี!!! โดยปีนี้ จัดในวันที่ 28 ตุลาคม 2561
บนเส้นทางที่สวยงามสุดๆ ในระดับที่จะต้องติด top 3 เส้นทางที่สวยที่สุดของทุกสำนักรีวิวบนโลก
โห แค่คิดก็ขนลุกแล้วครับ!!!

งานนี้ ผมเฝ้าติดตามมานานมากๆ จนเริ่มให้เปิดสมัครไปลงทะเบียนตั้งแต่ราวๆ กลางๆ เดือนกุมภาพันธ์ครับ
ซึ่งลงทะเบียนเสร็จ ไม่ใช่ว่าเราจะได้ไปเลยนะครับ ,, เพราะต้องไปจับฉลากเสี่ยงดวงช่วงกลางเดือนพฤษภาคมอีกที
ถ้าพลาดงานนี้ ก็รอไปอีก 2 ปี (แต่เราปั่นทางปกติได้นะ แค่ไม่ได้ขึ้นทางด่วน)

แล้วโชคก็เป็นของผมและภรรยาครับ!!!!

  • ซึ่งเส้นทาง (course) มีให้เราเลือกหลายแบบ ตั้งแต่ A-G, มีทั้งแบบแค่ปั่นรอบ 2 เกาะบ้าง, 3 เกาะบ้าง, หรือไกลสุดคือไป-กลับ 140 กม.
  • Course ยอดนิยมคือ Course D ที่ปั่นจากเมือง Imabari ไปยังเมือง Onomichi ราว 70 กม. บนทางด่วนแทบจะล้วนๆ
  • เส้นทางนี้รับได้ 1500 คน แต่เท่าที่สอบถามมา มีคนสมัครมีมากกว่า 7000 คน!!!
  • ถ้าจะไป แนะนำให้จองโรงแรมไว้ที่เมือง Imabari รอเลย เพราะโรงแรมจะเต็มก่อนเดือน พค. ที่จะประกาศผล Lotto แล้ว!!
  • ถ้าอยากไปแน่ๆ ให้สมัครแบบ premium ไปเลยครับ รับรองได้แน่ แต่ค่าใช้จ่ายแพงกว่า 3 เท่า (แบบล้อตโต้ 11000 เยน แต่แบบพรีเมียม 33000 เยน, โดยมีเสื้อปั่น+ของที่ระลึกให้เพิ่ม) แม้ว่ามันจะดูแพงแต่ก็อย่าคิดนานนะครับ เพราะเปิดให้ลงไม่ถึงครึ่งวันก็เต็มละครับ!!!
  • 1 คน ลงได้ 1 course ครับ ,, ถ้าจะลงเป็นหมู่คณะ สามารถลงได้สูงสุดที่ละ 5 คน ซึ่งถ้าได้ ก็จะได้ทั้งทุกคน แต่ถ้าแห้วก็ไม่ได้ทุกคนเช่นกัน

Planning for Everything

แผนของเราก็ไม่ยากครับ

  • เริ่มเดินทางช่วงบ่าย 23/10 จากเชียงใหม่ด้วยสายการบิน Cathey Pacific โดย transit ฮ่องกง แล้วไปลง Osaka (KIX) ราวหกโมงเช้าของวันที่ 24/10
  • 24/10 กะว่าปั่นเล่นแถว Osaka และไป-กลับ Kobe ที่ห่างไปแค่ 30 กว่าโลเอง, พักที่ Grandouce Tamatsukuri 2 วัน
  • 25/10 กะว่าปั่นไป-กลับ Osaka-Nara ไปเล่นกวาง ,, ถ้าเหลือเวลาก็ปั่นเล่นแถว Osaka + ช้อปปิ่ง
  • 26/10 ปั่นเล่นรอบปราสาท Osaka แล้วเดินทางจาก Osaka – Onomichi ด้วยชินคันเซน ,, พักที่ U2 ละฝากของไว้
  • 27/10 ปั่นจาก Onomichi ไปยัง Imabari แล้วพักที่ AirBNB แถวเมือง Imabari ห่างจากจุดปล่อยตัว 3 กม.
  • 28/10 ปั่นงาน Cycling Shimanami 2018 จากเมือง Imabari กลับมา Onomichi ,, พักที่ Greenhill hotel
  • 29/10 ปั่นเล่นที่ Shimanami Kaido ซึมซับบรรยากาศ, นอน U2 แล้วเตรียมแพคจักรยานส่ง
  • 30/10 ส่งจักรยานผ่าน บ.แมวดำ แล้วเราไปฮิโรชิมา เที่ยวชมเมือง หาของกิน ช้อปปิ้ง
  • 31/10 เที่ยวเกาะ Miyajima +/- Iwakuni, เตรียมเก็บของกลับ
  • 1/11 ออกมาตั้งแต่เช้า มาเอาจักรยานที่ส่ง ขึ้นเครื่อง, transit ฮ่องกงแป้บนึง ละกลับถึงไทยช่วงทุ่มกว่าๆ

แผนการดูดีมากๆ แต่มันจะขาดรสชาติไป ถ้าไร้ซึ่งอุปสรรค!!!

The Obstacles is Chance

จริงๆ ผมจองทุกอย่างไว้ก่อนที่เราจะล้อตโต้ได้แล้วครับ!!
แบบว่า ได้หรือไม่ได้ ก็จะไปปั่นแหละ

แต่เชื่อไหมครับ แม้ว่าจะจองก่อน 6 เดือน เมือง Imabari ที่จะเป็นจุดปล่อยตัวเรา โรงแรมดีๆ แทบจะเต็มทั้งเมือง ที่เหลือๆ ก็ไกลหลัก 10 กม. ขึ้นไป
ผมเลยจอง AirBNB ของชาว ญป ท่านหนึ่งไว้ คุยกันดิบดีมากๆ ห่างที่ปล่อยตัวราว 3 กม. นิดๆ
สายการบิน ขาไปก็จองของ Cathey Pacific (บินจาก CNX-HKG-KIX โดย transit ฮ่องกง 5 ชม.)
แล้วขากลับก็จองของ Hongkong Express (บินจาก HIJ-HKG-CNX โดย transit ฮ่องกง 4 ชม.)
แล้วก็มีจองโรงแรม U2 hotel ที่ Onomichi ไว้ด้วย
เพราะอยากเห็นโรงแรมที่ทุกคนร่ำลือกันว่า ชีวิตของนักปั่นควรได้มานอนกอดจักรยานที่นี่ซักครั้ง

แม้ว่าจะพยายามแพลนหลายๆ อย่างไว้ล่วงหน้า แต่ทุกอย่างไม่ได้เรียบง่ายครับ!!
เริ่มที่ ญี่ปุ่นพายุเข้าหนักๆ 3 ลูกครับท่าน แถมโดนเมืองที่เราจะไปทั้งนั้น โอซากา ฮิโรชิมา ฯลฯ
ซึ่งพายุทั้งสาม ได้แก่ชงดารี (28 ก.ค.) เชบี (4 ก.ย.) และจ่ามี (30 ก.ย.)
ซึ่งแต่ละลูกความเร็วระดับ 150-200 กม./ชม. สร้างความเสียหายยับ ทั้งสะพานเชื่อมสนามบิน KIX หรือบางเมืองของจังหวัดฮิโรชิมาพังราบ
ก็ลุ้นนะว่างานจะยกเลิกหรือเปล่า แต่ในเวปหรือในอีเมลล์ก็ไม่แจ้งอะไร
แถมโพสกำหนดการวันงาน การรับป้ายชื่อ และรายละเอียดการปล่อยตัวเพิ่มอีกต่างหาก..

ต่อจากพายุ ก็มาที่สายการบินครับ เพราะ HKexpress เลื่อนไฟล์ตครับ
เลื่อนรอบแรก เมื่อ 26 สิงหาคม มีข้อความเข้ามาว่าจะเลื่อนไฟลต์ HKG-CNX เข้ามา 10 นาทีครับ ,, อืมมมม อันนี้รับได้ แต่ก็เสียวดีเลย์นิดๆ
เลื่อนอีกรอบ เมื่อ 18 กันยายน มีข้อความเข้ามา เลื่อนไฟลต์ HIJ-HKG ออกไป 5 ชั่วโมงครับ
อ่าวววววววววว งานเข้า!!!! เพราะกลายเป็นว่าไฟล์ต HIJ-HKG จะมาทับ HKG-CNX แบบเต็มๆๆๆๆ
โหยยยย เครียดมากกกกกกก

ซึ่งตั้งแต่ได้รับข้อความนี่ ไม่ได้นิ่งนอนใจเลยนะ เมลไปถาม, ทักแชทบ๊อกซ์, โทรหาจนท.ไทยหรือแม้แต่โทรไปฮ่องกง!!
เพราะหนทางที่ดีที่สุดในกรณีนี้ คือเลื่นไฟล์ต HKG-CNX ไปอีกวัน (เพราะ HKG-CNX ที่บินมาเชียงใหม่มีแทบทุกวัน แต่ HJI-HKG มีแค่อาทิตย์ละ 2 ไฟล์ต) แล้วเราก็ต้องอยู่ฮ่องกงอีกวัน
แต่ความพยายามหลายๆ ครั้ง บอกเลยว่า ไม่ได้อะไรที่เป็นประโยชน์ขึ้นมาเลยครับ!!!
น้องคนไทยของ  HKExpress ก็พยายามช่วยคุยกะเรา
แต่สุดท้าย เค้าก็ไม่มี Authority ที่จะทำอะไรได้…
โทรไปฮ่องกง ก็คุยได้แต่ภาษาจีน…
เมลไปสองรอบ สามรอบ ก็ไม่ตอบอะไร…
ผ่านมาเดือนกว่าๆ เหลืออีกแค่สัปดาห์เดียวจะเดินทางแล้ว ยังดูมืดมน ,, เอาไงดีวะ จะซื้อตั๋วใหม่ป่าว หรือจะยังไงดี

เครียดมาจะเดือนก็พอมีแสงสว่างนิดๆ เพราะทักแชทไปอีกครั้ง ทางฮ่องกงเค้าตอบมาแล้วครับ!!!
แต่คำตอบที่ได้คือ ไฟลต์ที่ดีเลย์ ไม่ใช่ไฟล์ตที่ยูอยากเลื่อน แถมไฟล์ตยูก็จองมาด้วยกัน จะเลื่อนก็ต้องเลื่อนทั้งหมด ทั้ง HIJ-HKG และ HKG-CNX!!
โอยยยยย!! บอกเลยว่าอารมณ์ขึ้นสุด หัวร้อนสุดๆๆๆๆๆๆๆๆ
เลยด่าฮ่องกงไปแม่งเป็นชุดเลยครับ ,, ด่าจนมันบอกว่า ขอเช็คแพพ
แล้วมันก็เลื่อนไฟลต์บินกลับเชียงใหม่ (HKG-CNX) ไปอีก 1 วัน
จาก 1/11 เป็น 2/11 แล้วก็จบ…
เออ… ก็ไม่ได้ยากนี่หว่า คุยดีๆ แต่แรกก็ไม่เลื่อนให้ ,, พวกนี้ชอบให้ด่า
ส่วนสำนักงานไทย ถ้าตัดสินใจอะไรไม่ได้ ก็ปิดๆ ไปเถอะครับ

สรุปคือ ออกจากฮิโรชิมาช่วงบ่าย แล้วไปพักที่ฮ่องกงคืนนึง
และเราก็ต้องเสียค่าโรงแรม ค่ารถ และค่าอาหารที่ฮ่องกงเองหมด รวมๆ สองคนก็หมดหกเจ็ดพันอยู่….
(และต้องลางานเพิ่มด้วย 1 วัน…)

แต่เพิ่งดีใจเรื่องตั๋วได้ไม่นาน AirBNB ก็เทเราอีกรอบครับ!!!!
เค้าบอกเหตุผลคือ ญี่ปุ่นมีกฎหมายใหม่
ที่จะให้ใครมานอนบ้านตัวเองไม่ได้ ถ้าไม่ใช่โรงแรมหรือเกสเฮ้าท์ที่ลงทะเบียนจริงจัง
โอย!!! เครียด เพราะเข้าไปเช็คใน Agoda, Booking ฯลฯ
คือแบบ Imabari ทั้งเมืองไม่เหลือโรงแรมว่าแม้แต่หลืบซอกไร
มีใกล้ที่สุดคือเมือง Matsuyama ที่ห่างไป 50 กม.
(คือวันงานต้องตื่นตีสี่ แล้วนั่งรถไฟเที่ยวพิเศษมา อีก 1 ชมกว่า)
สุดท้ายเช็คใน AirBNB อีกครั้ง เหลือที่สุดท้ายของสุดท้าย
ที่นี่ป็นเกสเฮ้าท์ (ก็น่าจะไม่โดนเทละนะ) อยู่บนเกาะ Oshima ที่ห่างจุดปล่อยตัวไป 20 กม.
เราก็คิดว่า 20 กม. ก็น่าจะพอไหวนะ ตื่นเช้าหน่อยก็แล้วกัน… สุดท้ายก็เลยจองที่นี่ไป

All about the box

โจทย์ต่อมา คือ การขนจักรยานไปปั่นที่นู่นครับ
ข้อดีคือ เราจะได้ใช้รถของเรา ที่คุ้นมือคุ้นเท้ากันมาตลอด อยากปั่นเมื่อไหร่ก็ได้ (แถมประหยัดค่ารถไฟ)
แต่ก็ต้องแลกกับการขนของแบบพะรุงพะรังโคตร (แต่เปลืองค่าเครื่องบิน)
คิดไปหลายตลบ สุดท้ายก็ตัดสินใจจะขนไปด้วยกล่อง MOVE ครับ เพราะนอกจากจะถอดแยกชิ้นส่วนไม่มากแล้ว (แค่แกะล้อ) แล้วยังวางตะแคงได้
หายืมเพื่อนๆ ก็ดันไปตรงกับช่วงที่เค้าแข่ง Taiwan KOM กัน
จะซื้อเอง ก็แพงไปหน่อย แถมขี้เกียจหาที่เก็บช่วงไม่ได้ใช้ด้วย เพราะแอบเทอะทะพอควร
ค้นไปค้นมา ที่เชียงใหม่มีร้านให้เช่ากล่องจักรยาน MOVE นะครับ ชื่อร้าน Movable CNX ครับ
ค่าเช่าประมาณวันละ 150 บาท (ถ้าหลายวันมีลดราคาให้!!!) และมัดจำ 2500 บาท (คืนกระเป๋าก็ได้เงินคืน)
ซึ่งผมก็รีบติดต่อจองไปเลย ซึ่งร้านน่ารักมากๆ ครับ มาส่งกระเป๋าให้ถึงบ้านด้วย (ที่ร้านมี 2 ใบที่เช่าได้นะครับ ในตอนนี้)

กล่องที่แข็งแรงหน่อย แล้วแกะน้อยๆ ก็จะมี Scicon Aerocomfort แล้วก็ MOVE นี่แหละครับ ,, แต่ Move ก็มีข้อจำกัดหลายอย่างนะครับ เช่า ถ้ารถใหญ่มากๆ เช่น เกินไซส์ 52 หรือไซส์ M อาจใส่ไม่ได้ หรือต้องถอดหลักอานด้วย รวมทั้งกล่องระดับนี้ จะแข็งแรงแค่ระดับหนึ่งนะครับ ,, ถ้าจะเอาดีกว่านี้ อาจต้องใช้พวก Hard case เลย ซึ่งแข็งแรงกว่ามากๆ แต่ก็ต้องรื้อรถเราไปอย่างมากเช่นกัน บางทีแกะจนกลัวจะประกอบไปเป็นแบบเดิมไม่ได้เลย ฮาๆๆ

ออ อีกอย่าง กระเป๋า MOVE สามารถยัดสูบตั้งพื้นไปได้ด้วยนะ (อย่าลืมเอาไปล่ะ!!!)

Maps is important than underware

จากนั้น เราก็จัดของไปตามปกติครับ แต่พอคิดๆ จะให้เหมือนปกติไม่ได้ เพราะว่าเราจะไม่ใช้กระเป๋าลากครับ
เราสองคนเลยพยายามแพคของอัดในกระเป๋าแบคแพคของผมให้ได้มากที่สุด แล้วเรากระเป๋าเดินทางของแฟนเสริมไปอีกใบ
ซึ่งพอมาดูจริงๆ ของไม่ได้เยอะมากนะครับ เพราะชุดจักรยานค่อนข้างบางๆ อัดเข้าไปในใบเดียวก็พอไหว
แถมอุณหภูมิช่วงที่ไป ก็ยังไม่หนาวจัดนะครับ ราวๆ 10-25 องศาเอง (ก็น่าจะพอไหว ถ้าไม่ปั่นกลางคืน)
เสื้อผ้าและเสื้อกันหนาวก็แทบไม่ได้เอาไปเลย เพราะแพลนเรานี่ปั่นเสียเยอะ โดยเฉพาะกางเกงในที่เอาไปน้อยมาก ฮาๆๆๆ

แต่มันก็ต้องแลกมากับการเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ให้ครบครับ ตั้งแต่ตัวล้อค, ไฟหน้า/หลัง, กระดิ่ง, กระติกน้ำ, ตัวจับความเร็ว, เครื่องมือ/อะไหล่/ยางใน, Sim2fly ฯลฯ

อีกเรื่องที่สำคัญคือ การณ์มินที่ซื้อเมืองไทย จะไม่มีแผนที่ที่ญี่ปุ่นนะครับ ต้องโหลดแผนที่มาเพิ่มครับ โดยเราสามารถโหลดได้ที่นี่นะครับ (แต่เหนือสิ่งอื่นใด แนะนำให้ไปอ่านที่เวป DC rainmaker ก่อนครับ ,, ในเวปจะสอนวิธีทำค่อนข้างละเอียดมากๆๆๆๆ อยู่แล้วแทบทุกรุ่น ยกเว้นรุ่น EDGE 1030 ครับ (ซึ่งใช้รุ่นนี้อยู่!!!) ,, ซึ่งวิธีสำหรับ EDGE 1030 บอกเลยว่าง่ายสุดๆ

  • โหลดแผนที่ลง Micro-SD card โดยสร้างและเก็บใน folder garmin
  • เอาเมม (ที่มีแมปแล้ว) ใส่ด้านหลังเครื่อง โดยต้องใช้เหรียญเปิดฝาหลังออก จะเจอช่องใส่เมม ,, ใส่เสร็จก็ปิดฝาครับ
  • จากนั้นเปิดเครื่องครับ ,, แผนที่จะทำงานทันที โดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม

หรือถ้าคิดว่ายุ่งยาก แนะนำให้ซื้อที่ติดไอโฟนบนแอนด์จักรยานไปเลย

ถ้าทุกอย่างพร้อม ก็ออกไปผจญภัยกันเถอะครับ

Part 3 :: Audax Randonneurs 600 พิษณุโลก ภาคเตรียมตัว

หลังจากเขียนเล่าบรรยากาศและเรื่องราวระหว่างปั่นสุดโหด ในภาคแรก และภาคสองแล้ว
ก็อยากเล่าถึงการเตรียมตัว และบทสรุปในการปั่นครั้งนี้ครับ

อะไรคือ audax และทำไมต้อง 600 พิษณุโลก

Audax แปลว่าพวกบ้าบิ่น ในที่นี้เราใช้เรียกกิจกรรมการปั่นจักรยานระยะไกล ถึงไกลมากๆ
คือปั่นไกลตามระยะกำหนดไว้ จะพักที่ไหนก็ได้ หยุดหรือทำอะไรก็ได้
ขอแค่เข้าตามจุดที่กำหนดให้ทันเวลาพอ
ระยะที่บ้านเรามีก็ 200, 300, 400, 600, 1000 และ 1200 กม.ครับ

ส่วนทำไมต้องพิษณุโลก
ส่วนนึงเป็นเพราะเป็น audax ระยะ 600 ที่โหดหินที่สุดในเมืองไทย
เพราะการปั่นจักรยานระยะทาง 600 กม. ที่มีระยะปีนเขากว่า 7300 เมตร
ตีง่ายๆ คือ ปั่นวนสะเมิงคลาสสิก 5 รอบ แล้วไป-กลับ เชียงใหม่-จอมทอง อีกสองรอบ
ซึ่งบอกเลยว่า แค่สะเมิงคลาสสิกสามรอบ ก็ไม่คิดจะปั่นละ 5555

รอบนี้ทีม 55 Tsukemen เค้าจะไปกันแฮะ
ทีมนี้เป็นทีมชั้นนำของเชียงใหม่ แถมรอบนี้มีแต่คนเก่งๆ ไป
ผมเคยแต่ปั่นระยะ 200 และ 300 กม.มาละ ก็โอเคนะ ทำเวลาได้ดี
ก็คิดว่า รอบนี้น่าจะไหวอยู่นะ แต่ก็คงต้องเตรียมตัวดีๆ หน่อย

การเตรียมตัว

ตามหลักที่ผมยึดเสมอมาของท่านซุนวู
“รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”

รู้เขา — เช็คการปล่อยตัวและแผนที่แบบละเอียดครับ

หลังจากได้ Cuesheet+แผนที่ แล้วก็ศึกษาเส้นทาง
ก็เริ่มตั้งแต่ ดูพยากรณ์อากาศครับ ,, สี่จังหวัดที่ผ่าน มีโอกาสฝนตกสูงมากทั้งสามวัน
การปล่อยตัวสามทุ่ม หมายถึง คุณจะไม่ได้นอนสองคืน
และหากดูเส้นทาง จะเห็นเป็น 3 ช่วงชัดเจน คือ

  • ช่วง 0-200 โลแรก ดอยไม่หนัก ควรทำเวลาให้ดี เป็นไปได้ควรถึงกม.ที่ 200 น้อยกว่า 10 ชม ,, ซึ่งช่วงนี้หลักๆ เราจะผ่านหมู่บ้านเยอะเลยนะ ร้านค้าก็ไม่น้อย แต่เราจะผ่านตอนร้านทั้งหลายปิดครับ (หวังพึ่งพาได้แต่ 7-11 ที่เราจะผ่าน 2-3 ที่เอง)
  • ช่วงกม.ที่ 200-400 เป็นช่วงเขาหนักๆ โดยเฉพาะช่วงกม.ที่ 230-270 มีแต่เสียงร่ำลือว่า ปีที่แล้ว DNF ที่นี่กันอื้อ เลยลองคำนวณคร่าวๆ ถ้าเราไปถึงยอดสูงสุด (เขาขาด) ทัน 16.00 น. เราน่าจะมีโอกาสจบสูง ,, แต่พอเราดูสภาพภูมิประเทศแล้วมีแต่ป่า นอกจากตลาดที่ติดชายแดน เราคงจะไม่มีโอกาสซื้อของกินข้างทางแน่ และถ้าเราออกจากคลับเฮ้าส์ราวๆ สี่ทุ่มกว่า เราจะชิวมากๆ แต่เลทสุดๆ ให้เที่ยงคืนนะ ไม่งั้นไม่ทัน
  • ช่วงกม.ที่ 400-630 เรียกว่า ราบล้วน แต่ก็น่าจะล้ามาพอสมควรละ ทั้งเรื่องการนอน และขาที่ปั่นมาหนักมากๆ แล้ว คิดว่าควรมี 11-12 ชม. รวมพัก (เฉลี่ยๆ AV 20km/h) ,, ช่วงนี้ มีร้านค้าเริ่มเยอะ เข้าเมืองบ้างแล้ว แต่กว่าจะเปิดคงอยู่แถวๆ ศรีสัชนาลัย (หรือราว กม.ที่ 500 แล้ว)

จากการประมวลผล สรุปได้ง่ายๆ ว่า

  • ควรนอนก่อนออกปั่น อย่างน้อยซักงีบก็ยังดี เพราะถ้าไม่งีบเลย เราจะอดนอน 2 คืนแบบเต็มๆ ซึ่งระหว่างทางก็ไม่รู้ว่าจะได้นอนหรือเปล่า
  • อาหารควรมีพอ เพราะเราแทบจะไม่เจอร้านเลย ,, เราปล่อยตัวตอนค่ำ เข้าป่าตอนกลางวัน และเข้าเมืองอีกทีตอนค่ำ/เช้ามืด นอกจาก 7-11 ก็ไม่น่าจะเจออะไรละ
  • ทำเวลาช่วงแรกให้ดีที่สุด และเซฟแรงช่วงขึ้นเขาให้มากที่สุด เพราะอีก 200 กม. สุดท้าย ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำเวลาให้ดีตอนที่เราแรงหมด
  • เสื้อกันฝนต้องมี และพร้อมใช้ทันที
  • ไฟหน้า ไฟท้าย ต้องมี และพร้อมใช้เสมอ แบตสำรองควรมี และถ้าดี แบตสำรองไม่ควรใหญ่และมีที่ปล่อยไฟ 2 รู
  • มือถือควรประหยัดแบตไว้ให้มากที่สุด เผื่อเหตุฉุกเฉินจริงๆ

รู้เรา – ความฟิต, รถ และสัมภาระ

อันแรก การเตรียมตัวเอง
ช่วงนี้ย้ายที่ทำงานใหม่ ภูเขาลดลงไปเยอะมาก สกิลปีนเขาแย่ลงชัดๆ
แต่ก็อาศัยการปั่นจักรยานจากบ้านไปทำงาน ไป-กลับก็ราว 60 กม.
อาทิตย์นึงปั่น 3-4 ครั้ง ตามสภาพอากาศและสัมภาระ
ร่างกายก็ถือว่าฟื้นตัวขึ้นมาบ้างในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา
แม้จะยังไม่เท่าช่วงฟิตสุดก็ตาม แต่ประเมินตัวเองก็น่าจะพอไหวนะ

สองเตรียมรถ
ง่ายๆ คือ รถต้องไม่พัง ไม่งอแง ปั่นง่ายๆ ซ่อมง่าย
ก็เลยเอาคันโปรดอย่าง Bianchi Impulso กลับมาใส่จาน 50/34
ละก็ยืมเฟือง 11-34 ของภรรยาไปด้วย
รองแหวนเพิ่มให้คอยกอีกนิด, เปลี่ยนเบาะมาเป็น Astute ซึ่งถูกจริตมาก, ปรับองศาชิฟเตอร์ให้จับง่ายขึ้น, เช็คน้อตทุกตัวขันแน่น, เลือกยางนอกเป็น Continental Gatorskin ซึ่งหนาหน่อย, ล้อขอบอลู โซ่ไม่ยืด เบรคไม่ติด, ขากระติกสองอัน, หยอดน้ำมันเปียกเตรียมไว้รอ, สายเบรค/เกียร​์ไม่เป็นสนิม

สามเครื่องแต่งกาย
ง่ายๆ ครับ ก็ใส่ baselayer + jersey + bib ที่หนาๆ หน่อย
รอบนี้เลือก Rapha รุ่น Brevet bib short II
หมวก POC Octal, เสื้อกันลมของ Decathlon ละก็เสื้อกันฝนของ Cuore
และอุปกรณ์สะท้อนแสงต่างๆ ทั้งเสื้อสะท้อนและแถบสะท้อนแสง
ละก็เตรียมชุดปั่น (baselayer+jersey+bib) ไปอีกชุด เผื่ออาบน้ำ

ต่อมาคือสัมภาระ
อันนี้แหละ ยากสุดละ เพราะเราไม่เคยปั่นระยะไกลขนาดนี้มาก่อน
พอเราไม่เคย เราก็จะกังวล อยากพกไปหมด ตามประสาคนไม่อยาก DNF
ยิ่งวิเคราะห์เส้นทางแล้ว เราแทบจะไม่เจอตัวช่วย (พวกร้านค้า หรือร้านซ่อมจักรยาน) อะไรเลย
ถ้าหมดแรงหรือมีปัญหากลางทางก็คงแย่ ,, อืมๆๆ เอาไปไว้ก่อนละกัน
ซึ่งถ้าอยากเอาไปทุกสิ่งอัน ก็ควรมีกระเป๋าก้นมด
(ซึ่งต้องกราบขอบคุณพี่จิ๋วที่ให้ยืมกระเป๋าก้นมดนะค้าบบบบบ)
ลักษณะคล้ายๆ กระเป๋าใต้เบาะ แต่ใหญ่กว่า ใส่ได้เยอะ
ใส่แล้วดูทัวริ่ง แต่ก็ยังเรสซิ่งน่าจะไหวอยู่
คิดไปคิดมา อันนั้นก็ดูจำเป็น อันนี้ก็ควรเผื่อไว้ ,, เออๆๆ เอาไปหมดนั่นแหละ!! ตามรูปเลย ไล่มาตั้งแต่
แว่น 2 อัน, ชุดสำรอง(เสื้อ jersey, bib, ถุงเท้า ละก็ baselayer) 1 ชุด, powerbank 2 อัน (เสียบพร้อมกันได้ 3 รู), สาย mini usb 2 เส้น, micro usb 2 เส้น, สาย lightning 1 เส้น, หกเหลี่ยมพกพา, ยางใน 2 เส้น, สูบ CO2 3 อัน, ที่งัดยางคู่นึง, ไฟท้าย 6 ดวง, ไฟหน้า 4 ดวง, เจล 6 ซอง, โซ่ 1 เส้น, น้ำมันแบบเปียก 1 ขวดเล็ก, กล้วยตาก 6 อัน, ละก็กล้วยแม่ตากเอง แล้วยัดถั่วอัลม่อนอีก 4 ห่อ, ซีเรียลบาร์ 5 อัน, ผ้าขนหนูพกพา 1 ผืน, gopro 1 ตัว, แปรงสีฟันและยาสีฟัน

เยอะจริงไรจริง

สรุปผลการประกอบการ

เอาเป็นว่า ขอเล่าประสบการณ์ที่ผมเจอมาเลยนะครับ
ถ้าเป็นครั้งหน้า

  • ส่วนเรื่องสัมภาระเอาไปให้น้อยที่สุด ผมว่าตัดๆ ออกไปดีมาก ดีสุดคือใส่แค่หลังกับกระเป๋าเล็กๆ
  • กระเป๋าก้นมด 4 กก. กับน้ำหนักตัวที่เพิ่ม 4 กก. ชดเชยกันไม่ได้เลยครับ ,, เพราะก้นมด ถ้าหนักมากๆ มันจะถ่วงเรา แล้วก็ส่ายด้วย ทำให้ทรงตัวยากมากๆ ,, ซึ่งจริงๆ ก้นมดควรมีนะครับ แต่ไม่ควรเอาอะไรที่หนักและเทอะทะเกินไป
  • ถ้าใครไม่เคยลองกระเป๋าก้นมด ให้ลองใช้จริงก่อนครับ ไม่ง่ายอย่างที่คิด
  • ใส่ก้นมด ละยืนโยกไม่ได้ครับ ต้องนั่งปั่นอย่างเดียว ยิ่งของหนักๆ จะพาเราล้มเลย
  • ก้นมดแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อ มีน้ำหนักลิมิตต่างกัน
  • ใส่ก้นมด ทำใจ ว่าหลักอานเป็นรอยแน่ๆ ครับ
  • อีกอย่างคือ ระวังกระเป๋าหรือตัวสายรัด ไปรั้งกับสายเบรค โดยเฉพาะจักรยานที่ไม่ซ่อนสาย
  • เช็คเรื่องการกันน้ำของก้นมดด้วยครับ
  • แว่นเอาไปอันเดียวพอ คือแว่นเลนส์ใสสำหรับกลางคืนพอ
  • ชุดสำรองไม่ต้องเอาไป ทนเหม็นเอา,ผ้าขนหนู แปรง ยาสีฟัน ไม่ต้อง ,, ส่วนเสื้อกันลมก็ไม่ต้องครับ เพราะชุดสะท้อนแสงเราจะทำหน้าที่น้องๆ เสื้อกันลมเอง
  • เสื้อกันฝน เอาทรง Jacket ไปนะครับ ,, แบบที่สวมทั้งตัวเหมือนขี่มอไซ อันนั้นไม่ดีครับ
  • พวกอะไหล่แล้วแต่ ถ้าแนะนำ เอาแค่ยางใน 1 เส้น, งัดยาง กะ CO2 อันเดียวพอ
  • ไฟท้าย เอารุ่นแบตอึกๆ ครับ ผมแนะนำของ knog ได้มากกว่า 50 ชม. กับ lezine ได้ 12 ชม. (ถ้าดีควรมีแบบใช้ถ่านไฟฉายอีก 1-2 ดวง จะได้ไม่ต้องชาร์จไฟ) แล้วติดไว้ที่รถเลย จะได้ประหยัดที่สัมภาระ
  • ไฟหน้า เอาแบบดีๆ แบตอึดๆ ครับ แบบเปิดต่อเนื่องได้ 6-7 ชม.ขึ้นไป พกไป 2 อัน อย่างน้อย + แบตแบบใส่ถ่านไฟฉายครับ แล้วเอาติดที่แฮนด์เลยอย่างน้อย 1 อัน ถ้าบางรุ่นติดฐาน Barfly ของ Garmin ได้จะดีมากๆ ครับ
  • น้ำมันควรเอาแบบเปียกไป
  • powerbank ควรเอาอันเล็กๆ ไป แต่มีช่องเสียบสำหรับปล่อยไฟ 2 รู และก็ควรมีถุงซิปดีๆ หรือกระเป๋ากันน้ำดีๆเอาไว้ชาร์จไปปั่นไปได้
  • ไอโฟน ปิดได้ ปิดไปเลยครับ หรือจะเปิดแค่ airplane mode พอ เผื่อถ่ายรูป
  • ถ้าใครมี Head unit Garmin + นาฬิกา Garmin ให้สลับกันใช้ครับ แล้วค่อยมา Merge ข้อมูลภายหลัง (เพิ่งคิดออกตอนปั่นจบละ…) โดยถ้าดีควร switch ตอนที่อยู่ checkpoint ครับ แบตจะได้สลับกันชาร์จด้วยครับ
  • ของกินนี่ นานาจิตตังครับ ผมพกไปเยอะมาก แต่ก็กินเกือบหมดนะ เหลือแค่กล้วยตากแม่ทำ 1 ห่อเอง วางแผนให้ดีเกี่ยวกับร้านค้าด้วย เพราะ checkpoint ส่วนมากมีแค่น้ำดื่มครับ
  • กระติก 2 อันครับ ,,​ ขวดใหญ่ใส่น้ำเปล่า ขวดเล็กใส่เกลือแร่

เท่าที่คิดออกก็ราวๆ นี้ครับ

Part 2 :: Audax Randonneurs 600 พิษณุโลก โดดเดี่ยวในความหวัง

หลังจากตอนที่แล้ว เราตะลุยปั่นงาน Audax 600 ที่พิษณุโลกไปครึ่งทางแล้ว ,, ตอนนี้ก็ขอลุยต่อในครึ่งหลัง
ซึ่งเป็นช่วงที่ผมต้องปั่นคนเดียว เพราะทีมไปล่วงหน้า 2 คนและขอจบการแข่งขันอีก 2 คน
และที่สำคัญคือ กลางคืนกำลังจะมาเยี่ยมเยือนอีกครั้ง

แผนที่ตอนที่ 2 คือ จุดเช็คพอยน์สีเหลืองนะครับ ตั้งแต่ A ถึง G (ทางด้านซ้าย)
รูปอาจไม่ค่อยเยอะ เพราะแค่ปั่น เวลายังจะไม่ทัน!!!

เมื่ออาทิตย์อัสดง

พอถึงยอดภูสอยดาว จากนั้นก็พยายามลงให้เร็วที่สุด
ตอนนี้ผมช้ากว่าแผนที่วางไว้เล็กน้อย เพราะพระอาทิตย์ตกก่อนลงไปถึงโซนร้านค้าที่บ้านนาผักฮาด

ตอนนี้เวลา 18.45 น. แสงอาทิตย์ริบหรี่ลงเรื่อยๆ จนเริ่มมองเห็นแสงจากหลอดไฟลิบๆ จากหมู่บ้าน
แต่มีสิ่งที่ผมแปลกใจอยู่นิดๆ คือ จังหวะที่ผมไหลลงด้วยความเร็ว ผมเห็นเงาคนทางซ้ายมือ เป็นเงาดำๆ เหมือนคนเดินช้าๆ
แต่ใครมันจะไปเดินในป่า ที่ห่างหมู่บ้านตั้ง 5-6 กม. ในเวลามืดแบบนี้
ผมไม่คิดอะไรมาก รวบรวมสมาธิ เบี่ยงรถออกทางขวาเพราะกลัวชน แล้วพุ่งผ่านให้เร็ว
แต่ก็อดไปมองดูเงานั้นไม่ได้

มันเป็นเงามืด มืดเกินกว่าที่ผมมองเห็น
แม้ผมยังไม่ได้เปิดไฟหน้า และแสงอาทิตย์จะโคตรริบหรี่
แต่บอกเลยว่า ต้นไม้ที่อยู่ไกลๆ ยังเห็นชัดกว่าเงาดังกล่าว

ผมขับผ่านและได้แต่ขนลุกไป แต่ก็หวังลึกๆ ว่าจะไม่มีใครมาชนคนนั้น
ไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุ ทั้งกับนักปั่น, ชาวบ้าน หรือใครก็ตาม โดยเฉพาะในเวลานี้
ผมไหลลง อีกไม่นานก็ถึงร้านค้าที่หมู่บ้านนาผักฮาดครับ

จุดนี้เหนื่อย ล้า และเริ่มเบลอมากๆ ถึงร้านค้าก็ซื้อน้ำหวาน, กาแฟ และน้ำดื่ม พร้อมกับนั่งพักสักครู๋
ที่ผ่านมาใช้แรงไปค่อนข้างเยอะพอควร หากถึง Check point ถัดไปคงต้องมีงีบบ้างแล้ว
ช่วงพักก็ถือโอกาสเตรียมรถ ติดไฟหน้า, ติดไฟท้าย จัดของที่กระเป๋าหลัง
ผมกำลังจะออกไป ก็มีนักปั่นอีกคนลงมาพอดีครับ ผมรีบโบกมือให้พี่เขามาปั๊มตราที่จุดเช็คพอยน์
ชวนพี่เขามานั่งพักดื่มน้ำก่อน และพูดคุยซักครู่ ,, แล้วถามสิ่งที่ผมอยากรู้ที่สุด

“พี่เห็นเงาดำๆ ตะกี้รึเปล่า ตอนที่ไหลลงมาอะ ก่อนถึงหมู่บ้าน”
“ไม่เห็นนะ ก็ลงมาปกติ ไม่เจออะไร”

จุดนี้ขนลุกมาก เพราะพี่เค้าคงเห็นชัดกว่าเราแน่ เพราะเขาเปิดไฟหน้าตอนไหลลงแล้ว
ส่วนตอนที่เราไหลลงไม่มีไฟหน้า แต่มั่นใจในสายตาตัวเองมากๆ ว่าเห็นแน่นอน
และที่กังวลกว่าคือ คนที่มาข้างหลัง ในเวลาหลังจากนี้ ยามวิกาลกว่านี้ ที่มืดกว่านี้จะเป็นอย่างไร
ผมพยายามสลัดเรื่องเงาดำออกจากหัวทิ้ง ไม่คิดอะไรมาก และถามคำถามสำคัญอีก

“พี่ไปกับผมมั้ย เป็นบั้ดดี้กัน ปั่นเไปด้วยกัน ค่อยๆ ลากกันจนถึงเขื่อนที่เป็น check point ถัดไป”
“เอาสิ”

เด็กในร้านคงได้ยินบทสนทนาที่เราคุยกัน ก็เดินมาขัดว่า
“เวลานี้เนี่ยนะ ถ้าผมแนะนำ เอาจักรยานขึ้นกระบะไปดีกว่า มันอันตรายมาก
จากจุดนี้ไปเขื่อน ระยะ 40 โล เป็นช่วงป่า 20 โล (ปีน 10 โล และลง 10 โล)
จากนั้นอีก 20 โลก็จะเริ่มเข้าตัวเมืองของน้ำปาด (ทางราบในเมือง 10 โล และเนินขึ้นลงก่อนเข้าเขื่อน 10 โล)”

ผมกะพี่เค้ามองหน้ากัน เปิดไฟหน้า เช็คไฟท้าย แล้วก็รีบปั่นออกไป
เพราะการยกจักรยานขึ้นรถเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราจะทำกัน

สู่เขื่อนสิริกิติ์ และเช็คพอยน์ที่ 390 กม.

ผมกับพี่ตั้มออกจากหมู่บ้าน มุ่งสู่ภูเขาลูกสุดท้ายก่อนเข้าน้ำปาดนั่นคือภูเมี่ยงครับ
ดวงไฟค่อยๆ ห่างไป และกลายเป็นความมืดเข้ามาเยี่ยมเยี่ยนเรา
อากาศนิ่งและอบอ้าวมากๆ แต่เราก็ต้องรีบปีนภูเมี่ยงขึ้นไป
ผมรู้สึกดีมากๆ ที่มีบั้ดดี้มาปั่นด้วยกัน ไฟหน้าของรถสองคันทำให้ทางดูสว่างขึ้นมากๆ
บรรยากาศต่างๆ รอบตัวดูดีขึ้น ไม่เปลี่ยวและวังเวงเกินไป
ปกติ ผมชินกับการปั่นคนเดียวมาตลอด แต่ครั้งนี้มีคนปั่นด้วย แรงขาเท่าๆ กัน ก็ดีเหมือนกัน

ขณะที่เราจะถึงยอดภูเมี่ยง ก็เริ่มมีลมและฝนปรอยลงมา
แม้ฝนตกไม่หนักมาก แต่ลมกรรโชกแรงมาก เราจึงรีบจัดไฟ เตรียมใส่เสื้อกันฝนกัน
และที่สำคัญคือเตรียมกายและใจให้พร้อมที่จะไหลลงเขา
มันเป็นอะไรที่อันตรายมาก กับทางลงเขาที่ทั้งมืด, ลมพัดแรงและลื่น
กับทางที่ไม่คุ้น (ขาลงที่ภูเมี่ยงมีโค้งหักศอกเยอะมาก!!)

ผมกับพี่ตั้ม คู่บัดดี้ประคองตัวกันมาท่านกลางฝน ค่อยๆ ไหลงลง จนเริ่มเห็นตัวเมืองน้ำปาด
ร้านค้าต่างๆ ปิดหมดแล้ว ลงเหลือแต่ร้านคาราโอเกะ…
ผมเห็น 7-11 อยู่ไกลๆ แต่ใจตอนนี้อยู่ที่เช็คพอยน์ จึงรีบปั่นไปให้ถึง
คิดว่าเหลืออีกแค่ 10 กม. แต่ 10 กม. ตอนหมดแรงมันไกลมากๆๆ
เพราะพอเริ่มออกจากเมือง แล้วเลี้ยวขวาไปทางเขื่อนสิริกิติ์ มันเหมือนเราเข้าป่าอีกครั้ง
แถมถนนยังเป็นเนินเล็กๆ ให้เราปีนขึ้นและไหลลง ตลอดทาง

เมื่อเข้าไปลึกขึ้น ฝนเริ่มซาลง…
ผมกับพี่ตั้มผลัดกันลากบังลมกันครับ แต่ผมสังเกตพี่ตั้มแกปั่นแปลกๆ ไป
แกเริ่มปั่นเอียง แล้วเฉออกจะตกไหล่ทางบ้าง, เฉออกกลางถนนบ้าง
ผมเดาว่า แกมีหลับในแน่ เพราะเหมือนเมื่อเช้าที่ผมหลับในไปเป๊ะๆ
ก็พยายามปลุกแกให้ตื่นนะ ชวนแกคุย เล่าเรื่องต่างๆ ให้แกสดชื่นบ้าง
ไม่ใช่แค่ตัวพี่ตั้มนะ ตัวผมรู้ตัวเองเหมือนกันว่าตอนนี้มันถึงขีดจำกัดความล้า
ทั้งมึนๆ ง่วงนิดๆ มองเห็นภาพหลอนและเหม็นตัวเองมากๆ

สุดท้าย ผมกับพี่ตั้มก็ถึงคลับเฮ้าส์ เขื่อนสิริกิติ์กันตอนสี่ทุ่มพอดี ทันเช็คอินที่ 390 กม.
ตอนนี้ เราไม่ได้นอนมา 25 ชั่วโมงแล้ว
และบังเอิญมากที่เจอพี่เก่งและคุณตั้ม ซึ่งเป็นสองตัวหลักของทีมด้วย
พี่สองคนชวนผมไป โดยจะลากกันไปเป็นกลุ่มใหญ่ประมาณ 10 คน เพื่อประหยัดแรง
โดยเค้าจะยังไม่พักที่ Check point นี่ แต่จะไปพักที่จุดหน้าแทน

แต่ตอนนี้ผมไม่ไหวแล้วจริงๆ
ผมทั้งง่วงและเบลอจนเห็นภาพหลอน ปวดท้องจนกินอะไรไม่ลง ก็เลยตอบปฏิเสธพี่ทั้งสองไป
ผมพยายามตั้งสติ เข้าห้องน้ำล้างหน้า ล้างแว่นตา ล้างเสื้อและหมวกเท่าที่จะทำได้
คุยกับพี่ตั้มแล้ว เราจะงีบกันราวๆ ชั่วโมงนึง ,, แล้วเราจะออกไปปั่นต่อ
ผมรีบเอาไฟและการ์มินไปชาร์จ นอนฟุบที่โต๊ะ แล้วสลบทันที

มุ่งหน้าสู่เมืองลับแล

“ตื่นได้แล้ว เราสายกันแล้ว”… ผมสะดุ้งตื่น
“ตอนนี้ห้าทุ่มครึ่ง ,, เราเลทกันมาครึ่งชั่วโมงแล้ว” พี่ตั้มรีบมาปลุกผม
ผมรีบพุ่งไปเข้าห้องน้ำครั้งสุดท้าย ล้างหน้าล้างตา สวมเสื้อ เก็บไฟ รีบเติมน้ำ แล้วรีบปั่นออกไป
เราออกจากคลับเฮ้าส์ประมาณเที่ยงคืนครับ ถือว่าเป็นเวลาที่ไม่แย่นัก
แต่มันก็ทำให้เราไม่มีเวลาโอ้เอ้ที่ไหนอีกเช่นกัน
สาเหตุเพราะ Check point ถัดไปไกลถึง 63 กม. แต่มีเวลาแค่สามชั่วโมง
(แต่ Checkpoint ถัดๆ ไป จะให้เวลาเรามากขึ้นเยอะ)
บางคนอาจคิดว่า การปั่นความเร็วเฉลี่ยแค่ 25 ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
แต่ถ้าเราเอาเรื่องความล้าสะสม และการไม่ได้นอนมารวมด้วย มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ

เราวนออกทางหลังเขื่อนครับ ขึ้นเนินสุดท้าย
การงีบเกือบชั่วโมง ทำให้ผมสดชื่นพอควรเลยทีเดียว
ผมกับพี่ตั้มร่วมใจกันปั่นฝ่าความหนาวและความมืด ผ่านเนินลูกสุดท้ายในรายการนี้
มันเป็นเนินเล็กๆ ที่เราอัดขึ้นเบาๆ ก็ถึงยอดแล้ว
และจากนี้ไปอีกราว 200 กว่ากิโล เรียกว่าเป็นทางราบล้วนๆๆ
ผมกับพี่ตั้ม ผลัดกันลากเพื่อให้ไปถึงเช็คพอยต์หน้าให้เร็วที่สุด
อุปสรรคช่วงนี้ ไม่ใช่เนิน หรือถนนที่ไม่ดี แต่เป็นหมาครับ
คือ หมาเยอะมากๆ และเราจะต้องโดยหมาไล่แทบทุก 500 เมตรเลย
หมาบางตัวเรียกว่ากระโดดพุ่งออกมาจากในบ้านเพื่อมาทักทายเรา
มันก็ดีนะ ที่เราจะไม่ง่วงเลย แต่บางทีหมามันก็วิ่งไล่เราจริงจังมากๆ เปลืองแรงที่จะเร่งหนี

ผมยิ่งปั่น ยิ่งปวดท้องมากๆ ลองกินน้ำหรือกล้วยเข้าไป ก็อยากอ้วกมาก
จนต้องจอดรถเพื่ออ้วกไป 2 ครั้ง แต่อาการไม่ดีขึ้นเท่าไหร่
ร่างกายเริ่มงอแงอยากที่จะพักแล้ว ผมล้า หิว ปนปวดท้อง
พยายามมองหาร้านค้า แต่คงไม่มีร้านไหนเปิดตอนตีสองกว่า
พยายามมองหา 7-11 และสาบานกับตัวเองว่าจะต้องเข้าไปกินเกลือแร่และมาม่า
หงุดหงิดมาก เพราะปั่นระยะทางมาเกือบ 60 โล แต่ไม่มี 7-11 ซักที่!!!
และสุดท้าย แม้เราเจอ 7-11 แต่ก็ต้องเลือกที่จะปั่นผ่านมันไป เพื่อให้ถึงจุดเช็คพอยน์ให้ทันเวลา

เวลางวดเข้ามาเรื่อย เราก็พยายามควงขาให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ
และเราก็ถึงสถานีตำรวจเมืองลับแล จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นจุดเช็คพอยน์ก่อนที่จะปิด 20 นาที
จุดนี้มีคนค่อนข้างเยอะ เพราะคุณตำรวจที่นี่บริการดีมากๆ ครับ
มีทั้งกาแฟ ห้องน้ำดีมากๆ แถมมีห้องแอร์ให้พักอีก ใครจะงีบนี่ สบายเลย (เห็นว่ามีคนงีบเพลินด้วยนะ ฮาๆๆ)

จุดนี้ผมเจอคุณตั้มและพี่เก่ง สองตัวท้อปของทีมอีกครั้ง ทั้งสองเพิ่งตื่นจากการงีบครับ
สภาพทั้งคุณตั้มดูเหน็ดเหนื่อยไม่ต่างจากผมมากนัก แต่พี่เก่งยังดูสบายๆ อยู่
พี่เก่งและตั้มชวนผมไปด้วยกันอีกครั้ง แต่ผมปฏิเสธและขอทำสิ่งที่ผมสาบานไปกับตัวเอง
นั่นคือไป 7-11

ผมไปถึง 7-11 อาการแสบและอืดท้องกำเริบอีกครั้ง ผมเดินไปทั่วไม่อยากกินอะไรเลย
คุณตั้ม บัดดี้ที่มาด้วยกันตลอด แนะนำให้กินซุปอุ่นๆ รสชาติกลมกล่อมของมาม่า
เออ ไอเดียดีนะ และมาม่าหมูสับอุ่นๆ ทำให้สงครามให้ท้องผมทุเลาลงไปมาก
ได้กาแฟอีกแก้ว รู้สุกสดชื่นขึ้นมาก และพร้อมที่จะไป Checkpoint ถัดไป

เดียวดายที่ศรีสัชนาลัย

เช็คพอยน์หน้า ที่อุทยานฯ ศรีสัชนาลัย ,, ระยะทาง 50 กม. แต่ให้เวลาเกือบ 3 ชม.ครึ่ง
ดูทรงแล้ว น่าจะปั่นสบายๆ ไปถึงครับ
เราทั้งสองคนเริ่มออกปั่น ผลัดกันลากและทำความเร็วได้ดีมากๆ
แต่ผ่านไปซัก 20 กม. นาฬิการ่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือนเหมือนเมื่อวานอีกครั้ง
ใช่ครับ ผมหลับในอีกครั้ง!!!!
ในความทรงจำผมตอนนั้น จำได้แค่ว่าบั้ดดี้ของผมค่อยๆ ห่างไปเรื่อยๆ ไฟท้ายของพี่ตั้มค่อยๆ ไกลออกไป
ผมพยายามที่จะกดบันไดตาม แต่ทุกครั้งที่หลับตา มันยากมากที่จะลืมขึ้นมาอีก
งีบมาตลอดทาง แต่ขาไม่ยอมหยุดปั่น

ตื่นมาอีกทีคือถึงตัวเมืองศรีสัชนาลัย
ผมรีบปลุกตัวเองโดยการพุ่งเข้าไปใน 7-11 เพื่อหาขนมปังลงท้องและเติมกาแฟในกระแสเลือด
จุดนี้พูดตรงๆ ผมจำอะไรไม่ได้เลย ไม่แน่ใจตัวเองว่ามาถึงได้อย่างไร

ผมรีบปั่นออกจากตัวเมือง วิวทุ่งนาเริ่มเห็นรำไร ฟ้าเริ่มสางอีกครั้ง
ก้มดูนาฬิกา เหยยยยยย ตีห้ากว่าแล้ว ภารกิจของเราเหลือเวลาอีกไม่ถึงแปดชั่วโมง
ผมรีบปั่นต่อ และเช็คพอยน์ที่อุทยานฯ ศรีสัชนาลัยตอนหกโมงเช้าพอดี
ผมก้มดูไมล์ ตอนนี้ 506 กม.แล้ว แทบไม่น่าเชื่อว่าเรามาไกลขนาดนี้เลยเหรอ
มานั่งคำนวณ ตอนนี้เหลือระยะทางอีก 126 กม. ในเวลา 7 ชม. แปลว่าเราปั่นแค่ 18 กม./ชม. ก็น่าจะจบสบายๆ

แต่ในความเป็นจริงๆ มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอกครับ

มุ่งสู่เส้นชัย

ผมก้มจับดรอบ โน้มตัวไปข้างหน้า ทำท่าเหมือนการปั่นเสือหมอบที่ถนัด
อีกแค่ร้อยกว่าโลเอง ไม่น่ายากอะไร ,, ค่อยๆ กดและควงขาไปเรื่อย แค่แป๊บเดียวก็ถึง
ดูเวลาน่าจะเหลือพอ เลยแวะเติมกาแฟเข้มๆ อีกสักครั้งที่อเมซอน

ผมกดและควงขาเหมือนที่เคยทำทุกครั้ง แต่ดูความเร็วก็รู้สึกแปลกๆ
“เอ๋.. กดขนาดนี้ มันควรจะเร็ว 30 กม./ชม. นะ แต่ทำไมมันขึ้นแค่ 22 กม./ชม. เอง”
ปั่นไปก็คิดไป อ่า… เพราะลมเหรอ หรือเนินซึม ทำให้ความเร็วหายไปเพียบ
ผมพยายามปั่นกดเท่าๆ เดิม แต่ความเร็วก็ค่อยๆ หายไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าการปั่นแค่ 20 กม./ชม. ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ผมถึงเช็คพอยน์ที่ศรีสำโรงแปดโมงตรง แม้จะถึงก่อนเวลาคัทออฟ 1 ชม. แต่ตอนนี้ก็ยังกังวลมาก
เพราะจังหวะที่ลงจากรถมายื่นบัตรแสตมป์ตรา รู้เลยว่าเท้าปวดมาก
สัมผัสได้ถึงตุ่มน้ำที่ขึ้นที่เท้าทั้งสองข้าง โดยเฉพาะกลางฝ่าเท้าที่ต้องออกแรงกดพอดี
บางทีรองเท้าเสือหมอบที่พื้นแข็งมากๆ อาจไม่เหมาะกับการปั่นแบบข้ามวันข้ามคืนแบบนี้ก็เป็นได้

ผมแทบไม่พัก แล้วรีบไปยังเช็คพอยน์ถัดไปอีกไม่ไกลเพียงแค่ 20 กว่าโลเท่านั้น
ผมรวบรวมแรงกายและแรงใจเฮือกสุดท้าย พยายามพุ่งไปให้ถึง
อีกราวๆ 1 ชม. ผมก็ถึงจุดเช็คพอยน์ที่ 565 กม. ที่สุโขทัยได้
เฮ้ย เวลาดีๆ น่าจะสบายๆ นะ อีก 60 กม. กับเวลาเกือบ 4 ชั่วโมง

ออกจากเช็คพอยน์สักพัก รู้เลยคำว่าหมดของหมด รีดมาทุกก๊อกก็ยังหมดคืออะไร
ผมเหนื่อย แทบไม่มีแรงกดอีก เจ็บเท้ามาก ไม่อยากถอดคลีทออก เพราะกลัวจะกดไม่ลง
เท้าขึ้นตุ่มน้ำและระบมไปหมด ต้องงุ้มเท้าปั่นและเน้นการดึงมากกว่ากดลง แถมอาการปวดท้องกลับมาอีก
ก้นตอนนี้ ระบมถึงขีดสุด ไม่ว่าจะเปลี่ยนท่านั่งยังไงก็เจ็บไปหมด
นั่งปั่นมาสามสิบกว่าชั่วโมง มันคงเกินศักยภาพกางเกงที่นุ่มสุด และเบาะที่ถูจริตกับก้นที่สุด
ปั่นๆ อยู่สักพัก ต้องพยายามลุกขึ้นยืน เพื่อให้ก้นที่ระบมได้บรรเทาไปบ้าง
และที่สำคัญ ทางจากสุโขทัยเข้าสู่พิษณุโลกถึงแม้เป็นทางราบ แต่ลมแรงมาก
และเราปั่นสวนลมอยู่!!!

เส้นชัยจ๋า พี่มาหาแล้ววว

ตอนนี้ดูหน้าจอ ผมปั่นด้วยความเร็วแค่ 15-17 กม./ชม.
บอกเลยว่า ลมที่ซัดมาแต่ละที แทบทำให้ผมอยากจอดแล้วโบกรถโคตรๆ ตอนนี้เหลือแต่ใจเท่านั้นที่ยังอยากจะสู้
พยายามกดลงไปอีก แต่มันก็ได้แค่นี้แหละ กดแรงแค่ไหนความเร็วก็ไม่ขึ้น
ที่แย่กว่าเดิมคือก็ปวดท้องอยากอาเจียนกลับมาอีกครั้ง มองหาร้านกินข้างทางก็มีแต่โรตีสายไหมกะหนูนาย่าง
สุดท้าย ได้แวะ 7-11 ที่ปั้ม รอบนี้แม้แต่มาม่าก็กินไม่ไหว เลยกินแต่เกลือแร่และกล้วยหอมแล้วก็รีบปั่นออกไป

สภาพตอนนี้ย่ำแย่มาก เรียกว่าปลิวไหลไปตามลมของรถสิบล้อ
พยายามกดตามแรงเท่าที่มีเสริมไปด้วย แต่ดูที่ไมล์ ยังไงก็ไม่ถึง 20 กม./ชม. หงุดหงิดมากๆ ที่เราปั่นได้แค่นี้
ปั่นไปก็ได้แต่ภาวนา และจ้องดูเลขระยะทางที่ค่อยๆ เพิ่มอย่างช้าๆ กับเวลาที่ค่อยๆ ลดลง
เวลาสิบเอ็ดโมง เลขไมล์บอกเราว่าปั่นมาถึงระยะหกร้อยกิโลเมตรแล้ว
ได้แต่คิดในใจว่า ทำไมทีมผู้จัดถึงแถมระยะอีกตั้ง 26 โลเนี่ยยยยยยยย
และก็ไม่เคยคิดว่า ระยะทางแค่ 26 กม. จะต้องปั่นกันเกือบชั่วโมงครึ่ง!!!

จากทุ่งนารอบข้าง บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนเป็นตึกที่หนาแน่นขึ้น
จากแผงขายหนูนาปิ้งข้างทาง เริ่มเปลี่ยนเป็นร้านกาแฟสวยๆ
จากถนนหกเลนโล่งๆ เริ่มเจอไฟเขียวไฟแดงถี่ๆ และการจราจรที่คับคั่งขึ้น
“เรากำลังเข้าสู่เขตเมืองพิษณุโลกแล้ว”
ผมใช้สติ และสกิลทุกอย่างที่มี แทรกตัวไปยังฝูงรถที่เขตเมือง
รวบรวมแรงทุกเม็ดในการอัดขึ้นสะพาน (ยังมีสะพานอีก!!) ,, “ต้องไปทันๆๆๆๆ”

สำเร็จแล้วววววว พิชิต Audax 600 พิษณุโลกได้แล้ววววววว

และสุดท้าย ก็ไหลเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 39 ชั่วโมง 15 นาที
ก่อนเวลา cut off เพียง 45 นาที
การเดินทางอันแสนยาวนานกว่า 626 กม.ได้จบสิ้นลงเสียที

บทสรุปที่แสนยาวนาน

ทุกคนในทีมเดินมาแสดงความยินดีกับผม
ทั้งคุณตั้มและพี่เก่งที่เข้าก่อนผมราวๆ ชั่วโมงนึง
ไก่และพี่ต้อมโม ที่ถึงแม้จะ DNF แต่ก็ช่วยเอากระเป๋าก้นมดลงมาให้
ผมเจอคุณตั้ม คู่บั้ดดี้ที่ปั่นด้วยกันมาทั้งคืน ระยะรวมกว่า 140 กม. มาแสดงความดีใจด้วย
แล้วก็มีอีกหลายคน รวมทั้งทีมผู้จัด เข้ามายินดีกับความทรมานบันเทิงครั้งนี้

ครบถ้วนทุกกระบวนท่า ปั๊มตรามาครบทุกจุด

หลังจากเสร็จสิ้นทุกอย่าง ผมปลดเปลื้องพันธนาการทั้งหลายออก ทั้งรองเท้าและหมวก
รีบเดินกระเผลกเท้าเปล่าจูงจักรยานกลับไปที่รถยนต์ ขอบใจเจ้าเพื่อนยากที่ไปด้วยกันมา
โทรบอกภรรยาว่าภารกิจเสร็จสิ้นด้วยดี
โบกมือลาเพื่อนๆ ในทีม ที่แยกกันกลับไปก่อน
ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้ผมไม่เจ็บ ไม่ล้ม รถไม่พัง และเข้าเส้นชัยทันเวลา
ผมหาก๋วยเตี๋ยวกิน และรีบไปอาบน้ำพักผ่อนที่โรงแรมที่จองไว้
แพลนว่าจะกลับเชียงใหม่สักบ่ายสี่โมง แต่สุดท้ายตื่นจริงๆ เกือบสองทุ่ม และถึงเชียงใหม่เกือบเที่ยงคืน
รีบกลับมาหาภรรยา ผู้เป็นกำลังใจใจทุกครั้งที่เปิดมือถือ ทำให้ผมมีแรงกดบันไดต่อไป

แม้ตอนนี้เวลาจะผ่านไปเกือบสัปดาห์ แต่ร่างกายที่บอบช้ำยังคงเหลือร่องรอย
ไหล่ขวาปวดและทรมานมาก, เข่าและสะโพกซ้ายที่ระบม, ฝ่าเท้าทั้งสองที่ยังกดได้ไม่เต็มที่ และน้ำหนักที่ลดลงไปเกือบ 4 กก.
ในใจก็คิดนะ ว่าทำลงไปได้ยังไงกับรูปแบบการปั่นที่ไม่ชอบเลย ทั้งการปั่นกลางคืนและปั่นกลางฝน
และคงจะไม่ทำอีกแล้วกับระยะ Audax ระยะ 600 กม.
แต่พอคิดไปมา ผมก็เคยคิดแบบนี้หลังจากปั่นคนเดียวใน Audax 300 ที่เชียงใหม่

Pride is forever, Pain is temporary

ขอบคุณทุกคนท่ีเข้ามาติดตามครับ

Part 1 :: Audax Randonneurs 600 พิษณุโลก ค่ำคืนแห่งฝน

ผมเชื่อในความรู้สึกแรกเสมอ

อยู่ดีๆ ก็มีสิ่งนึงแว๊บเข้ามาในหัว ทั้งๆ ที่ไม่เคยจะรู้สึกแบบนี้มาก่อน
“ผมอยากไปปั่น Audax 600 ที่พิษณุโลก
ผมขออนุญาตภรรยา และรีบสมัครในวันสุดท้าย
“ผมเชื่อว่าผมทำได้ แม้ว่าแรงอาจไม่เยอะเท่าใคร แต่จิตใจที่มุ่งมั่นไม่แพ้ใครแน่นอน”
คุณพร้อมหรือยัง

ครั้งนี้ผมมีเวลาในการทำภารกิจ 40 ชั่วโมง ที่จะปั่นจักรยานผ่าน 4 จังหวัด
ที่มีระยะทางรวมกว่า 627 กิโลเมตร และมีระยะปีนเขากว่า 7200 เมตร
แม้จะมีประสบการณ์อดหลับอดนอน และการปั่นระยะไกลบ้าง แต่โหดแบบนี้ก็ไม่เคยมาก่อน
ถ้าคำนวณไม่ถูกว่ามันไกลและขึ้นเขาเยอะแค่ไหน
ก็คือการปั่นสะเมิงคลาสสิก 5 รอบ แล้วปิดท้ายด้วยไป-กลับ เชียงใหม่-จอมทองอีก 2 รอบ
“แค่ปั่นสะเมิงคลาสสิกสามรอบ ก็ไม่ไปละโว้ยยยยยยยยย”

เคยมีคนบอกว่า การปั่น Audax ไม่ใช่แค่การเอาแรงเข้าใส่อย่างเดียว
แต่เป็นการปั่นโดยใช้ใจและสมองด้วย

เออ… ไม่คิดว่ามันจะจริง

ภารกิจกำลังจะเริ่มต้น

ผมเดินทางออกจากเชียงใหม่ก่อนเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ
ค่อยๆ ขับไปคนเดียว ใช้เวลาสามชั่วโมงกว่าก็ถึง
พอถึงก็รีบเดินไปสักการะองค์พระพุทธชินราช ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร
ขอให้ภารกิจครั้งนี้สำเร็จลุล่วงดี คนไม่เจ็บ และรถไม่พัง

ไหว้พระพุทธชินราชก่อนจะไปออกรบ!!

จากนั้นก็ไปหาอะไรกินก่อน ซึ่งร้านกนกภัณฑ์ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง
ก๋วยเตี๋ยวไทยเส้นเล็กอร่อยมากๆ ติ่มซำก็ดีงามมากๆๆ มารยาทดีงามมากๆๆๆ
ไหว้กันทั้งร้านตั้งแต่เจ้าของยันเด็กเช็ดโต๊ะ กินๆ อยู่ยังต้องรีบวางตะเกียบมารับไหว้
เลยจัดไปสามถ้วย กินให้เหมือนมันเป็นมื้อสุดท้าย…

ของดีพิดโลกเลยครับ ร้านกนกภัณฑ์

กินให้เหมือนวันสุดท้าย ,, เพราะกว่าจะได้กินดีๆ ก็อีกสองวัน

เสร็จกิจทุกอย่างก็รีบไปงีบครับ
มีเวลาให้เราพักเกือบๆ 5 ชั่วโมง ก่อนที่จะไม่ได้นอนอีกสองคืน ตื่นเต้นมากๆๆ
กำลังคิดนั่นคิดนี่ ผมก็ผลอยหลับไป ตามประสาคนหลับง่ายมาก

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้งประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนเวลานัดหมายเพราะเสียงฝนและเสียงฟ้าร้อง
“ฝนตกหนักมาก… วันนี้กรมอุตุฯ จะแม่นอะไรวันนี้ ภาวนาให้ฝนเบาลงหน่อย”
พยายามข่มตานอน หวังว่าจะได้นอนอีกซักครึ่งชั่วโมง แต่นอนไม่หลับ ตอนนี้ความกังวลมาเต็ม
“ปล่อยตัวสองทุ่ม ยังต้องปั่นกลางฝนอีกเหรอ
สองสิ่งที่เกลียดที่สุดในการปั่นจักรยานทำไมต้องมาพร้อมกันด้วย”
เอาวะ นอนไม่หลับ ก็มาเตรียมตัวและเช็ครถก็แล้วกัน

แผนที่และความสูงจากทางทีมงานส่งมาให้เราครับ

ผมถึงที่นัดหมายราว 40 นาทีก่อนปล่อยตัว ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก
แม้ว่าโรงแรมอยู่ไม่ถึง 1 กิโลเมตร แต่ก็ต้องขับรถยนต์ออกมา เพราะฝนไม่มีทีท่าเบาลงเลย
พอมาถึงที่ ก็รีบเอารถจักรยานลงมา รีบเซ็ตรถและเช็คความพร้อมครั้งสุดท้าย
“โห คนเพียบเลยแฮะ แล้วทำไมดูแต่ละคัน เค้าดูชิวๆ จัง แทบจะปั่นรถเปล่าๆ เลย
ดูเราดิ ตุงไปทุกกระเป๋า แถมยังมีกระเป๋าก้นมดอีก”

จากนั้นก็รีบเดินไปหาทีมครับ
วันนี้มีผู้ร่วมชะตากรรมแห่งทีม 55 Tsukemen ถึง 4 ท่าน อันได้แก่พี่เก่ง, คุณตั้ม, พี่ต้อมโม และไก่
ทุกคนเดินทางมาจากเชียงใหม่ช่วงบ่ายๆ มาถึงที่นี่ปุ๊บก็พร้อมปั่นเลย ,, แบบนี้ผมไม่ไหวจริงๆ
สักพัก ก็ประชุมแผนของทีมเรา ซึ่งสั้นๆ ง่ายๆ ได้ใจความครับ
“เราต้องจบ ไม่กลับบ้านมือเปล่า อย่างน้อยต้องมีใครเข้าเส้น”

ทีม 55 Tsukemen ของเราครับ :: พี่ต้อมโม, คุณตั้ม, พี่เก่ง, ไก่ และผมเอง

คอยอีกไม่นาน ทีมงานก็บรีฟเส้นทาง และสามทุ่มตรงก็ปล่อยตัวเราไปพร้อมสายฝนกระหน่ำครับ

ขบวนรถไฟแห่งรัตติกาล

ฝนตกหนักมากจริงๆ ครับ หนักจนรู้สึกว่าการเอาแว่นเลนส์ใสสำหรับใส่กลางคืนมาคืออะไรที่ถูกต้องมากๆ
ทั้งฝน และโคลนจากล้อคันหน้ากระเด็นมาเต็มจนแทบแยกไม่ออก
ออกตัวมาสักพัก ก็เริ่มออกนอกตัวเมือง รถราเริ่มน้อยลง แต่ความเร็วก็เพิ่มเป็นทวีคูณ
แผนผมทีแรกคือพยายามปั่นเก็บแรงไป ขอถึงภูเรือ (จุดเช็คที่ระยะ 180 กม.) ราวๆ หกโมงเช้า
ก็แปลว่าปั่นความเร็วเฉลี่ยแค่ 18-20 กม./ชม. ก็ถึงตามแผน
แต่สภาพตอนนี้มันไม่ใช่เลยครับ!!! ทุกคนออกตัวกันโหดมากๆ ผมก้มดูความเร็ว เฮ้ย!! 35-38 กม./ชม.
เรายังเหลือระยะปั่นกันอีกตั้ง 600 กม. นะเว้ยยยยยยยย
ไม่เป็นไรครับ ผมก็ปั่นกับกลุ่ม ค่อยๆ เกาะไป เพื่อเซฟแรงให้มากที่สุด

พี่ต้อมโม คุณตั้ม และพี่เก่ง เป็นสามคนที่ผลัดกันพาทีมขึ้นไป
แต่ละคนลากกันเร็วมาก ยังกะปั่นคันคลองไฮสปีด แซงแทบทุกคันที่มีโอกาส
ถ้าเราทำเวลาได้ประมาณนี้ คำนวณเวลาคร่าวๆ น่าจะถึงภูเรือราวๆ ตีห้า
ซึ่งจะเหลือเวลาเพิ่มอีก 2 ชม. จากที่วางแผนเอาไว้ !!
ถ้าเป็นแบบนี้ เราน่าจะจบ 5 คน พร้อมกับได้นอนชิวๆ ดริปกาแฟสวยๆ ที่เส้นชัยแน่นอน

แต่ชีวิตคนเรามันไม่เรียบง่ายขนาดนั้นหรอกครับ

อุปสรรคที่ถาโถม

ทีมเรากำลังลากนิ่งๆ ไล่แซงยับ รอบขากำลังมา ,, อยู่ดีๆ พี่ต้อมโมก็ชะลอครับ

“กระเป๋าก้นมดหย่อนไปสีกับล้อ”

เราทั้งห้าคนจอดลงพัก พร้อมกับรีบจัดกระเป๋าก้นมดของใครของมัน
แทบทุกคนไม่เคยปั่นพร้อมกระเป๋าก้นมดมาก่อน และมันเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่มากๆ
ทั้งเรื่องการทรงตัวบนอานจากการเหวี่ยงของกระเป๋า และการหย่อนของกระเป๋าลงมาจากน้ำหนักสัมภาระ

ตอนนี้ทุกคนที่เราเพิ่งแซงเขาไปสักครู่ ก็มาแซงเราคืนไปแทบทั้งหมด…
เห็นละก็แอบเจ็บใจ แต่ทีมก็คือทีมครับ หวังว่าโชคจะเข้าข้างเราบ้าง
พี่ต้อมเลยพยายามกำจัดสัมภาระบางอย่างที่ไม่จำเป็นทิ้ง รอบนี้คือลำไยครับ (พกมาจากเชียงใหม่ด้วย?!!?)
โยนทิ้งไป ซึ่งลดน้ำหนักเกือบ 2 กิโลได้ (พี่พกมาขนาดนี้เลยเหรอ!!)
จุดนี้ เราเสียเวลาไปประมาณ 5 นาที

หลังจากจัดแจงตัวเองเรียบร้อย เราก็เข้าสู่โหมดขบวนรถด่วนต่อเลยครับ
ตั้งลำได้สักพักก็จัดหนักเลย เร็วมากๆ ระดับที่แซงยับ ไล่เก็บแทบทุกคนที่แซงเราไปเมื่อกี้
แต่ปั่นไปอีกสักพัก คุณตั้มและพี่เก่งก็รู้สึกว่า มันหย่อนอีกรอบ
เลยต้องชะลอเพื่อจัดกระเป๋าอีกครั้ง แต่รอบนี้เสียเวลาไม่มากครับ

จุดนี้เราทำเวลาได้ดีมากจริง ปั่นกันแบบไม่เกรงใจเลยว่าเส้นทางพวกนี้คือเนินซึมสลับเนินชันๆ สั้นๆ
ส่วนนึงอาจเพราะทีมลากกันดีมากๆ และอีกส่วนคืออากาศเย็น (จนหนาว) ในช่วงกลางคืนที่มีฝนกระหน่ำ
จังหวะมันกำลังมา… แต่สุดท้ายสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดก็เกิด

พี่ต้อมโมตะโกนอย่างดัง “พี่เก่งยางรั่ว”

อุปสรรคถาโถมมาไม่หยุดหย่อน

เราทั้งห้าจอดข้างทางที่มืดสนิท ยืนกลางฝนที่ตกหนัก ไม่มีร่มเงาหรืออะไร
ทุกคนผลัดกันช่วยพี่เก่งที่จะเปลี่ยนยาง และหารอยรั่ว
แล้วก็สลับมาดูปัญหาของรถตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องสัมภาะ
พี่ต้อมโมที่กระเป๋าหย่อนสุด ก็กำจัดลำไยทั้งหมดโดยการเอาออกมากิน (ยังไม่หมด!!!)
พี่ต้อมโมว่า ถ้าเราถึง Checkpoint ที่สอง เราจะกำจัดสัมภาระชิ้นใหญ่แก
นั่นก็คือ ข้าวเหนียวหมูทอดที่พกมาตั้งแต่เชียงใหม่!!! จริงจังมาก!!!
ส่วนคุณตั้ม ก็พยายามรัดกระเป๋าก้นมดให้แน่น แล้วรีบไปช่วยพี่เก่ง
ส่วนไก่ กระเป๋าหย่อนไม่มาก แต่ว่ามีเสียงแปลกๆ ไม่แน่ใจว่าจากที่ไหน
สงสัยว่าน่าจะมาจากโซ่ หรือกะโหลก พยายามหาแต่ก็ไม่เจออะไร

เทพีแห่งโชคยังพอเข้าข้างเราบ้าง ที่รอยรั่วเป็นเพียงรอยเล็กๆ ยางนอกไม่มีปัญหา แค่เปลี่ยนยางในเราก็เดินทางต่อได้
ฝนที่กระหน่ำ ก็เริ่มเบาบางลง กลายเป็นฝนปรอยๆ เบาๆ แทน
สภาพถนนจากที่มีรถวิ่งตลอด กลายเป็นถนนเงียบๆ ที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ทั้งสองข้าง
ไฟกิ่งทั้งสองข้างทางก็เริ่มเป็นของหายาก และไฟหน้าดวงน้อยของเราก็เริ่มสว่างมากขึ้น
กระเป๋าของพี่ต้อมโมไม่แกว่งละ!! ส่วนยางที่เก่งไม่มีปัญหาอะไรเพิ่มเติม
ส่วนรถของไก่ เสียงยังไม่หายซักที ทั้งๆ ที่โซ่และกะโหลกก็ลื่นดี

CP แรกที่สถานีตำรวจบ้านแยงครับ

สุดท้าย เราก็ถึง Check point แรก 69.5 กม. ที่สถานีตำรวจบ้านแยงอย่างทุลักทุเล

ลุยต่อที่ Checkpoint 2

“เรามีเวลาพักกัน 5 นาที รีบเติมน้ำแล้วไปกัน แล้วค่อยไปพักที่ 7-11 ข้างหน้า”

แม้เวลายังไม่ถึงเที่ยงคืน แต่เราก็ต้องเริ่มออกปั่นอีกครั้ง
อยากบอกว่า ตอนนี้สภาพทุกคนคึกคักถึงขีดสุด เหมือนเพิ่งปั่นกันมาแค่ 10 กม.
ถนนเงียบๆ มืดๆ ในวันที่อากาศหนาวเย็นจากห่าฝน กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นและแสงแห่งมิตรภาพของทีม
เราปีนเขาไปด้วยกัน สลับไหลลงเป็นพักๆ อย่างไม่เหนื่อยล้า มุ่งสู่อำเภอนครไทย จ.พิษณุโลก

เหมือนทุกอย่างดูราบเรียบขึ้น แต่อุปสรรคก็ไม่เคยลดละที่จะมารังควาญ
พี่ต้อมโมทักไปยังรถของไก่ ที่เสียงยังไม่หาย แม้จะยัดน้ำมันหยอดโซ่ฉ่ำไปถึงน่อง
“เสียงแบบนี้น่าจะเป็นเบรคว่ะไก่”

และมันก็ใช่จริงๆ

ผ้าเบรคของไก่สีกับขอบล้อมาตลอดทาง กว่าจะรู้ตัวก็ กม.ที่ 80 แล้ว
“ก็ว่า วันนี้ไก่ไม่ค่อยแรง ผ้าเบรคสีกับขอบล้อมาตลอดนี่เอง”
พอถึง 7-11 ที่อ.นครไทย ไก่ก็ใช้แสงสว่างรำไรมาดูสภาพเบรคตัวเอง
ซึ่งจุดนั้น พูดได้คำเดียวว่า “ยับเยิน”
เพราะผ้าเบรคหลังไก่ ได้หมดไปแล้วทั้งสองข้าง
เหตุการณ์ดังกล่าว คาดว่าเกิดจากกระเป๋าก้นมดไปเบียดตัวเบรค/สาย ทำให้ลักษณะเบรคเหมือนถูกใช้งานตลอดเวลา
เบรคหมดจนแบบ ฝักผ้าเบรคไปสีขอบล้อจนเริ่มเป็นรอยแล้ว

ผ้าเบรคไก่หมดทั้งแต่ช่วงทางราบ แล้วพรุ่งนี้เช้าที่จะต้องเจอเขาหนักๆ จะทำอย่างไร

แม้ว่าไก่เป็นคนนึง ที่มีของสำรองและอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ เยอะมาก (มีแม้กระทั่งยางนอก!!)
แต่ ไม่มีผ้าเบรคสำรองครับ…
มันก็ไม่แปลกหรอก ใครจะบ้าพกผ้าเบรคมาปั่นด้วย เพราะปกติ ผ้าเบรคชุดนึงใช้ได้เป็นหลักหลายปี
แล้วมันก็ไม่ใช่ของที่จะมาพังหรือเสียหายระหว่างทางง่ายๆ

ไก่พยายามหาวิธีแก้ ตั้งแต่สลับผ้าเบรคหน้าหลังบ้าง หาอะไรมาหนุน ใช้เทปพัน แต่ไม่เวิร์ค
แต่สุดท้าย ที่ดีที่สุดคือ คลายล้อค หย่อนสายเบรค แล้วปั่นแบบไม่มีเบรคหลังไปก่อน
แล้วหายืมผ้าเบรคสำรองจากนักปั่นคนอื่นๆ ที่อาจมี!!!

ระยะ Checkpoint ถัดไปอีกราว 40 กม. เห็นชัดเลยว่าไก่ปั่นด้วยความไม่มั่นใจ
ไก่ดูพะวงกับเบรคหลังมากๆ ไม่ว่าจะเจอถนนหนทางรูปแบบไหน โดยเฉพาะตอนลงเขา ดูช้าลงไปมากๆๆ
และสมาธิไก่จะอยู่กับการถามคนอื่นๆ ว่า
“พี่พกผ้าเบรคสำรองมาด้วยไหมครับ”
ซึ่งคำตอบก็ไม่น่าจะเดาได้ยากนัก
และหากสภาพเป็นแบบนี้ ไก่อาจต้องถอนตัวตั้งแต่ด่านซ้าย ซึ่งเป็น Checkpoint หน้าเลย

ด่านซ้าย และปาฏิหารย์

เรารีบมาที่ Checkpoint ตรงอำเภอด่านซ้าย แถวนี้มีทั้งตลาดเช้าและ 7-11
ผมมองไปทีไมล์จักรยานเพื่อจะกดดูก่อนถึงเช็คพอยน์
“ชิบหาย!! ไมล์แฮงค์”
ผมพยายามกดเปิด-ปิดใหม่ แต่พบว่า ระยะทางที่ผ่านมาทั้งหมดได้หายไป
ไม่มีทางเลือก ผมถามระยะจากพี่ต้อมโม แล้วขานให้กับเจ้าหน้าที่
“ระยะทาง 145 กม. เวลา 03.33 น.”

เจ้าหน้าที่สดชื่นมาก แต่เราง่วงมากๆๆๆ

ล้านิดๆ แต่ใจยังไม่มีถอยครับ รอไก่ซ่อมรถไป

จุดนี้ตีสามแล้วอะ ตัวผมไม่ง่วง ไม่หิว ไม่อะไรทั้งสิ้น
พี่ต้อมโม เปิดข้าวเหนียวหมูทอดที่พกจากเชียงใหม่ให้ทุกคนอิ่มหนำสำราญ
พี่เก่ง และคุณตั้ม ต่างระเบิดสัมภาระและจัดกระเป๋าได้กระทัดรัดมากขึ้น
สังเกตว่า สัมภาระของแต่ละคน ลดลงไปจำนวนมาก ก้นมดเหลือนิดเดียว
ผมก็พยายามเอาขนมและกล้วยตากที่พกมา กระจายมาสู่กระเป๋าเสื้อด้านหลัง
สลับไฟหน้าที่ใช้หมดไปแล้วสองดวง และเอาดวงอื่นๆ ออกมาติดรอไว้
แต่ก้นมดผมก็ยังตุงมากกว่าคนอื่นๆ อยู่ดี

ส่วนไก่ รีบจอดรถ และเดินถามทุกคนถึงผ้าเบรคสำรอง
ซึ่งคำตอบที่ไก่ได้รับ ก็ไม่ต่างจากที่ผ่านๆ มาว่า ไม่มี ไม่มี และไม่มี
จนสุดท้าย เดินกลับไปที่รถ ถามพี่คนนึงที่เค้าปั่นมาถึงก่อนเรา แล้วก็นั่งอยู่ตรงนั้นด้วยกันตั้งนาน

“ผมมีผ้าเบรคสำรองอยู่ชุดนึง”

โอ้โห น้ำตาจิไหล ไก่นี่รีบขอซื้อต่อและรีบจัดการกับผ้าเบรค
กราบงามๆ สามครั้งแก่ผู้มีพระคุณ ไม่น่าเชื่อว่าอะไรหลายๆ จะเกิดขึ้น และมันทำให้ไก่ได้ไปต่อ
จุดนี้ ใช้เวลาไปราวๆ เกือบชั่วโมง ,, แม้จะมากกว่าที่คำนวณไว้แต่ทุกคนก็ได้พักผ่อนกันเต็มที่มากๆ
เราออกเดินทางอีกครั้งตอนตีสี่ยี่สิบ

ปีนต่อไปภูเรือ

สถานีหน้า อยู่ห่างไปอีกแค่ราวๆ 35 กม.
จากด่านซ้ายที่ดูคึกคัก เราก็เริ่มกลับเข้าสู่ความมืดของป่าครับ ตามถนนเพื่อมุ่งสู่ภูเรือ
เส้นทางช่วงนี้ค่อนข้างดีครับ มีเขาลูกเล็กๆ ให้ปีนเรื่อยๆ ครับ เราก็ค่อยๆ ไปด้วยกัน
ทางถือว่าไม่ยากมาก ฝนก็ไม่ตก ถ้าแบบนี้ไปเรื่อยๆ น่าจะได้งีบที่ Checkpoint หน้ากัน

ช่วงใกล้ตีห้า พระอาทิตย์เริ่มแย้มแสงแรกของวันใหม่
ตอนนั้นอากาศดีมาก ไม่มีฝน ท้องฟ้าดูเปิด ทุกอย่างเริ่มเป็นใจกับเราบ้าง
แต่ผมสังเกตว่า ทำไมผมยิ่งปั่นก็ยิ่งห่างจากคนอื่นเรื่อยๆ กดเท่าไหร่ก็ไม่ทัน
และก็เริ่มรู้ตัวเองว่าง่วงมากครับ และหลับในตอนปั่น
ใช่ครับ พิมไม่ผิดครับ หลับในตอนปั่น!!

คือมันให้อารมณ์แบบ เราก็ควงขาแต่ตาหลับ แต่สามารถทรงตัวไปเรื่อยๆ ไม่ให้ล้ม
การหลับแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 5-20 วินาที แล้วสะดุ้งตื่นเพื่อทรงตัวใหม่พร้อมกับดูทาง
ทำแบบนี้ไปหลายสิบครั้ง ก็คิดว่ารวมๆ คงได้หลายสิบนาทีอยู่

เพื่อนๆ เริ่มทิ้งห่างไป แต่ผมก็ยังเห็นไฟท้ายแว้บๆๆ สามดวงชัดเจน
แต่อยู่ดีๆ … เอ๊ะ!! เราหลับในรอบนี้ ทำไมไฟท้ายทั้งสามดวงหายไปเร็วมาก
ผมเริ่มเร่งฝีเท้าแบบหลับใน ขึ้นเนินรัวๆ แต่พบว่าตามยังไงก็ไม่ทัน
จนกระทั่งดูที่แผนที่ที่ไมล์จักรยานแล้วมันบอกว่า “off course” (คือคุณหลุดจากเส้นทางแล้ว)
ช้อตนี้ สะดุ้งตื่นเลยครับ เพราะผมหลับใน และปั่นตรงเลยมาอีก 2 กม. แทนที่จะเลี้ยวซ้ายเหมือนคนอื่น
รีบกลับรถ แล้วปั่นกลับไปเช็คพอยน์ พร้อมรับระยะทางเพิ่ม 4 กม.

เลี้ยวซ้ายมา เจอ จนท. รอโบกเลย

ถึง Checkpoint อบต.ลาดค่าง เวลา 6.12 น. (คิดว่าเพื่อนๆ คงถึงก่อนหกโมง)

หลับก่อนได้เปรียบ

จุดนี้ มีขนม, น้ำ, กาแฟ ฯลฯ ให้เรากินอย่างดี แถมทางอบต.ยังเปิดห้องให้นอนด้วย
ผมมาถึง ทุกคนในทีมดูสบายๆ ถือข้าวต้ม,ขนม,กาแฟมากินอย่างเอร็ดอร่อย
ร่างกายแต่ละคน ดูล้าไปบ้าง เหมือนจะง่วงนอนนิดๆ
แต่ไม่ใช่กับผม เพราะผมนอนมาแล้ว ฮ่าๆๆๆ

ที่นี่มีของกินเยอะมากๆๆๆ ครับ มีที่นอนด้วยนะ อิอิ

กินกาแฟกับขนมนิดหน่อยก็รีบออกเลยละกัน

ตอนนั้นรู้สึกจุกหน่อยๆ เลยกินแค่ขนม กับกาแฟดำ แล้วก็ขอตัวลาทีมไปก่อน
จุดนั้น เรารู้ตัวเองเลยว่า เราอ่อนสุด เราไม่อยากให้ทีมเสียเวลา
แถมเราก็งีบมาแล้ว (แบบหลับใน) จนตอนนี้สดชื่นมากๆๆๆ

เพื่อนๆ ในทีมก็ทำหน้างงๆ ว่าจะไม่พักหน่อยเรอะ!! แต่ก็ปล่อยให้ผมออกมาก่อน
จุดนี้ผมอยากชดเชยเวลาที่เสียไป เลยพยายามเร่งตัวเองเท่าที่ไหว
สภาพถนนเป็นเนินขึ้นเขาเข้าป่าเป็นหลัก สลับกับถนนในหมู่บ้าน มีหินลอยบ้าง
มันก็สนุกดีนะ มีวัวเดินกลางถนนบ้าง สวนกับรถไถนาบ้าง หมาวิ่งไล่บ้างประปราย
แต่อากาศดีมากๆ วิวสวยมากๆๆ
จนถึงกิโลเมตรที่ 199 ,, นี่เราปั่นทางเลียบแม่น้ำเหือง ซึ่งฝั่งตรงข้ามเป็นประเทศลาวครับ
เพลิดเพลินกับบรรยากาศได้ไม่นาน พี่เก่งและคุณตั้มก็ไล่ผมทันแล้ว
“ไก่กับต้อมโมอยู่ข้างหลังนี่เอง”

ทุ่งนาอะเขตไทย ,, แต่เขาลูกนั้นเขตลาวแล้ว

และทีมก็ได้รวมกันที่จุด Check point ที่ร้านค้ามิตรภาพไทย-ลาว
จุดนี้คือ กิโลเมตรที่ 226 กม. เราถึงกันราวๆ เก้าโมงเช้าครับ
และจากแผนที่ จุดนี้จะเป็นจุดสุดท้ายที่จะมีร้านค้าและอาหารขาย
พวกเราก็เลยจัดก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกงและน้ำอัดลมกัน เติมพลังให้กับค่ำคืนที่ผ่านมา

จุดสุดท้าย ก่อนที่จะเจอมหกรรมการปีนเขาแบบไม่มีที่สิ้นสุด

จากจุดนี้ไปจะเจอกับภูเขาโหดๆ ที่เป็นตำนานของ Audax 600 พิษณุโลกครั้งแรก
“สมัคร 140 คน, จบ 7 คน เพราะภูหัวฮ่อม และภูสวนทราย”

บอสหมายเลขหนึ่ง :: ภูหัวฮ่อม

เราพักกันราวๆ ครึ่งชั่วโมงกว่า เติมน้ำเติมข้าวเข้าห้องน้ำกันเต็มที่ ก็ออกไปลุยกัน
พี่เก่งและคุณตั้มออกไปกันก่อน ส่วนผม,ไก่ และพี่ต้อมเป็นกลุ่มที่ตามออกไปทีหลังเล็กน้อย
ผมก็แอบตื่นเต้นนิดๆ นะ เพราะไอ้เราก็ชอบไต่เขาพอควร
เจ้าภูหัวฮ่อมหน้าตามันจะเป็นยังไงน้อ จะเหมือนเขาที่เราเคยปีนไหม

ออกหมู่บ้านนิดนึง แล้วเลี้ยวขวาขึ้นไป ก็หายสงสัยเลยครับ

ภูหัวฮ่อมเป็นเนินที่ชวนเราปีนยาวๆ ครับ
ระยะทางราวๆ 3.8 กม. ที่มีระยะความชัน 9.5% เฉลี่ยทั้งช่วง
โดยความบันเทิงตลอด 3.8 กม. นั้นคือการปีนแบบไม่พัก
ยิ่งปีนไปเรื่อยๆ ความชันก็ไม่มีทีท่าที่จะเบาเลย แถมยังจะหนักขึ้นอีก
ใครหวังว่า ใส่เกียร์หนักๆ แล้วอัดให้มันจบๆ คงต้องคิดใหม่
ผมโชคดีที่เริ่มปั่นด้วยเกียร์ที่ค่อนข้างเบา แล้วเน้นค่อยๆ ซอยรอบขาขึ้นเอา
ขนาดใช้เฟือง 32-34 ยังรู้สึกว่า ล้ามากๆ แค่เนินเดียวใช้เวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมง

กว่าจะพิชิตเนินนี้ได้ บอกเลบว่าเหนื่อย

อากาศข้างบนสดชื่นดีมากๆ

พิชิตบอสตัวแรกได้ ก็ไปรับตราปั้มที่ control point ครับ

หมดจากภูหัวฮ่อม ก็มีทางไหลลงนิดนึง ให้ได้หายใจหายคอกันบ้าง
แต่จากนั้นอีกไม่นาน ก็เจอภูสวนทรายครับ

ลักษณะของภูสวนทราย จะคนละแนวกับภูหัวฮ่อมอย่างสิ้นเชิงครับ
ลักษณะจะเป็นเนินสั้นๆ สลับขึ้นลงไปเรื่อยๆ แบบรัวๆ ครับ
ระยะทางประมาณแต่ละเนิน 40-100 เมตร, ความชัน 8-25% ครับ
และทำซ้ำแบบนี้ไป 50 เนิน!!!
พิมพ์ไม่ผิดนะครับ เราจะต้องปีนเนินแบบนี้ ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ไป 50 ครั้ง

ไม่มีทางเลือกครับ เริ่มมาเราก็ใช้แรงส่งจากทางลาดแปรเป็นความเร็วให้เราพุ่งขึ้นไป
แต่พลังงานจลน์มันไม่พอกับพลังงานศักย์ที่จะขึ้นแต่ละเนิน
พยายามพุ่งไปไม่ถึงไหนแรงส่งก็หมดลงครับ เราก็ค่อยๆ ปีนๆๆๆ ขึ้นไปต่อ
สิบครั้ง ยี่สิบครั้ง สามสิบครั้ง… ดูมันไม่จบไม่สิ้นเสียที

ยิ่งปั่นไป ถนนยิ่งพัง แถมยังต้องปีนอีก ทางชันๆ ทั้งนั้น

การเจอเนินแบบนี้ซ้ำๆ บ่อยๆ มันทำให้ขาเราล้าอย่างมาก เดี๋ยวเบาเดี๋ยวหนัก
รวมทั้งเราต้องสลับเกียร์แบบรัวมากๆ จากทางลาด 20 องศา แต่อีกไม่กี่วินาที กลายเป็นความชัน 22 องศา
แถมช่วงที่มีแรงส่งเราก็ไม่ได้มากเลย ,, อารมณ์ พาเราไปทิ้งกลางเนินชันๆ แบบไม่ทันตั้งตัว
ที่สำคัญที่สุด คือ มันบั่นทอนกำลังใจเรามากๆ ครับ
เราทำความเร็วได้แย่มาก คือเฉลี่ยราวๆ 6-8 กม./ชม. เท่านั้น
แถมไม่รู้ว่าเนินพวกนี้จะจบเมื่อไหร่ และยิ่งเข้าลึกไปเรื่อยๆ สภาพถนนยิ่งแย่ลงไปเรื่อย
จากถนนลาดยางสวยๆ กลายเป็นถนนท่าผ่านการปะมาหลายสิบครั้ง พร้อมหินลอยเพียบ
การเลือกไลน์ที่จะปีนแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะไลน์ที่ปีนง่าย คือไลน์ถนนพัง
ส่วนที่ถนนทางพอปั่นได้บ้าง คือถนนไลน์ที่ชันๆ และกินแรงเราเป็นอย่างมาก
จะยืนโยกก็ไม่ได้ เพราะกระเป๋าก้นมดมันแกว่ง ทรงตัวลำบากมาก

เดชะบุญมีร้านของชำของชาวบ้านเล็กๆ ให้เราได้พักขาและนั่งปรับทุกข์กัน
เราก็นั่งไปกะเจ้าของร้าน หยิบกล้วยของทางร้านและเม้ามอยกันไป
เจ้าของร้านก็นั่งดู และหัวเราะกับกิจกรรมอันบ้าบิ่นของเรา
แกบอกว่า เท่าที่ปีนมาวันนี้ แวะร้านแกหมด ขนาดคนแรกก็ยังมากินกล้วยที่นี่เลย

ร้านพักกลางทางที่ทุกคนต้องแวะ ,, โอเอซิสชัดๆ

รวบรวมแรงฮึดสุดท้ายพร้อมกับไก่และต้อมโม พุ่งขึ้นไป
ระเบิดเนินอีกสักช่วง เราก็เริ่มเห็นจุด control point สำคัญ
เหลือบดูนาฬิกา “นี่เราปั่นจากหัวฮ่อมขึ้นมานี่เกิน 2 ชม.ครึ่ง ทั้งที่ระยะแค่ 20 กม.เอง”

“หมอ ผมไม่ไหวละ…”

การตัดสินใจ

ไก่และพี่ต้อมโมขอ DNF (did not finished) ตัวเองหลังจากถึงจุด Control point
สภาพทั้งสองคนค่อนข้างอ่อนล้ามากๆ เพราะว่ามาถึงพิษณุโลกก็เริ่มออกปั่นเลย ไม่ได้งีบแบบผม

“หมอ ผมไม่ไหวละ ผมง่วงมาก ขอ DNF ตรงนี้แหละ”
“เราไม่เคยซ้อมระยะนี้มาก่อน อันนี้มันโหดเกินไป”
“เราปั่นมา 16 ชั่วโมง แต่ได้ระยะแค่ 260 กม. แถมคืนนี้เราจะต้องปั่นทั้งคืนอีก”

ทุกคนเป็นห่วงผมมากๆ แต่ผมรู้สึกว่า ผมสมัครมาแล้ว ไม่ได้มาเล่นๆ
มาครั้งเดียว ก็จะไม่มาอีกแล้ว แม้ว่าถ้าครั้งนี้ DNF ก็คงจะไม่ทำอะไรแบบนี้อีก
ตอนนี้แรงผมยังพอเหลือ, กล้วยตากกับถั่วที่ตุนไว้ก็ยังมีเหลือ โอกาสตอนนี้ยังมี
พยายามคิดวางแผน หาจุดอ่อนของตัวเอง และหาความเป็นไปได้ในการปั่นต่อให้จบ

“โอเค ผมไหว ผมจะไปต่อ ยังไงขอฝากกระเป๋าก้นมดลงไปที”

ไก่และพี่ต้อมโมดูงงๆ เล็กน้อย เหมือนกะว่าหมอจะเอาจริงดิ และบอกกับผมว่า
“หมอจะเอาอะไรก็พกไปเลย ทีเหลือยัดๆ ใส่กระเป๋า เดี๋ยวผมเก็บลงไปให้”
หลังจากไก่พูดจบ ก็เดินลงไปล้างหน้า พี่ต้อมโมก็ถอดรองเท้าแล้วไปพักที่ศาลา
ส่วนผม ก็รีบแกะกระเป๋าก้นมดออกจากรถ แล้วคิดว่าจะเอาอะไรใส่กระเป๋าหลังไปบ้าง
“ยางใน, ที่งัด, สูบคาร์บอน, ไฟหน้าที่ยังเหลือ, เสื้อกันฝน, อาหารทั้งหมด, กระเป๋าตังและมือถือ”
พนันกับตัวเองไว้ว่า ถ้าระหว่างนี้ รถพังยางแตกเกินที่จะซ่อมไหว ก็ถือว่าสวรรค์ให้เรา DNF ละกัน
แต่บอกก่อนนะว่าใจผมสู้ และจะไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ แน่

คนที่ DNF ตรงนี้ ก็มีรถรับกลับนะ

ผมร่ำลากับเพื่อน แล้วรีบออกรถเพื่อจะไป Control point ต่อไป
การเอากระเป๋าก้นมดออก เป็นอะไรที่ดีมากๆๆๆ เพราะเราควบคุมรถได้ง่ายขึ้นมากๆ
เพราะไม่มีอะไรมาถ่วงหลังเรา ไม่มีอะไรมาแกว่งและชวนเราเซอยู่บ่อยๆ
จากนี้ก็กลายเป็นช่วงเร่งความเร็วของผมครับ

สู่จุดสูงสุด, ทางไหลลง และเนินไม่รู้จบ

จากภูสวนทราย ก็มีทางให้เราไหลลงลง ได้พักขาอีกระยะ
แต่ทางลงก็ไม่ได้สบาย เพราะสภาพถนนพังๆ นี่พร้อมจะทำลายล้อและยางเราด้วยหินลอยและหลุม
จุดนี้ไม่เน้นทำความเร็ว แต่เน้นเรื่องความปลอดภัยมากกว่า

จากนั้นก็เตรียมจะปีนขึ้นภูขาด ซึ่งเป็นยอดที่สูงที่สุดของรายการนี้
การปีนภูขาด จริงๆ จะคล้ายภูหัวฮ่อมมากๆ แต่ชันน้อยกว่า ระยะทางยาวกว่าเล็กน้อย
ลองปีนจริงๆ นี่เรียกว่าพริ้วมาก และไล่แซงคนอื่นๆ ไปเยอะมาก
การที่มีน้ำหนักตัวเพิ่ม 4 กก. กับห้อยก้นมด 4 กก. เท่ากัน ให้ผลลัพท์ที่ต่างกันสิ้นเชิง

ยอดภูขาด แม้จะเป็นจุดสูงสุด แต่ไม่ได้ยากเท่าภูหัวฮ่อมและภูสวนทราย

ผมถึงยอดภูขาดสบายๆ มาก นี่เหรอคือจุดสูงที่สุดของทริปนี้
บ่ายสองสิบห้า กับสภาพจิตใจและความมุ่งมั่นตอนนี้ มั่นใจมากว่าจบ
จากนั้นก็ค่อยๆ ไหลลงไปเข้าเขตของอำเภอร่มเกล้า
มีหมู่บ้าน ร้านค้าเล็กๆ และไร่สับปะรดเต็มไปหมด
เห็นหลายคนแวะลงไปพัก หาน้ำเย็นๆ ดื่มเสียสักหน่อย
แต่ผมกังวลมากๆ ที่จะต้องปั่นกลางคืน แถมน้ำและเสบียงก็ยังพอมีอยู่
จึงรีบไปยัง Control point ต่อไปครับ ที่ระยะ 299 กม.
รพ.สต.บ้านนุชเทียน อ.ชาติตระการ
ซึ่งผมไปถึงจุดนั้น 15.55 น. (และเช็คเป็นคนที่ 15 ด้วย!!)

แสงสุดท้าย

ที่รพ.สต.นุชเทียน มีข้าวไข่เจียวมาเติมพลังให้เราอย่างดีเลยครับ
แต่จุดนี้ ผมรู้สึกว่าร่างกายมันแปลกๆ คือ อืดและแสบท้องมาก
หิวมากๆ แต่ให้ตายเหอะ กินข้าวกับไข่ 1 ฟองแทบไม่หมด
ส่วนนึงคงเพราะ กินข้าวไม่เป็นเวลา และกินแต่กล้วยตาก, เจล และถั่วแบบไม่เป็นมื้อ

ข้าวไข่เจียวที่กินได้ไม่อั้น ที่รพ.สต.นุชเทียน

ถือว่าเคยมาภูสอยดาวแล้วละกันเนาะ แม้ว่าจะไม่ได้ลงไปเที่ยวก็ตาม

ดูเวลา เกือบสี่โมงเย็นแล้ว รีบเติมข้าวเติมน้ำ แล้วก็รีบปั่นออกมาจากรพ.สต.
จากนี้เราก็จะปั่นขึ้นและลงภูสอยดาวครับ อยากลองแวะชมวิวแต่แค่คิดก็ไม่มีเวลาแล้วครับ!!
ความล้าเริ่มมาเยือนบ้างครับ ขึ้นเขาเรื่อยๆ แต่ไม่เหนื่อยเหมือนช่วงที่ผ่านมา
บางช่วงชัน 12-14% แต่พยายามปรับเกียร์ไม่ให้ออกแรงมากเกินไปครับ
ผมพยายามปีนเขาให้เร็วที่สุด แต่สิ่งที่กังวลที่สุดกำลังจะมา

พระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว

แสงสุดท้ายของวันกำลังจะจากไป

ถ้าอยากลุ้นว่า ค่ำคืนอันแสนยาวนานจะเป็นอย่างไร
และพรุ่งนี้เช้า ผมจะปั่นต่อไหวหรือไม่ แล้วจะจบทันหรือเปล่า
ติดตามได้ต่อ ตอนที่ 2 เลยคร้าบบบบบบบ

เมื่อลองเปลี่ยนจาก 50/34 เป็น 53/39

ไม่ได้เขียนบล๊อกมานาน ก้เหมือนจะหมดไฟไปพอสมควร แต่วันนี้มันมีเรื่องคันๆ จนอยากให้กลับมาเขียนบล๊อกอีกครั้ง

เรื่องที่ว่า คือปัญหาของนักปั่นทุกคน (หรืออาจส่วนนึง) คือเรื่องใบจานครับ

เวลาเราได้เสือหมอบคันแรกมา เราก็มักจะไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเท่าไหร่ แถมบ้านเราก็ไม่ค่อยมีหนังสือที่รวบรวมคัมภีร์ความรู้ขั้นต้นของการปั่นจักรยานด้วย ดังนั้นความรู้ส่วนมากเราจึงมาจากการถามคนที่คิดว่าน่าจะรู้เยอะกว่าเรา (หรือมีประสบการณ์มากกว่า) และดูพวกโปรครับ

พอเราเห็นโปรใช้อะไร เราก็อยากใช้ด้วย
แน่นอน ผมก็เป็นคนนึงครับ ,, แม้ว่าแรงจะแค่ 105 แต่ก็จะอัพให้เป็น Dura Ace
แต่มีสิ่งนึง ที่แหยงมานาน คือใบจานครับ

เริ่มแบบ Newbie ด้วย 50/34

ของติดรถแทบทั้งหมด (หากไม่ได้เลือก) มักจะมาด้วยจาน 50/34 (หรือที่เค้าเรียกกันว่าจาน Compact)
เหมาะกะมือใหม่ เพราะระยะทดจะไม่หนักมาก
แต่พอเราดูโปรแข่ง ไม่เห็นมีใครใช้แบบนี้ซักคน, ใครๆ ก็ใช้ 53/39 (หรือที่เรียกว่า Standard) กันหมด
แต่พอถามใครๆ ก็บอกว่า Compact พอ
พอจะใช้ ก็บอกว่า อัตราทดยังเหลือๆ เฟืองหลังยังลงได้อีกเยอะ
พอเจออีกคนก็บอก อัตราการควงขาไม่เหมือน จานใหญ่ควงมันกว่า
อีกคนก็บอก จานใหญ่สวยกว่าเยอะ
แถมรถไตร ก็ใช้ 54/42 มันก็ไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไร

อืมมมมม… ตัดรำคาญ ลองเองแม่ม

ลองใช้ 53/39

ลองครั้งแรก ก็มีปัญหาเลยครับ คือ โซ่ยาวไม่พอ แถมเราดันใช้ DLC ของ KMC ด้วย
แต่ยังดีที่เก็บกล่อง + อะไหล่ของมันไว้บ้าง เลยเอามาต่อได้

พอลองใช้ครั้งแรก บอกเลยว่า มันหนักขึ้นมากๆ โดยเฉพาะเวลาออกตัว
มันเหมือนเราเข้าเกียร์สามออกตัวจากไฟแดง ราวๆ นั้นได้
พอได้ลองปั่น พบว่า การควงขาไม่เหมือนกันกับ 50/34 แม้ว่าระยะทดจะใกล้เคียงกัน
มันเหมือนกับ เราต้องวาดขาเป็นวงกลมกว้างกว่าเดิม กว่าจะวาดได้ต้องแกว่งขากว้างขึ้น
ฟีลลิ่งการควงไม่เหมือนกันเสียทีเดียว (จริงๆ ต้องบอกว่า ต่างกันพอสมควร)

พอลองทางราบ มันเหมือนจะเร็วขึ้นนะ แต่รอบขาเราช้าลงนิดนึง แต่เร็วขึ้น ใน HR พอๆ เดิม และระยะทดพอๆ กัน
ไม่รู้มโนหรือเปล่านะ แต่
พอขึ้นเนินซึมๆ มันเหนื่อยขึ้น ต้องเกร็งเพื่อวาดขาให้ทันรอบ
พอขึ้นเขา อืมมมม นรกมีจริง
อย่าง 34-25 ratio มันจะพอๆ กะ 39-28 (อัตรา 1.36 กับ 1.39)
แต่ผมว่ามันคล้ายกับ 34-23 (1.47) มากกว่าด้วยซ้ำ
แต่คนละฟีลลิ่งกัน
ไม่ใช่กดไม่ลงนะ แต่เหมือน เราวาดขากว้างขึ้น กว่าจะครบรอบเพื่อเร่งมันยากขึ้น
แต่ไม่เหมือนรถไตรเลยนะ รายนั้นอะ สบาย กดไปเพลินๆ แต่ 53/39 เหนื่อยกว่า

สรุปง่ายๆ

วาดขาเยอะขึ้น เหนื่อยขึ้น เร็วขึ้น สนุกขึ้น

ถ้าจะให้ว่าสั้นๆ นะ
บางทีก็คิดว่าตัวเองมโน แต่ลองมาหลายที มันก็รู้สึกแบบนี้
แต่บางที
อย่างมากก็แค่ลองครับ